header
 

ความรักของซิเซลี ซอนเดอร์
ตอนที่ 2

ผู้เขียน: เอกภพ สิทธิวรรณะธนะ หมวด: ในชีวิตและความตาย


 

หลังจากเดวิด ทาสมา คนรักคนแรกของซอนเดอร์สจากไป เธอตัดสินใจทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์แผนกคนยากไร้ต่อ ที่เซนต์ลูค เบย์วอเตอร์ ที่นั่น เธอได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยคนอื่นๆ และมีความปรารถนาอย่างมากที่จะช่วยให้พวกเขาจากไปอย่างสงบ

ศัลยแพทย์ชายท่านหนึ่งเห็นความตั้งใจอย่างแรงกล้าของซอนเดอร์ส จึงแนะนำให้เธอเรียนต่อเพื่อจะเป็นแพทย์วิชาชีพ บทบาทแพทย์น่าจะช่วยให้ซอนเดอร์สช่วยผู้ป่วยได้อย่างลึกซึ้งและกว้างขวางกว่านักสงคมสงเคราะห์ ซอนเดอร์สเห็นด้วย จึงเข้าเรียนที่โรงเรียนแพทย์เซนต์โทมัส จนจบเป็นพยาบาลก่อนที่จะเรียนต่อเป็นศัลยแพทย์และจบการศึกษาในปี ค.ศ. 1957

หนึ่งปีหลังเรียนจบ ซอนเดอร์สทำงานที่โรงพยาบาลเซนต์โจเซฟฮอสพิซ ซึ่งบริหารงานภายใต้คณะแม่ชีโรมันคาทอลิก ในระหว่างนั้น เธอได้รับทุนวิจัยจากโรงพยาบาลเซนต์แมรี่

ที่นั่น เธอวิจัยเกี่ยวกับการจัดการความปวดจากโรคที่รักษาไม่หาย และนำเสนอผลงานวิจัยเพื่อยกสถานะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ งานวิจัยชิ้นนั้นช่วยยกระดับแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการความปวดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

ซอนเดอร์สเสนอว่า แนวทางการให้ยาแก้ปวดแบบเดิมเป็นวิธีการจัดการความปวดที่มีประสิทธิภาพน้อย กล่าวคือ หากปล่อยให้คนไข้ปวดจนถึงระดับที่ทนไม่ไหวจนต้องขอยาแก้ปวด กว่ายาจะออกฤทธิ์ คนไข้จะผ่านจุดที่ "ปวดเกินเยียวยา" และยาบรรเทาปวดจะออกฤทธิ์โดยสูญเปล่า

แทนที่จะให้ยาเมื่อปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว แพทย์ควรประเมินความปวดอย่างใกล้ชิด หากคนไข้มีแนวโน้มที่จะปวดรุนแรง แพทย์ควรให้ยาแก้ปวดในปริมาณสูงไว้ก่อน (Constant Pain Needed constant control) เมื่อควบคุมความปวดแล้วจึงลดปริมาณยาลงในภายหลัง

ปี 1958 ซอนเดอร์สเขียนบทความทางการแพทย์เสนอวิธีการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแนวใหม่ว่า “หากแพทย์เจ้าของไข้รู้สึกหมดหวังในการรักษา (เพราะคนไข้ป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หาย) ผู้ป่วยระยะสุดท้ายจะพลอยรู้สึกสิ้นเรี่ยวสิ้นแรง และหมดอาลัยตายอยาก”

เธอเสนอว่าแพทย์ไม่ควรรู้สึกหมดหวัง แต่ควรจะมีความหวังในการดูแลความสุขสบาย แพทย์ควรกลับมาเป็นหลักของทีมสุขภาพ เพื่อลดความทุกข์ทรมานแม้ผู้ป่วยจะเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ยังมีหนทางที่แพทย์จะดูแลผู้ป่วยด้วยความรัก ทำให้พวกเขามีความหวัง มีความอบอุ่นสบายใจ จนกว่าพวกเขาจะจากไป

วารสารการแพทย์แห่งอังกฤษปี 2005 ชื่นชมแนวทางที่ซอนเดอร์สวางพื้นฐานไว้ว่า เป็นแนวทางที่ช่วยลดความกลัวและกังวลใจให้แก่ผู้ป่วยอย่างมาก ช่วยลดความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสงบและสุขสบาย ซอนเดอร์สช่วยให้แพทย์ตระหนักว่า แท้จริงแล้วไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "ความเจ็บปวดที่เกินเยียวยา" (แม้ว่าซอนเดอร์สจะเคยเจอแพทย์ที่น่าระอาเกินเยียวยาบ้างก็ตาม)

ซอนเดอร์สยังเสนอว่า หากแพทย์บรรเทาความปวดทางกายให้ลดลงได้ จะช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานทางใจลงไปด้วยเช่นกัน

ซอนเดอร์สยังเสนอให้แยกแยะความปวดออกเป็นระดับต่างๆ เช่นปวดน้อย ปวดปานกลาง ปวดรุนแรง เพราะความเจ็บปวดที่มีระดับต่างกัน ต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน เธอยังค้นพบวิธีที่ช่วยบรรเทาความไม่สบายกายด้านอื่นๆ ของผู้ป่วยระยะท้ายอีกด้วย เช่น การเป็นแผลกดทับ ความรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน ความซึมเศร้า ท้องผูก และอาการหายใจไม่ออก

ปี 1960 ที่เซนต์โจเซฟฮอสพิซ ซอนเดอร์สพบกับแอนโทนี มิชเนียวิช (Antoni Michniewicz) ผู้ป่วยชายชาวโปแลนด์อีกคนหนึ่งซึ่งกำลังเผชิญความตาย เขาคือภาพสะท้อนอดีตคนรักของเธอ อีกครั้งที่ซอนเดอร์สตกหลุมรักหนุ่มโปลิช ทั้งสองมีความสุขและมีความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้ง

ในปีเดียวกันนี้ มิชเนียวิชเสียชีวิตพร้อมกับพ่อของซอนเดอร์ส นั่นทำให้เธอได้สำรวจสภาวะของตัวเองซึ่งเรียกว่า พยาธิสภาพจากความโศกเศร้า (Pathological Grieving) ขณะเดียวกันเธอกล่าวถึงการตายของมิชเนียวิชว่า “ในขณะที่ร่างกายอ่อนแอลง จิตวิญญาณของเขากลับเข้มแข็งขึ้น”

การสัมผัสถึงความโศกเศร้าอย่างลึกซึ้งของซอนเดอร์ส แม้จะทำให้เธอรู้สึกแย่เกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดใดๆ แต่ขณะเดียวกัน ความโศกเศร้านี้เองที่ทำให้ซอนเดอร์สเข้าใจความรู้สึกของญาติผู้สูญเสีย จนเธอกล่าวได้อย่างมั่นใจว่า "บัดนี้ฉันเข้าใจแล้วล่ะว่า ครอบครัวผู้สูญเสียมีความรู้สึกเช่นไร"

พยาธิสภาพจากความโศกเศร้า (Pathological Grieving)

เป็นเรื่องปกติที่เราจะรู้สึกโศกเศร้าเมื่อสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ผู้สูญเสียอาจมีอาการแยกตัว ซึม หงอยเหงา หมดแรง รู้สึกไร้ค่าไร้ความหมาย บางคนแสดงออกทางความโกรธ อาจมีอาการหายใจติดขัด อ่อนเพลีย ตัวชา หน้ามืด คลื่นไส้วิงเวียน รู้สึกเลื่อนลอย หมกมุ่นกับความคิด บางคนเลือกที่จะเก็บสิ่งของแทนตัวผู้จากไปเอาไว้

เป็นไปได้ที่ความโศกเศร้าตามปกติจะแสดงอาการต่างๆ ข้างต้นออกมา แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6 เดือนถึงหนึ่งปี ผู้สูญเสียควรจะยอมรับความจริงได้ว่าบุคคลผู้เป็นที่รักได้ตายไปแล้วจริงๆ และสามารถสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ กับบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ ให้ความหมายใหม่ต่อการสูญเสียและบุคคลผู้จากไป จนกระทั่งดำเนินกิจกรรมชีวิตได้อย่างปกติ

แต่ถ้าความโศกเศร้านั้นเกิดขึ้นยาวนาน (เกิน 6 เดือน) มีความเข้มข้นรุนแรง มีความพยายามฆ่าตัวตาย มีความคิดที่ไร้เหตุผล เช่น “เขาตายเพราะฉัน” “การที่เขาตายเป็นความผิดของฉัน” ในลักษณะคิดซ้ำๆ หรือย้ำคิด จนไม่สามารถควบคุมความคิดได้ ร่างกายทรุดโทรม ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันหรือช่วยเหลือตนเองได้ เราควรสงสัยไว้ก่อนว่า เขาเหล่านั้นกำลังประสบความโศกเศร้าที่ผิดปกติ มีพยาธิสภาพจากความโศกเศร้า อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยโรคทางจิตประสาท ควรดำเนินการโดยนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์

แม้ว่าซอนเดอร์สจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ประสบความโศกเศร้าที่ผิดปกติ แต่ซอนเดอร์สก้าวผ่านภาวะที่ยากลำบากนี้ไปได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอได้เห็นความเข้มแข็งของคนรักแม้ในช่วงเวลาใกล้ตาย นอกจากนี้ เธอได้ให้ความหมายของประสบการณ์ความสูญเสียว่าเป็นข้อดี เพราะทำให้เธอเข้าใจผู้ผ่านความสูญเสีย จึงให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวได้ดีขึ้น

รวมทั้งในช่วงเวลาเดียวกัน ซอนเดอร์สได้ตัดสินใจอย่างแรงกล้าแล้วว่า เธอจะสร้างฮอสพิซให้สำเร็จให้จงได้

ติดตามเรื่องราวของ ซิเซลี ซอนเดอร์สตอนที่ 1
และการก่อตั้งเซนต์คริสโตเฟอร์ฮอสพิซต่อ ใน Peaceful Death ในฉบับต่อไป

[seed_social]
24 ตุลาคม, 2560

ชั่วขณะสุดท้ายของชีวิต

การช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้จากไปอย่างสงบ นอกจากการให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยทางจิตใจแล้ว การมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะทางร่างกาย
20 เมษายน, 2561

ดูแลใจด้วยงานศิลปะ

งานดูแลผู้ป่วยระยะท้ายหรือผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เป็นงานหนักและต่อเนื่อง ต้องอาศัยความทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจและเวลา เพราะผู้ป่วยบางรายอาจต้องดูแลตลอด ๒๔ ชั่วโมง ดังนั้นผู้ดูแลทั้งที่เป็นบุคลากรสุขภาพหรือเป็นญาติผู้ป่วย ต่างต้องเหนื่อยล้า ประสบภาวะเครียด ท้อแท้ หงุดหงิดรำคาญใจ
16 กุมภาพันธ์, 2561

กระสุนผู้พิทักษ์

คนโบราณเคยกล่าวว่า ‘ความตาย’ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้กับสรรพชีวิตทั้งปวงเพื่อเป็นเครื่องมือปลดปล่อยจากความเจ็บปวดทรมานทั้งกายและใจ แต่พวกเราทุกคนล้วนประหวั่นพรั่นพรึงกับความตายด้วยหลายสาเหตุ
ความรักของซิเซลี ซอนเดอร์ ตอนที่ 2
"เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพประสบการณ์การใช้งานของคุณ"