parallax background
 

คุยกับลูกเรื่องความตาย

ผู้เขียน: จิรัชฌา วานิช หมวด: ประสบการณ์ชีวิต


 

"ความตาย" เป็นสิ่งที่น่ากลัว และไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันบ่อยนัก พวกเรากลัวความตาย เพราะไม่รู้ว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน บางคนกลัวความตาย ก็เพราะยังพะวงอยู่กับตัวตนในสังคม กลัวว่าตัวเองตายไปแล้วจะถูกลืมเลือน กลัวว่าจะไม่มีคนคิดถึงอีกต่อไป ความกลัวตายน่าจะเป็นเรื่องสากลโลก เพราะเรายังยึดติดในสังขารและอัตตาของตัวเอง


ช่วงปลายเดือนมีนาคม ปี 2016 ฉันกับสามีพาลูกชายเดินทางลงใต้ของประเทศอิตาลี เพื่อไปร่วมพิธีเคารพศพป้าสะใภ้ นับเป็นครั้งแรกของการไปร่วมงานทางการของญาติฝ่ายสามี ทั้งลูกชายและดิฉันไม่เคยพบหน้าป้าสะใภ้

ฉันบอกกับสามีว่า แม้ว่า อันดี ลูกชายเรายังไม่รู้จักป้าสะใภ้ แต่ก็ควรไปลา และร่วมส่งดวงวิญญาณท่านไปสู่สุคติ ตอนนั้นมีเสียงคัดค้านจากญาติๆ แต่สามีสนับสนุนเหตุผลของฉัน วันเดินทาง ฉันกับสามีรอรับ อันดี เลิกเรียน แล้วเดินทางโดยเครื่องบินจากแคว้นเหนือสุดลงไปถึงส่วนปลายของรองเท้าบูท ประเทศอิตาลีมีรูปร่างเหมือนรองเท้าบูท ตรงตามตำราเรียนของประเทศไทย

ฉันเตรียมสูทสีน้ำตาลเข้มเกือบดำให้กับตัวเอง เพราะสามีบอกว่าเสื้อผ้าสีดำใส่เฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น ถ้าไปเป็นญาติ หรือแขกร่วมงานไม่ต้องสวมสีดำสนิท เพียงสีสุภาพก็พอแล้ว ฉันเลือกเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสีน้ำเงินเข้มให้กับลูกชายด้วย

พวกเราขับรถเช่าจากสนามบินตรงไปห้องจัดพิธีเคารพศพ ข้างโบสถ์ใหญ่ใจกลางเมือง ทีแรกสามีและญาติๆ ไม่ต้องการให้ฉันพาลูกชายเข้าไปในห้อง พวกเขาบอกว่าเด็กไม่ควรจะเห็นศพ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ควรมอง แต่ฉันไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะในสังคมไทยเด็กก็ได้ร่วมพิธีศพ ได้เรียนรู้ความตายเช่นกัน

แม้ฉันจะเห็นต่างจากพวกเขา แต่ฉันก็ยืนรออยู่ด้านนอกพร้อมลูกชาย แต่เมื่อได้พบและทักทายกับลูกพี่ลูกน้องของสามี ฉันกับลูกชายก็พากันเดินตามเข้าไปข้างในพิธีโดยปริยาย ตรงทางเข้าห้องเคารพศพ ถูกประดับประดาด้วยดอกไม้สดที่จัดวางตำแหน่งอย่างประณีต ตรงกลางห้อง มีหีบศพทรงหกเหลี่ยมตั้งบนตั่งต่อขายกสูง ฉันตรงเข้าไปจับมือแสดงความเสียใจกับลุง โอบกอดและบีบมือให้กำลังใจลุงเบาๆ สังเกตดวงตาของลุงแดงก่ำและแห้งผาก ขอบตาล่างมีรอยดำคล้ำ ลุงดูผ่ายผอมไปมากเมื่อเทียบกับการพบกันเมื่อสิบกว่าปีก่อน

ย่า (แม่สามี) แนะนำ อันดี ให้ลุงรู้จัก เพราะลุงไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อน ย่าจูงมือพา อันดี ไปที่ห้องด้านหลัง ฉันเห็นย่าพยายามเบี่ยงตัวบังไม่ให้ อันดี เห็นร่างอันสงบนิ่งของป้าสะใภ้ที่นอนอยู่ภายใน

ฉันคิดว่า อันดี ไม่เห็นร่างนั้น แต่ อันดี รู้ว่าคนตายคือคนที่ไม่ลุกเดินไปไหนมาไหน ไม่หายใจ ไม่กินข้าว ไม่พูดคุย และไม่ลืมตาตื่นขึ้นอีกแล้ว อันดี จึงสงสัยว่า ทำไมในมือของป้ามีสร้อยไข่มุกและผ้าลูกไม้คลุมทับ

ช่วงพิธีสวดศพในตอนบ่าย แขกและญาติของเจ้าภาพมาร่วมงานกันเนืองแน่นจนล้นออกมานอกโบสถ์ ฉันกับ อันดี จึงยืนด้านนอกโบสถ์ ฟังเสียงบาทหลวงสวด ต่อมามีพนักงานแบกหีบศพออกมาขึ้นรถที่จอดรออยู่ด้านหน้าโบสถ์ ครอบครัวเจ้าภาพมายืนรอที่ด้านข้างรถ เพื่อขอบคุณแขกทุกคนที่มาร่วมไว้อาลัยครั้งสุดท้าย

พวกเราขับรถตามขบวนไปยังสุสานประจำเมือง ซึ่งจะมีแต่คนในครอบครัวและญาติๆ เท่านั้นที่ไปร่วมพิธีฝังศพ เมื่อเสร็จพิธี ลุงจับมือ อันดี เดินไปเคารพหลุมศพบรรพบุรุษที่อยู่บริเวณนั้นด้วย ตอนนั้นฉันรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ยืนมองห่างๆ

อันดี เดินตามลุงไป ไม่เหลียวหน้าเหลียวหลังมองหาฉันหรือพ่อของเขา ฉันเห็นลุงเดินเซนิดหน่อย และบางจังหวะ ลุงเอียงตัวลงเหมือนจะฟังว่าลูกชายของฉันพูดอะไร ฉันเห็นรอยยิ้มของลุงจากมุมด้านข้าง

ในช่วงเย็น พี่น้องและลูกหลานของลุงกลับมาพบกัน และทานข้าวพร้อมหน้ากันทุกคน ตลอดเวลาอาหารมื้อค่ำนั้น ไม่มีใครเอ่ยถึงความเศร้าโศกเสียใจ จะมีเพียงการเล่าถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา ฉันรู้สึกถึงความอบอุ่นในการร่วมเป็นสมาชิกคนหนึ่ง และรับรู้เรื่องราวชีวิตของพวกเขาที่ควรค่าแก่การจดจำ

ก่อนจากกัน ลุงบอกฉันว่า ขอให้ลงมาเที่ยวทางใต้บ้าง ครอบครัวของลุงยินดีต้อนรับพวกเราเสมอ ฉันสบตาลุงกับลูกพี่ลูกน้อง กล่าวขอบคุณด้วยความรู้สึกร้อนผ่าวๆ ที่ขอบตา มองเห็นใบหน้าลุงกับลูกพี่ลูกน้องเลือนนิดหน่อย เป็นภาพสุดท้ายก่อนที่ประตูบ้านจะปิดลง พวกเราโดยสารเครื่องบินกลับถึงบ้านในตอนค่ำ

แม้ว่าพวกเราสามคน จะเดินทางไปกลับด้วยเครื่องบินโดยสาร และมีกิจกรรมทั้งวัน แต่ อันดี ดูไม่เหน็ดเหนื่อยเลย ส่วนดิฉันรู้สึกตาปรืออยากพักแล้ว แต่เป็นปกติที่จะต้องคุยกับลูกก่อนนอน อันดี กลิ้งตัวเล่นบนเตียงได้สักพัก แล้วก็หันมาจ้องมาที่ฉัน

“อันดี กลัวแม่ตาย กลัวไม่ได้เจอแม่อีก”

ฉันประหลาดใจเล็กน้อย แต่นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ อันดี ได้ร่วมงานศพของป้าสะใภ้ คงจะเก็บมาคิด ฉันขยับตัว เอามือลูบหัว อันดี บอกเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มๆว่า “หากพ่อกับแม่ตายไป พวกเราก็จะกลับมาพบกันใหม่อีก แต่แม่อาจจะเป็นผู้ชายก็ได้นะ แม่อาจจะกลับมาเกิดเป็นลูก หรืออาจจะเป็นหลานของอันดี เราจะวนเวียนมาเจอกันแบบนี้อีก หากพวกเรายังมีจิตที่ผูกพัน และคิดถึงกันอยู่”

อันดี นิ่งฟัง แต่ฉันก็รู้ว่า คงยากที่เด็กวัยแปดขวบจะเข้าใจ

อันดี ซักต่อตามนิสัยช่างถาม (ซึ่งเป็นนิสัยของฉันที่ตั้งใจถ่ายทอดให้ลูกเอง)

“แล้ว ...เอ่อ อันดี จะจำแม่ได้ยังไงคับ”

ฉันมองไปในดวงตา อันดี ค้นหาว่า แกล้งถามแม่ หรือว่าอยากรู้จริงๆ อย่างไรก็ตาม ฉันตอบไปว่า

“แม้เราจะจำหน้ากันไม่ได้ แต่แม่กับลูกจะจำความรู้สึกผูกพันกันได้อย่างแน่นอน ลูกต้องฟังเสียงหัวใจของตัวเอง เวลาพบแม่อีกครั้ง”

ฉันเอานิ้วจิ้มที่อกข้างซ้ายของ อันดี เบาๆ ยิ้มให้ อันดี คิดในใจว่า ที่พูดไปเมื่อกี้ โคตรสวยเลย ส่วนว่า อันดี จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ คงจะมาถามต่ออีก

ฉันตัดบทด้วยการตบหมอน จับผ้าห่มคลุมให้ อันดี คงหลับเพราะเหนื่อย หรือเพราะคำตอบของฉันก็ไม่รู้ ฉันมอง อันดี พูดเบาๆ กับตัวเอง

“อันดี... จ๋า ลูกชายคนเดียวของฉัน ตอนนี้อายุ 8 ปีแล้ว หนูคงจะมีคำถามอีกหลายเรื่อง เพราะแม่ตั้งใจสอนให้ลูกเป็นชาวพุทธ แม้ว่าลูกจะต้องอยู่ท่ามกลางสังคมชาวคริสต์ ซึ่งไม่เชื่อเรื่องการเกิดใหม่ และวัฏสงสาร อีกหน่อยลูกจะเข้าใจ แม่จะคุยกับลูกเรื่องความตายบ่อยๆ นะ”

5 เมษายน, 2561

วิธีปฏิบัติเพื่อประคองจิตในช่วงวิกฤติของชีวิตจะทำอย่างไร

ผู้ใหญ่สามารถฝึกโดยอาศัยสมาธิได้ เช่น กำหนดจิตอยู่ที่พระพุทธรูป ตามลมหายใจ เปิดเพลง เทปทำวัตร สวดมนต์ มีบรรยากาศที่สงบ
4 กันยายน, 2561

ภาวนา for love เยียวยาความเศร้าโศกแนวพุทธสู่ชุมชนกรุณา

ความตายหรือการผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นรัก เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเผชิญไม่วันใดวันหนึ่ง จนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผลกระทบจากการสูญเสียกลับหนักหนาสาหัสกว่าที่หลายคนคิด และอาจนำไปสู่ภาวะความผิดปกติทางจิตใจหลายประการ
20 มีนาคม, 2561

เราควรใช้ชีวิตอย่างไร เมื่อผู้ป่วยเด็กใกล้ตายสอนคุณหมอ

มื่อปี ค.ศ. 2017 คุณหมออลาสแตร์ แมคอัลไพน์ กุมารแพทย์ดูแลผู้ป่วยเด็กแบบประคับประคอง ทำการประเมินทัศนคติของผู้ป่วยเด็กที่มีต่อชีวิต ว่าอะไรทำให้พวกเขามีความสุขและชีวิตมีความหมาย