parallax background
 

ตามรอยซิเซลี

ผู้เรียบเรียง: กองสาราณียกร หมวด: ในชีวิตและความตาย


 

ซิเซลี ซอนเดอร์ส แพทย์หญิงชาวอังกฤษ ผู้บุกเบิกสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายสมัยใหม่จนกลายเป็นต้นแบบของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในปัจจุบัน แม้ว่าเธอจะเสียชีวิตไปนานเกือบสิบปีแล้ว แต่การอุทิศตัวเพื่อให้ผู้ป่วยมีความสุขและได้ตายดีของเธอ ยังเป็นแหล่งกำเนิดพลังบันดาลใจที่ส่งต่อไปยังผู้มาหลังให้ดำเนินตามรอยทางได้อย่างไม่ขาดสาย สารคดีสั้น After Cicely เป็นประจักษ์พยานอย่างหนึ่งของพลังดังกล่าว

แน่นอนว่าเรื่องความตายไม่ใช่หัวข้อการพูดคุยที่ง่ายที่สุด แต่ฌอน ลู่ชิงเหวิน วัย ๒๘ และหยางฮุ่ยเหวิน วัย ๒๙ สองสาวคู่หูชาวสิงคโปร์จากบริษัทสื่อแนวสร้างสรรค์แห่งหนึ่ง เลือกที่จะเดินเข้าหาความท้าทายโดยการกำกับและสร้างสารคดีสั้นความยาวไม่ถึงครึ่งชั่วโมง (และสารคดีภาพอีก ๕ เรื่อง) “ตามรอยซิเซลี – After Cicely” ว่าด้วยเรื่องราวของห้าสตรีผู้อุทิศตนเพื่อคนอื่น ผู้ซาบซึ้งต่อการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ซึ่งเน้นการบรรเทาและป้องกันความปวดและความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยเป็นสำคัญ เพื่อแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณอันกล้าหาญ ความพยายามอันน่าเหน็ดเหนื่อยแต่คุ้มค่าในที่สุดของพวกเธอ

โดยสังเขป สารคดีมุ่งถ่ายทำการทำงานของแพทย์สองคน พยาบาล แม่ชี และแม่ (จากมองโกเลีย เวียดนาม ไต้หวัน สิงคโปร์ และบังคลาเทศตามลำดับ) ซึ่งตระหนักถึงความจำเป็นของการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในประเทศตน ด้วยความเมตตาที่ออกมาจากใจต่อโศกนาฏกรรมของผู้คนและความปรารถนาที่จะช่วยให้ผู้ป่วยตายดี

ยกตัวอย่าง Salma Choudhury คุณแม่ชาวบังคลาเทศวัย ๕๐ ผู้สูญเสียลูกชายวัยสามขวบจากโรคมะเร็งไปเมื่อ ๒๐ ปีก่อน จนจ่อมจมอยู่ในความเศร้า ก่อนที่สามีจะผลักดันให้เธอออกไปทำงานกุศล เพื่อชำระล้างความทุกข์โศกของเด็กๆ ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งและผู้คนที่พวกเขารัก จนเธอสามารถก่อตั้งมูลนิธิอาชิก (ASHIC) สร้างสถานพักพิงผู้ป่วยเด็กกำพร้าเพื่อเป็นหน่วยการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ศูนย์เด็กในโรงพยาบาลและสถานพักพิงสำหรับครอบครัวจากชนบทที่ต้องเดินทางนานนับหลายชั่วโมงเพื่อพาลูกๆ มารับเคมีบำบัดในเมืองหลวงดากา เธอบอกว่า “มันเป็นงานที่ยาก เราต้องคอยให้คำแนะนำพ่อแม่อย่างใกล้ชิด เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต่อเมื่อพวกเด็กๆ รู้สึกสบายและมีความสุข นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการ”

ส่วน คู่หูผู้กำกับ “ลู่-หยาง” ซึ่งต้องเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เพื่อคอยตามดูกิจวัตรประจำวันของผู้หญิงแต่ละคนนานหนึ่งสัปดาห์ ทำให้พวกเธอได้เห็นถึงพลังของเพศแม่ซึ่งเป็นประเด็นที่สารคดีต้องการเน้นให้เห็นชัดเจน “มีผู้หญิงจำนวนมากออกไปทำงานที่ดีมีคุณค่า เพราะมีความรู้สึกร่วมในสิ่งที่ทำ ซึ่งผลักดันให้พวกเธอทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสิ่งที่เธอเชื่อ” แม้อาจไม่มีเครื่องมือหรือสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ที่ดีที่สุด แต่พวกเธอมีแรงจูงใจที่สูงมากๆ ที่จะช่วยให้ผู้อื่นตายดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรถูกบอกเล่า

แม้ว่าสารคดีอาจมีเนื้อหาที่หนักและดูน่ากลัวอยู่บ้าง แต่ผู้กำกับทั้งสองเชื่อในเรื่องการให้ความรู้แก่ผู้ชม การฉีดความอบอุ่นของชีวิตเข้าไปในความตาย (หรือกระบวนการตาย) แม้ว่าความตายจะเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ และไม่ง่ายที่ทุกคนจะเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย ลู่กล่าวถึงการสื่อสารเรื่องความตายว่าเป็นเรื่องที่ต้องละเอียดอ่อน “มันไม่ใช่เรื่องที่คุณจะบังคับให้ผู้คนพูดคุยกันได้ พวกเราใช้เรื่องราวที่เปี่ยมแรงบันดาลใจเหล่านี้เพื่อนำเสนอทางสายหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้คนเข้าใจเรื่องดังกล่าว” หยางเสริมว่า “พวกเธอพยายามหาสมดุลระหว่างการใช้กล้องบันทึกช่วงเวลาสำคัญ กับการคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย” หยางเห็นด้วยกับซิสเตอร์เจอรัลดีนจากสิงคโปร์ที่กล่าวว่า การได้เป็นสักขีพยานในการตายเป็นสิทธิพิเศษอย่างแท้จริง

ประสบการณ์เหมือนได้นั่งรถไฟเหาะทางอารมณ์ที่พวกเธอได้รับระหว่างการถ่ายทำ ทำให้ทั้งคู่รำลึกถึงบางสิ่งบางอย่างในชีวิต และทำให้การสร้างสารคดีกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและใกล้ใจของพวกเธอมากขึ้น “อารมณ์ความรู้สึกของพวกเราถูกปรับแต่งไปตามเรื่องราวที่ก้าวผ่าน” หยางอธิบายว่า “มันทำให้คุณเห็นคุณค่าและชื่นชมชีวิตมากขึ้น” ถึงแม้ว่าพวกเธอต้องเผชิญกับความท้าทายจากการไม่อาจคาดเดาอะไรได้เลย เพราะไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ทั้งสองเชื่อมั่นในการเป็นนักเล่าเรื่องผู้กระหายใคร่รู้ที่จะนำเสนอเรื่องราวที่มีความหมายต่อสาธารณชนและจุดประกายให้เกิดการอภิปรายในเรื่องดังกล่าว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลู่ซึ่งสารภาพว่าเธอไม่เคยได้กล่าวคำอำลาพ่อก่อนที่ท่านจะจากไป การได้รับรู้เรื่องดังกล่าวทำให้เธอได้เรียนรู้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากได้เห็นผู้ป่วยปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกส่วนลึกและเรื่องราวที่ค้างคาใจออกมา การได้จุ่มตัวลงในใจกลางโลกของผู้อื่นเป็นประสบการณ์ที่เธอรู้สึกชื่นชม “ฉันตระหนักว่าเพื่อที่จะตายดีคุณต้องมีชีวิตที่ดี การตายดีไม่ใช่สิ่งที่คุณสามารถเนรมิตได้ในนาทีสุดท้าย เธออธิบายว่า “ชีวิตมีจุดสิ้นสุด เราจำเป็นต้องเห็นคุณค่าในสิ่งที่พวกเขาเป็นและมีชีวิตอยู่อย่างมอบอะไรไว้ให้คนที่มาข้างหลัง”

พวกเธอหวังว่า After Cicely จะมีส่วนกระตุ้นให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมและพูดคุยเรื่องการตายอย่างเปิดเผย “สิ่งที่สวยงามเกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้คือ มันจริง ไม่มีอะไรที่เป็นการแสดงเลย” ลู่บอกว่าด้วยเรื่องจริงที่แสนจะให้กำลังใจเหล่านี้ พวกเขาได้มอบทางออกสำหรับผู้ที่แบกความรับผิดชอบในการดูแลคนป่วยที่ตนรัก ที่จะตระหนักว่าพวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียว “บางครั้ง เราติดกับอยู่ในชีวิตประจำวันจนมองไม่เห็นภาพใหญ่ เราจึงต้องการสิ่งย้ำเตือนว่า “อะไรคือสิ่งสำคัญของชีวิต” เธอกล่าวอีกว่า “นี่เป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ และพวกเราไม่ต้องการบอกว่าใครควรจะรู้สึกอย่างไร แต่ในใจของทุกคนจะรู้ดีอยู่แล้วว่าสิ่งนั้นคืออะไร”

เรียบเรียงจาก www.aftercicely.com
อ่านบทความย้อนหลังความรักของซิเซลีได้ตามลิงก์ด้านล่าง

ตอนที่ 1 ตอนที่ 2 ตอนที่ 3

17 เมษายน, 2561

ความเคลื่อนไหว เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในมาเลเซีย

รากฐานเริ่มแรกของขบวนการฮอสพิซในมาเลเซีย เป็นผลงานการบุกเบิกของ ดาโต๊ะ ศรี จอห์น คาร์โดซา (John Cardosa) ในช่วงทศวรรษที่ ๗๐ และ ๘๐ เมื่อจอห์นพบว่าตนเองป่วยเป็นโรคมะเร็งใน ปี ค.ศ.๑๙๗๒ ทำให้เขาประสบกับการบำบัดโรคร้ายที่คุกคามชีวิต
18 เมษายน, 2561

“บริการทำศพแบบกรีน” นิยมมากขึ้นในสังคมโลกตะวันตก

สังคมที่ใส่ใจโลกสีเขียว การให้บริการลูกค้าทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง ได้พยายามขายแนวคิดแบบกรีนมากขึ้น และเป็นจุดขายของงานบริการต่างๆ แม้กระทั่ง “งานบริการทำศพแบบกรีน” ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในสังคมตะวันตก
18 เมษายน, 2561

ความเสียใจ 5 อันดับแรก ของผู้ป่วยระยะสุดท้าย

ฉันทำงานเรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองมาแล้วหลายปี คนไข้ของฉันคือกลุ่มคนที่กลับไปเสียชีวิตที่บ้าน บางช่วงเวลาที่พิเศษอย่างเหลือเชื่อได้ถูกแบ่งปัน เมื่อฉันได้อยู่ร่วมกับพวกเขาในช่วง ๓-๑๒ สัปดาห์สุดท้ายของชีวิต