parallax background
 

หาเรื่อง...จนได้

โดย: ฮูนายเมี้ยน หมวด: ประสบการณ์ชีวิต


 

ประสบการณ์จากคนรอบข้างพบว่า เป็นเรื่องวุ่นวายใจอย่างมากในช่วงที่พ่อแม่ป่วยหนักใกล้เสียชีวิต เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร มีคนที่ตัดสินใจให้พ่อใส่ท่อออกซิเจนตอนพ่อป่วยหนัก ตอนพ่อลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่ามือถูกมัดเพื่อไม่ให้ดึงท่อออก พ่อไม่พูดกับเขาสักคำเพราะโกรธมาก ต่อมาภายหลัง เขาจึงได้รับรู้ว่าการใส่ท่อมันเจ็บปวดทรมานมาก แต่กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว เพราะพ่อจากไปโดยที่ยังไม่ได้ร่ำลาและคลี่คลายความหมองใจกัน


นี่แหละเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่จะพูดกับพ่อแม่เรื่องนี้ รวมไปถึงเรื่องความตาย...

ผมคำนวณแล้วว่าไม่ต้องพูดกับพ่อ เพราะพ่อนับถือศาสนาคริสต์ และเคร่งศาสนา ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ แถมยังเป็นอาสาสมัครประจำโบสถ์ด้วย ตามหลักศาสนา เป็นที่รู้กันอยู่ว่าหากเจ็บป่วยหนัก เราก็จะเชิญบาทหลวงที่เราไปโบสถ์ประจำมาสวดมนต์ให้ เพราะมีบทสวดเฉพาะ รวมถึงการรับศีลเจิมคนไข้ พ่อของผมสวดมนต์เป็นประจำทุกวัน เวลาเกิดความทุกข์ พ่อจะบอกว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าเพื่อทดสอบเรา ซึ่งผมคาดเดาว่าคงไม่ต่างจากความตายที่พ่อก็ไม่ต้องการจะไปยื้อมัน

แต่สำหรับแม่ ผมไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย...

ผมนิยามแม่ผมว่า สไตล์อินดี้ ไม่เหมือนใคร

แม่นับถือศาสนาพุทธก็จริง แต่ไม่เคยไปวัดหรือสนใจปฏิบัติธรรม อย่างมากก็ทำบุญตักบาตรในวันเกิด หรือวันที่รู้สึกแย่ๆ แม่ไม่สนใจเทศกาลใดๆ ทั้งงานรื่นเริงทุกชนิด หรือวันสำคัญทางศาสนา ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเห็นแม่ไปเวียนเทียนเลยสักครั้ง แม่ไม่สนใจว่าทั้งเมืองจะใส่เสื้อเหลือง สีชมพู หรือสีดำ เพราะแม่บอกว่าชอบสีสดๆ แม้จะดูไม่สนใจธรรมเนียมปฏิบัติใดๆ แต่แม่มีน้ำใจกับทุกคน ร่าเริง อารมณ์ดี ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน แม่บอกว่าทุกข์อยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่วัย แก่แล้วไม่ต้องมาอ้างว่าเป็นเพราะวัยกลางคน อารมณ์เลยเหวี่ยงวีน

วันหนึ่ง ผมตัดสินใจถามแม่ เนื่องจากยายข้างบ้านป่วยหนัก นอนติดเตียงมาหลายเดือน และดูท่าอาจจะต้องจากไปในอีกไม่นาน จึงถือเป็นโอกาสดีในการเปิดเรื่อง ผมพยายามเรียบเรียบคำพูดและถามแม่ด้วยคำถามปลายเปิดว่า “ถ้าแม่ป่วยหนักอย่างยายข้างบ้าน แม่อยากให้ลูกทำยังไง”

 

แม่สวนกลับทันทีว่า “ไม่อยากพูดถึง”

เออ..จบข่าวอย่างไร้เยื่อใย ผมไปต่อไม่ถูก พูดไม่ออก

ผมยังไม่ละความพยายาม…

ในที่สุดโอกาสของผมก็มาถึง คราวนี้เป็นยายของผมเองที่ป่วยหนักอยู่ที่โรงพยาบาล

แม่ของผมกับน้าชายบึ่งรถกลับต่างจังหวัดทันที พอแม่กลับถึงบ้านตอนเย็น ก็เริ่มคุยโทรศัพท์ไปหาน้องคนนั้นที คนนี้ที จับใจความได้ว่า พี่น้องทั้งหกคนแบ่งเป็นสองทีม ทีมละเท่าๆ กัน ทีมแรกซึ่งรวมแม่ผมด้วยตัดสินใจให้ยายกลับไปพักที่บ้าน แต่อีกทีมอยากให้อยู่โรงพยาบาลต่อ ดูวุ่นวายอยู่พักใหญ่

โอกาสทองของผมมาถึงแล้ว ผมถามแม่ด้วยน้ำเสียงสงสัยใคร่รู้ว่า “ทำไมถึงอยากให้ยายอยู่บ้านล่ะ” แม่บอกว่า “แม่เคยเห็นคนรุ่นก่อน เขาก็ตายที่บ้าน ใส่ท่อใส่สายมันทรมานเขา”

นี่แหละเป็นสิ่งที่ผมอยากได้ยินจากปากของแม่

จากเหตุการณ์นี้ ผมพบว่าน้าๆ ทุกคนเป็นห่วงยาย ทว่าแต่ละคนก็มีวิธีการจัดการแตกต่างกัน และเมื่อยายสมองเสื่อมจำอะไรไม่ได้ ลูกๆ ก็ต้องเป็นผู้ตัดสินใจ แต่เนื่องจากมีลูกหลายคน ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนพูดคุยจนทุกฝ่ายพอใจ ซึ่งผมคิดว่าสิ่งสำคัญคงไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่อยู่ที่กระบวนการพูดคุยเพื่อเลือกผลลัพธ์ แม้สุดท้ายจะเลือกอย่างไร พี่น้องก็ยังคงรักกันเหมือนเดิม

ก่อนหน้าที่จะเขียนบทความนี้ ผมบอกให้แม่เล่าเหตุการณ์นี้อีกครั้ง แม่จำได้ลางๆ แล้วพูดว่า “กรรมใครก็กรรมมัน ไปห้ามความตายมันไม่ได้” และบอกเพิ่มว่า “ที่จริง ตอนยายใกล้ตายก็ย้ายไปที่โรงพยาบาล จะว่าไปมันก็ดี สะดวกลูกหลาน ไม่ต้องมาดูแลหาข้าว แถมไม่ต้องกังวล มีหมอใกล้ตัว”

ผมพบว่าเรื่องนี้คงต้องอัพเดทข้อมูลกับแม่เป็นระยะๆ ไม่สามารถตัดสินเบ็ดเสร็จได้เพียงคำพูดในครั้งเดียว...เพราะเวลาผ่านไป ก็มีการตัดสินใจใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ

25 ธันวาคม, 2561

ทันตกรรมผู้สูงอายุ ดูแลกันแม้ยามโรยรา

คนส่วนใหญ่อาจจะเห็นสุขภาพช่องปากไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพราะคิดว่าไม่ค่อยเป็นปัญหาต่อชีวิตเราสักเท่าไหร่ มีแค่เรื่องฟันผุหรือฟันคุดนี่แหละที่ทำให้รู้สึกทุกข์ทรมานบ้าง แต่ไปให้หมอฟันรักษาแค่นิดเดียวก็หมดปัญหาแล้ว
17 เมษายน, 2561

คำขอบคุณจากพี่อาสา

จุดเริ่มต้นการเป็นอาสาข้างเตียงของผู้เขียนมาจากวันหนึ่ง ขณะยังนั่งทำงานอยู่ในสำนักงานถึงตีสี่ เกิดความคิดว่า เราปล่อยให้งานมากินเวลาของชีวิตไปมากขนาดนี้ได้อย่างไร
16 พฤษภาคม, 2562

ชมรมชายผ้าเหลือง เพื่อเพื่อนผู้ป่วยระยะท้าย วัดห้วยยอด (ตอนที่สอง) จากโรงพยาบาลสู่ชุมชน

การทำงานของชมรมชายผ้าเหลืองในปีแรกจะเป็นการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในโรงพยาบาลหรือติดตามไปดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่บ้านในกรณีที่โรงพยาบาลร้องขอ