parallax background
 

ชมรมชายผ้าเหลือง
เพื่อเพื่อนผู้ป่วยระยะท้าย
วัดห้วยยอด (ตอนที่ 3)
ศูนย์เยียวยาภิกษุป่วยไข้

ผู้เขียน: วรพงษ์ เวชมาลีนนท์ หมวด: ชุมชนกรุณา


 

งานต่างๆ ของชมรมไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาลและชุมชน การช่วยเหลือเรื่องอาหารและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาจดูเหมือนการเอาของไปให้ผู้ป่วยและญาติ เป็นงานสังคมสงเคราะห์ แต่พระกฎษดายืนยันว่า “งานที่ชมรมทำอยู่ไม่ใช่งานสาธารณะสงเคราะห์อย่างที่ทุกคนมอง แต่คือการเผยแผ่พุทธศาสนาในแง่มุมของการเกื้อกูลกันในชุมชน เป็นการนำเสนอรูปแบบการปฏิบัติธรรมที่ไม่ใช่การนั่งสมาธิ แต่เป็นการปฏิบัติเพื่อสร้างการหลุดพ้นให้แก่ผู้อื่น ผู้ป่วยเปรียบเสมือนธรรมะ และการเยี่ยมผู้ป่วยคือการปฏิบัติธรรมที่ลงลึกไปถึงจิตใจ ไม่ได้แค่การเอาของไปให้”

สำหรับพระกฎษดาเอง สิ่งที่ท่านได้รับจากการทำงานชมรมชายผ้าเหลือง นอกจากการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนและลักษณะนิสัยของคนในชุมชนแล้ว สิ่งสำคัญคือการมีความเข้าใจธรรมะมากขึ้น เพราะการเห็นผู้ป่วยและความตาย ทำให้ท่านเห็นสภาวะความเป็นจริงและเป็นไปของชีวิตมากขึ้น ซึ่งช่วยทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นไปด้วย ไม่คิดมากเหมือนแต่ก่อน สามารถปล่อยวางความกังวลและอารมณ์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

ชมรมตระหนักถึงคุณค่าของกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว ทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน จึงจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้านนอกเหนือจากที่เยี่ยมผู้ป่วยตามปกติ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริจาคได้ไปเจอกับผู้ป่วยที่จะทำให้จิตใจของเขาเกิดการตระหนักรู้ แล้วชักชวนให้เห็นธรรมะที่ปรากฏอยู่ เป็นการสอนธรรมะในชีวิตประจำวันแม้ไม่ได้เข้าวัดปฏิบัติธรรม แต่สามารถเรียนรู้ผ่านการช่วยเหลือผู้อื่นได้ ต่อเมื่อเขาเกิดความสนใจที่จะเรียนรู้ธรรมะให้ลึกซึ้งขึ้น ก็เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสมาธิ ฟังการสาธยายประไตรปิฎกที่วัดในวันพระได้ เป็นการช่วยทำให้คนกลับมาใกล้ชิดกับวัดมากขึ้นในอีกทางหนึ่ง

ศูนย์เยียวยาภิกษุอาพาธ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชมรมชายผ้าเหลืองได้เข้าไปดูแลเยียวยาผู้ป่วยผู้ป่วยระยะท้ายและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นฆราวาส กระทั่งในการประชุมคณะสงฆ์ที่ทำงานดูแลผู้ป่วยคราวหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งเปิดประเด็นคำถามว่าในขณะที่พระสงฆ์ดูแลผู้ป่วยฆราวาส แล้วใครจะดูแลภิกษุอาพาธ ทำให้ท่านเกิดแรงบันดาลใจที่จะขยายการทำงานของชมรมให้ครอบคลุมการดูแลพระภิกษุอาพาธด้วย โดยการสร้างศูนย์เยียวยาภิกษุอาพาธที่มารักษาตัวกับรพ.ห้วยยอด เพื่อให้ท่านพักฟื้นได้ในเวลาไม่เกิน 1 เดือน ก่อนจะกลับไปพบแพทย์อีก ไม่จำต้องกลับไปพักที่วัดซึ่งอาจอยู่ไกล โดยมีแพทย์อาสามาตรวจผู้ป่วยที่ศูนย์นอกเวลาทำงาน

ชมรมคาดหวังว่านอกจากการเอื้อเฟื้อแก่ภิกษุอาพาธแล้ว ศูนย์เยียวยาฯ จะเป็นแหล่งสร้างกระบวนการเรียนรู้และสร้างจิตสำนึกให้แก่เยาวชนและจิตอาสาที่มาดูแลภิกษุอาพาธ เช่น ช่วยทำความสะอาดร่างกายและซักจีวรให้ รวมถึงพระในวัดให้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลภิกษุกันเองอีกด้วย

ปัจจุบัน ศูนย์เยียวยาฯ อยู่ในระหว่างการก่อตั้งข้างๆ ศูนย์การเรียนรู้และการเยียวยาในวัดห้วยยอด กำลังอยู่ในช่วงของการรวบรวมงบประมาณและออกแบบอาคารกระจกชั้นเดียวขนาด 5-6 เตียง สามารถเปิดผ้าม่านโล่งให้ผู้ป่วยมองเห็นได้โดยรอบ และมีเฉพาะห้องรวม พระแต่ละรูปที่มาพักฟื้นจะมีเพียงเตียงนอน ตู้เก็บจีวร เพื่อป้องกันการเป็นเจ้าของห้อง และสร้างบรรยากาศการอยู่ร่วมกันด้วยความเกื้อกูล เข้าใจและให้เกียรติกัน

สร้างวัฒนธรรมแห่งการเยียวยา

นอกจากการนำเสนอรูปแบบการปฏิบัติธรรมด้วยการพาผู้คนไปเยี่ยมผู้ป่วยข้างเตียงแล้ว ชมรมชายผ้าเหลืองยังทดลองทำกิจกรรมที่ท้าทายวัฒนธรรมความเชื่อบางเรื่องของคนห้วยยอดเสียใหม่ เช่น การจัดงาน “มรณสติข้ามปี” พูดเรื่องความตายในปีใหม่ เพื่อเป็นกระบวนการเรียนรู้ชุมชน แม้จะถูกเจ้าอาวาสและชาวบ้านบางคนทัดทานว่าคนห้วยยอด 60% เป็นชาวจีนที่ถือว่าการพูดเรื่องความตายเป็นอัปมงคล แต่ชมรมยังยืนยันการจัดกิจกรรมดังกล่าว เริ่มด้วยการเสวนาเรื่องชีวิตและความตาย การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในช่วงหัวค่ำ ต่อด้วยการสาธยายปฐมมรณัสสติสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสให้ภิกษุระลึกถึงความตายตลอดเวลา แล้วจึงมีการเจริญมรณสติภาวนา ให้ผู้เข้าร่วมรับฟังบทพิจารณาความตายที่เครือข่ายพุทธิกาใช้ในการอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ แล้วใช้กระบวนการจุดประเด็น ตั้งคำถามให้ผู้มาร่วมงานได้พูดคุยแลกเปลี่ยนแง่มุมต่อความตายตามความเข้าใจของตนเอง ซึ่งได้ผลดีเกินคาดในระดับหนึ่ง

คุณบารมิตา จิตอาสาที่มาเข้าร่วมกิจกรรมกล่าวว่า “ตอนจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีและมรณานุสติที่วัดห้วยยอด คนจีนในตลาดจะบอกว่าพูดเรื่องความตายในช่วงมงคลปีใหม่ได้อย่างไร ต้องไปพูดในงานศพสิ แต่ปรากฏว่าในวันงานมีคนมาเกือบร้อยคน ในงานจะมีคำถามถึงผู้เข้าร่วมว่าใครพร้อมจะตายหรือไม่พร้อมจะตาย แบ่งกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนเหตุผลกัน แล้วพระอาจารย์จะสื่อสารเพิ่มว่าทำไมถึงต้องพร้อมตายตลอดเวลา เป็นการเปิดโลกทัศน์เรื่องความตายให้คุยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ”

ความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งของชมรมในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่เกื้อกูลต่อการดูแลสุขภาพคือ ยกเลิกการจุดธูปในศาลาการเปรียญซึ่งแต่เดิมจะมีพระพุทธรูปและกระถางธูปเป็นจำนวนมาก ในวันสำคัญจะมีคนมาวัด 600-700 คน จุดธูปจนควันเต็มศาลา ด้วยความเชื่อว่า “ถ้าไม่จุด ไม่ถึงเจ้า” พระเณรมีหน้าที่เก็บธูปจุ่มลงไปในถังน้ำเพื่อไม่ให้ไฟไหม้ ชมรมเริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงด้วยการหารือกับเจ้าอาวาสและคณะสงฆ์ในวัดก่อน เมื่อได้รับฉันทามติแล้ว จึงจัดการสถานที่ใหม่โดยลดกระถางธูปหน้าพระองค์เล็กๆ ก่อน ก่อนที่จะประกาศยกเลิกการจุดธูปในวัดในเวลาต่อมา แม้ในช่วงแรกจะมีชาวบ้านมาขู่ว่าถ้าไม่ให้เขาจุดธูป คนจะมาน้อยหรือไม่มาวัดเลย แต่การที่ชมรมทำกิจกรรมเรื่องการเยียวยาจนเป็นที่ประจักษ์ของคนในชุมชน ทำให้สามารถอธิบายเหตุผลที่ไม่ให้จุดธูปเพราะเป็นห่วงสุขภาพของทุกคน เมื่อชาวบ้านมองเห็นเจตนาดีจึงเข้าใจ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง จนใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งปี วัดห้วยยอดก็ไม่มีการจุดธูปอีกต่อไป

...

จากจุดเริ่มต้นด้วยการเยี่ยมผู้ป่วยระยะท้ายในโรงพยาบาล ค่อยๆ ขยายตัวออกสู่การเยี่ยมผู้ป่วยในชุมชน และการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยา พระกฎษดากล่าวย้ำว่า “ทุกกิจกรรมของชมรมล้วนเชื่อมโยงกัน โดยมีเป้าหมายหลักคือสร้างการเรียนรู้ในการดูแลผู้ป่วยโดยชุมชนมีส่วนร่วม เป็นชุมชนแห่งการเยียวยา ชุมชนกรุณา ที่ผู้คนมีความเกื้อกูลกัน พึ่งพาอาศัยกันนั่นเอง”

ข้อมูลจากการสัมภาษณ์
1. พระกฎษดา ขันติกโร, ประธานชมรมชายผ้าเหลือง เพื่อเพื่อนผู้ป่วยระยะสุดท้าย วัดห้วยยอด
2. คุณดรุณี ชนะภัย, พยาบาลวิชาชีพชำนาญ, พยาบาล Palliative Care อโรคยาศาล รพ.ห้วยยอด
3. คุณบารมิตา เหลียวพัฒนพงศ์, อสม., แคร์กีฟเวอร์ และเลขานุการชมรมชายผ้าเหลือง

ภาพประกอบ
1. FB: พระกฎษดา ขนฺติกโร สังฆะแห่งการเยียวยา
2. FB: ชมรมชายผ้าเหลือง เพื่อเพื่อนผู้ป่วยระยะท้าย
3. FB: อโรคยาศาล โรงพยาบาลห้วยยอด

อ่านบทความตอนที่ 1 ได้ที่นี่

อ่านบทความตอนที่ 2 ได้ที่นี่

22 พฤศจิกายน, 2560

ความผิดปกติ…ที่เป็นปกติ

ย้อนไปเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ในขณะที่หลายคนกำลังดูโทรทัศน์อยู่ พลันภาพจากจอโทรทัศน์ก็เปลี่ยนเป็นสีดำ ตัดภาพมามีผู้ประกาศข่าวใส่ชุดสีดำนั่งหน้าตรง
24 ตุลาคม, 2560

คุยกับลูกเรื่องความตาย

‘ความตาย’ เป็นสิ่งที่น่ากลัว และไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันบ่อยนัก พวกเรากลัวความตาย เพราะไม่รู้ว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน บางคนกลัวความตาย ก็เพราะยังพะวงอยู่กับตัวตนในสังคม
19 เมษายน, 2561

ตำราเล่มใหญ่คือคนไข้

“พี่ทำงานแบบนี้ตั้งแต่ยังไม่มีการสั่งการ” ระยะเวลายาวนานที่พี่เกื้อ หรือคุณเกื้อจิตร แขรัมย์ ทำงานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ทำให้ได้พบคนไข้และญาติจำนวนมากซึ่งมีความต้องการต่างกัน