parallax background
 

ใจ “บันดาล” แรง

ผู้เขียน: ทอรุ้ง หมวด: ประสบการณ์ชีวิต


 

การเดินออกจากสิ่งหนึ่งสำหรับหลายคนอาจหมายถึงการเดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับมาเจอกันอีก แต่สำหรับบางคน การเดินออกจากสิ่งหนึ่งหมายถึงการเข้าไปค้นหาความหมายของสิ่งนั้น ยิ่งเดินลึกเข้าไปในใจตนเองมากเท่าใด ก็ยิ่งมองเห็นสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ในหัวใจเราเอง…ชัดขึ้น


เดินออกจากความกลัว เพื่อเข้าไปค้นหาความหมายของความกลัว ย้อนกลับไปเมื่อวันอังคารที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๙ วันแรกที่เข้าไปเยี่ยมผู้ป่วยชายชาวกัมพูชาวัย ๒๕ ปี ที่เตียงคนไข้ พร้อมกับพี่เลี้ยงทีมอาสาประจำวันอังคาร พี่เป็ด พี่สาวผู้น่ารักที่ร่วมเป็นบัดดี้ และน้องพยาบาล เราพบว่าผู้ป่วยกำลังนอนหลับอยู่ เนื่องด้วยมีไข้ขึ้นสูง มีเจลประคบเย็นวางบนหน้าผากเลยมาถึงเปลือกตา คาดว่าคงอยากนอนหลับและไม่ต้องการให้ใครรบกวน คุณพยาบาลเล่าประวัติคนไข้ให้ฟังก่อนเข้าเยี่ยมว่า เขามารับการผ่าตัดและรักษาตัวเนื่องจากมีก้อนเนื้อโตตามอวัยวะภายใน โดยการตรวจครั้งล่าสุด คุณหมอพบก้อนซีส ๕ ก้อนอยู่ในช่องท้อง

ตอนแรกที่ทราบประวัติคนไข้ เราคิดว่าเขายังโชคดีกว่าคนอื่น ตรงที่ไม่ใช่โรคระยะสุดท้าย หากแต่มาทราบภายหลังว่า โรคนี้เกิดจากการแบ่งเซลล์ที่ผิดปกติตั้งแต่คนไข้ยังอยู่ในครรภ์มารดา ทุกครั้งที่พบก้อนเนื้อโต วิธีเดียวที่รักษาได้คือ “ผ่าตัด” เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าก้อนเนื้อจะโตขึ้นที่อวัยวะภายในส่วนใด อาจเกิดที่ตับ ลำไส้ กระเพาะ ฯลฯ ที่สำคัญคือไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด… ทั้งจุดที่เกิดและเวลาที่เกิด ประเมินล่วงหน้าไม่ได้เลย เป็นเรื่องของธรรมชาติจริงๆ ดังนั้น จึงเป็นโรคที่รักษาไม่หาย นั่นหมายถึง หากต้องการรักษาชีวิตไว้ ผู้ป่วยรายนี้ต้อง “ผ่าตัด” ใช่! ผ่าตัดตลอดชีวิต

ตลอดระยะเวลาการรักษา ผู้ป่วยต้องเดินทางจากกัมพูชามารักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ไม่มีครอบครัวดูแลเพราะทุกคนทำงานอยู่ที่กัมพูชา ไม่มีเพื่อนที่เมืองไทย หรือแม้แต่เพื่อนคนไข้ที่นอนรักษาตัวอยู่ในห้องพักคนไข้รวม เพราะเขาพูดภาษาไทยไม่ได้ และไม่มีใครพูดภาษาเขมรได้ การที่ต้องเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอยู่ต่างถิ่นที่ไม่มีคนรู้จัก เหลียวมองไปรอบๆ ห้อง เจอคนไข้ที่มีญาติมาคอยอยู่เป็นเพื่อน แต่ตัวเองกลับ…ไม่มี…มีแต่ “ความว้าเหว่” เป็นเพื่อนตลอด ๕ เดือนของการรักษาตัว หากเป็นเราบ้าง…จะรู้สึกอย่างไร… หากการรักษาตลอดชีวิตหมายถึงเขาต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด แล้วชีวิตด้านอื่นล่ะ การเรียน การทำงาน การแต่งงานมีครอบครัว และสิ่งที่คนทั่วไปใฝ่ฝันที่จะทำตอนมีชีวิตอยู่อีกมากมาย ผู้ป่วยรายนี้ “หมดสิทธิ์”< /p>

แต่สิ่งที่น่าแปลกใจจนกลายเป็นความประทับใจแรกของเราต่อผู้ป่วยคนนี้คือ ในขณะที่ผู้ป่วยหลายคนมักกระวนกระวายกับปลายทางชีวิตเมื่อทราบอาการตัวเอง บางคนอาจใช้เวลาที่เหลืออยู่เตรียมใจและจัดการสิ่งที่ยังคั่งค้าง แต่ชายหนุ่มคนนี้ที่ตลอดเวลาของการเข้าเยี่ยมและพูดคุยด้วยภาษาอังกฤษปนเขมรปนภาษาไทย และภาษาภาพวาด เรากลับเห็น “ความไม่กลัว” ฉายชัดออกมาทางแววตาและสีหน้าที่มีทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

ตอนที่เราเริ่มมาทำงานจิตอาสา เมื่ออยู่ในห้องคนไข้รวม แล้วกวาดสายตามองผู้ป่วยเป็นครั้งแรก “ภาพ” ที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เรานึกหวาดๆ เพราะเกรงว่าจะซุ่มซ่ามเดินสะดุดสายใดสายหนึ่งหลุดออกมาจากร่างกายคนไข้ เนื่องด้วยแต่ละคนต่างมีสายระโยงระยางไม่ต่ำกว่าคนละเส้นสองเส้น เราไม่ได้เริ่มจากความกล้า แต่มีความกลัวอยู่ในใจ กลัวสิ่งที่เรา “รับรู้” แต่ไม่อาจ “ล่วงรู้” จึงทำให้เราตัดสินใจเดินออกจาก...ความกลัว เพื่อค้นหาความหมายของมัน ไม่ใช่ว่าเรากลัวตาย แต่เรากลัวว่าตัวเองจะไม่เข้าใจความหมายของความตายมากกว่า…เรามั่นใจว่ามนุษย์ทุกคนควรศึกษาและรู้ถึงธรรมชาติที่แท้จริงของการตายและการมีชีวิต เพราะถ้าเราไม่เข้าใจความตาย เราก็จะไม่เข้าใจ “คุณค่า” ของการมีชีวิต

“ความไม่กลัว” ของตัวผู้ป่วย ซึ่งเป็นพื้นฐานของความสุขที่แท้จริง เป็นของขวัญชิ้นแรกที่เราได้รับจากเพื่อนชาวกัมพูชาคนนี้ ทำให้เราสามารถส่งต่อของขวัญนี้ให้กับผู้ป่วยรายต่อๆ ไปได้

และอย่างที่ทราบแล้วว่าโรคของคนไข้เป็นมาตั้งแต่กำเนิด แต่เขากลับไม่มีท่าทีโกรธเกลียดพ่อแม่ที่ทำให้ตัวเองเกิดมาเป็นแบบนี้เลย ขณะที่สนทนากันแล้วสายตาเราเหลือบไปเห็น “ดอกจำปี” ห่อใบตองวางไว้ที่หัวนอน แม้ดอกจะเหี่ยวแห้งจนกลีบกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ แต่สายตาที่ผู้ป่วยมองกลับเต็มไปด้วยความทะนุถนอม คล้ายกับว่าดอกไม้ยังส่งกลิ่นหอมเหมือนเพิ่งปลิดจากต้นมาใหม่ๆ รอยยิ้มจางๆ ระบายบนสีหน้าของชายหนุ่มเมื่อเราตั้งคำถามว่า

“นี่ ดอกจำปี ทำไมถึงชอบคะ”

“ไม่ใช่ นี่ดอกจำปา ไม่ใช่จำปี” หนุ่มน้อยพยายามพูดไทยแม้สำเนียงไม่ค่อยจะชัด “ชอบ หอมดีครับ…ดอกจำปีที่ไทย ดอกจำปา…ที่บ้าน…กัมพูชา”

“หอม…แม่ให้…” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ เต็มไปด้วยความคิดถึง “แม่” และบ้าน…ของบางสิ่ง…แค่ได้กลิ่น…ก็ “ยาใจ”…

ความประทับใจประการที่สองค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในวันที่เราพบกับคุณพ่อคุณแม่ของผู้ป่วยซึ่งมารับลูกชายกลับกัมพูชา ทั้งสามล้วนแสดงออกถึง “ความรักความผูกพัน” ที่ต่างฝ่ายต่างถ่ายเทพลังงานบวกให้แก่กัน ความรักที่อยู่ในหัวใจคุณพ่อคุณแม่ถ่ายพลังเข้าไปในหัวใจลูกชายได้จริงๆ เป็น “ความอุ่นใจ” ที่ได้มีกันและกัน การคิดถึงใครคนหนึ่งที่อยู่ห่างไกล ทำให้คนคนนั้นกระเถิบเข้ามาใกล้หัวใจเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ

พลังงานความรักนี้ยังส่งผลต่อทีมรักษาเช่นกัน โดยเฉพาะแพทย์ผู้ผ่าตัด เมื่อคนไข้มีกำลังใจดี แพทย์ก็จะมีกำลังใจ เจองานผ่าตัดยากแค่ไหนก็ไม่หวั่น เหมือนเดินมาครึ่งทางของชัยชนะแล้ว…ทุกอย่างเริ่มที่ใจ และสำเร็จได้ด้วยใจ…เป็นเรื่องจริง… ใจบันดาลแรง เป็นเรื่องจริง แต่จะเป็นแรงประจุพลังบวกหรือพลังลบ ขึ้นอยู่กับเจ้าของใจเป็นสำคัญ

ในขณะที่แรงบันดาลใจคือการรอคอยบางสิ่งจากภายนอกมาขับเคลื่อนภายในตัวเราให้กระทำบางอย่าง แต่ “ใจบันดาลแรง” คือการใช้ใจของเราบันดาลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ตั้งแต่ระดับจิตวิญญาณจนถึงการกระทำภายนอก มีผู้คนจำนวนไม่น้อยนั่งรอคอยให้แรงบันดาลใจเดินเข้ามาหาในชีวิตเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน ทั้งที่จริงๆ แล้ว “แรงแรก” ที่ดันหลังให้เราค่อยๆ ก้าวทีละก้าวด้วยความมุ่งมั่น และคอยกระซิบข้างๆ หูเราเสมอว่า “นายทำได้!” ต่างหาก ที่พาเราก้าวเดินไปพบ “แรงบันดาลใจ” และจะค้นพบได้ “ระหว่างทาง” สู่เส้นชัยเท่านั้น “เต่า” ชนะ “กระต่าย” เพราะรู้ความลับข้อนี้ นี่ต่างหากที่นิทานสอนให้รู้ว่า!

อย่ารอคอยอัศวิน แต่จงเป็นอัศวินด้วยตัวเราเอง

อาจจะถึงเวลาเสียที ที่พวกเราทุกคนควรหยุด และมองตัวเองอย่างลึกซึ้ง… “เราต้องถามตัวเองว่าเราต้องการอะไร ไม่ใช่ถามว่าต้องการให้คนอื่นมองเราอย่างไร”

ตลอด ๔ เดือนนี้ สิ่งที่เราเดินจากมาคือ “ความกลัว” เพื่อค้นหาความหมายของมัน ในมิติที่มองเห็น “คุณค่า” ของการมีชีวิต ผู้ป่วยคนนี้เป็นคนแรกที่ช่วยนำทางเราให้ค้นพบคำตอบ… คุณค่าของการเป็นมนุษย์มิได้อยู่ที่ร่างกายครบ ๓๒ ประการ สรีระที่สวยงาม หรือความสำเร็จที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาปรบมือชื่นชม หากคือกำลังใจที่เข้มแข็งด้วยความเพียร และจิตใจที่งดงามด้วยศิลปะ เพราะนั่นเป็นพื้นที่เดียวที่ทำให้เราทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน…เคล็ดลับของการมีชีวิต คือเป็นอิสระจากความกลัว จะมีประโยชน์อะไรที่เราเดินถึงเป้าหมาย แต่ไม่รู้ว่าเราเดินมาเพื่ออะไร เป้าหมายที่อยู่ไกลหลายพันก้าว ยังไม่สำคัญเท่ากับก้าวแรกที่เรามีคำตอบในหัวใจ

การมอบของขวัญ “ความไม่กลัว” ด้วยใจที่เบิกบาน และช่วยนำทางให้เรามองเห็น “คุณค่าของการมีชีวิต” จึงส่งผลให้เรามองเห็นความแตกต่างระหว่างความงามภายนอกกับความงามภายในชัดเจนยิ่งขึ้น

แม้ผู้ป่วยจะถูกพันธนาการด้วยสายระโยงระยางหลากสี เสื้อผ้าที่สวมใส่มีสภาพเก่าและซีด มองดูแล้วไม่ค่อยงามเท่าไหร่ แต่กลับฉายแววตาของความ “เบิกบาน” ตลอดเวลาที่สนทนากัน ทำให้จิตอาสามือใหม่อย่างเราลดความประหม่าตื่นเต้นไปได้มาก เมื่อเราหยุดและมองชายหนุ่มคนนี้อย่างลึกซึ้ง เราพบว่า ความงามภายนอกอาจช่วยดึงดูดสายตาและความสนใจใครๆ ได้ก็เพียงผิวเผินและชั่วครู่ชั่วยาม แต่ความงามภายในจะคงอยู่ตรงนั้น เพื่อมอบความประทับใจให้กับผู้พบเห็น…ตลอดกาล และนี่คือความประทับใจประการที่สามที่เรามีต่อผู้ป่วยคนนี้

สุดท้ายนี้ หากมีใครถามว่า “ทำงานเป็นจิตอาสาแล้วได้อะไร” เราก็ขอใช้หัวใจดวงน้อยๆ ของเราตอบว่า …“ไม่ใช่ความสุขที่เราได้เป็น…แต่เป็นความสุขที่เราได้ทำ” เพราะนั่นคือที่สุดของหัวใจ ขอบคุณ…. “ใจบันดาลแรง” ..ตลอดระยะเวลา ๔ เดือนของโครงการอาสาข้างเตียง

ขอขอบคุณ “ใจพิสุทธิ์ของครอบครัว” ผู้เขียน ที่รวมตัวช่วยกัน บันดาลแรงให้ผู้เขียนทำงานอาสาข้างเตียงได้สำเร็จลุล่วงค่ะ ขอบคุณพี่ๆ เครือข่ายพุทธิกาทุกท่านที่มอบองค์ความรู้ ทักษะในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และมีกิจกรรมดีๆ มาแชร์กันตลอด ทำให้สามารถเขียนบทความส่งให้ได้ตลอดระยะเวลา ๔ เดือนค่ะ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ศูนย์ชีวาภิบาล ทุกท่าน รวมทั้งแพทย์และคุณพยาบาลประจำตึกอาทรและปัญจมราชินี ที่คอยให้การสนับสนุนอาสาในการช่วยหาผู้ป่วยเพื่อให้อาสาฝึกภาคสนามค่ะ ขอบคุณเพื่อนๆ อาสาทุกคน โดยเฉพาะพี่เป็ด บัดดี้ที่น่ารักและเฮฮาเสมอ (อย่าลืมแวะมาเยี่ยมผู้เขียนตอนทำงานอาสาศิลปะเด็กด้วยนะคะ) ขอบคุณผู้ป่วยทุกท่าน ที่ตอนนี้เลื่อนสถานะเป็น “อาจารย์” ของผู้เขียน ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแชร์พูดคุยประสบการณ์ต่างๆ ให้ผู้เขียนรับทราบในหลายๆ มุม ซึ่งแต่ละท่านล้วนทำให้ผู้เขียนเข้าใจ “คุณค่าของการมีชีวิต” ค่ะ

[seed_social]
20 เมษายน, 2561

ปันรักให้สัตว์โลก

เชื่อว่าทุกคนคงต้องการความรักความใส่ใจจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะมาจากคนที่อยู่แวดล้อมเรา หรือจากสัตว์ที่เราเลี้ยงไว้ สัตว์เองก็มีความต้องการความรักไม่ต่างจากเราเช่นกัน ไม่ว่าจะจากคนที่เลี้ยง หรือสัตว์ด้วยกันเอง
19 เมษายน, 2561

เยียวยาด้วยใจรัก

“มีพบย่อมมีพลัดพราก หรือจากลา” เป็นคำที่เราคุ้นหู หรือได้ยินบ่อยๆ ซึ่งในยามปกติเราอาจจะไม่มีความรู้สึกใดๆ ต่อคำพูดนี้ หรืออาจจะรู้สึกว่า เออ ก็จริงนะ แต่เมื่อเกิดความสูญเสียกับเรา เราจะรู้สึกทันทีว่า “จริง”
20 ธันวาคม, 2560

ตายไม่กลัว กลัวเป็นสิว

ขอบอกตรงๆ ไม่อยากจะเชื่อว่าเธอคนนั้นให้ความสำคัญกับ...หน้าสวย ไร้สิว ถึงขนาดลงทุนไปคลินิกชื่อดัง เสียทั้งเงินและเวลา จ่ายเหมาเป็นคอร์ส ราว ๖,๐๐๐ บาท ต้องไปรวม ๑๐ ครั้ง