parallax background
 

ผู้สูงอายุที่ป่วยระยะท้ายในบ้านพักคนชรา:
ช่องว่างและปัญหาที่ตกหล่นไปจากสังคม

ผู้เขียน: ปองกมล สุรัตน์ หมวด: ชุมชนกรุณา


 

ปี 2015 องค์การอนามัยโลกประกาศเจตนารมณ์ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุอยู่อย่างมีสุขภาวะ (Healthy ageing) ตามกรอบแนวคิดการเป็นผู้สูงอายุที่มีสมรรถภาพทางกายและใจ (Intrinsic capacity) และคงความสามารถในการใช้ชีวิตในแบบที่ตนให้คุณค่าได้ตลอดชีวิต การเข้าสู่สังคมสูงวัยกลายเป็นประเด็นที่ประชาคมโลกเตรียมแผนรับมือ เมื่อประชากรสูงอายุมีจำนวนมากทำให้สภาพสังคมเปลี่ยนไปในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และสุขภาพ สำหรับประเทศไทยถูกคาดการณ์ว่าจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) ใน พ.ศ. 2564 นี้ ซึ่งหมายถึงไทยจะมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เกินร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

ในมิติสุขภาพ หลายประเทศมีการกำหนดนโยบายสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุในแต่ละช่วงอายุโดยเฉพาะ โดยมุ่งประเด็นความครอบคลุม (Coverage) การเข้าถึง (Accessibility) และคุณภาพการบริการ (Quality of care) เมื่อสังคมโลกมีผู้สูงอายุมากขึ้น จึงต้องมีการเตรียมแผนระยะยาวสำหรับผู้สูงวัยที่อายุขัยยาวขึ้น แต่ก็มีแนวโน้มเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังมากขึ้น ผู้สูงอายุที่ป่วยเรื้อรังหรือป่วยระยะท้ายส่วนใหญ่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล บ้าน หรือสถานดูแลผู้สูงอายุที่คิดค่าบริการ ซึ่งผู้สูงอายุเหล่านี้มีทีมสุขภาพหรือครอบครัวคอยดูแล แต่มีผู้สูงอายุอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังขาดโอกาสเข้าถึงการดูแลระยะท้าย (End of Life Care) ที่เหมาะสม และหลายคนเสียชีวิตโดยไม่ได้ใกล้ชิดลูกหลานในวาระสุดท้าย ก็คือผู้สูงอายุที่ป่วยเรื้อรังหรือป่วยระยะท้ายในสถานสงเคราะห์

กราฟแสดงจำนวนผู้สูงอายุไทยที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี
โดยในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์
และอีก 10 ปีต่อมาจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด
ที่มา: thaitgri.org/?p=38427

ในประเทศไทย ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ บ้านพักคนชรา เป็นพื้นที่เล็กๆในสังคม แต่เป็นโลกทั้งใบและอาจเป็นโลกใบสุดท้ายของผู้สูงอายุหลายคน พื้นที่แห่งนี้มีจำนวน 12 แห่งทั่วประเทศ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไร้ญาติ ลูกหลานปฏิเสธการดูแล บางส่วนสมัครใจมาเพราะไม่อยากเป็นภาระ หรือต้องการสังคมเพื่อนร่วมวัย โดยมีลูกหลานมาเยี่ยมเป็นบางครั้ง หรือบางรายแทบไม่มาเยี่ยมเลย ดังนั้น หน้าที่การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่จึงตกเป็นของเจ้าหน้าที่บ้านพักคนชรา และถูกส่งต่อโรงพยาบาลเครือข่าย

ในบทความนี้ ผู้เขียนจะพาไปสำรวจสถานการณ์ทางสุขภาพของผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรา โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ป่วยเรื้อรังและป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนอนติดเตียง ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ แต่ไม่ค่อยเป็นกลุ่มคนที่สังคมพูดถึง โดยยกกรณีบ้านพักคนชราบางแค เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร มาเป็นตัวอย่าง

สถานการณ์ผู้สูงอายุที่ป่วยเรื้อรังและป่วยระยะท้ายในบ้านพักคนชราบางแค

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค เดิมชื่อว่า สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค ก่อตั้งขึ้นสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งการพักอาศัยจะแบ่งตามสภาพความแข็งแรงของผู้สูงอายุ ได้แก่ 1) กลุ่มแข็งแรง ช่วยเหลือตนเองได้ 2) กลุ่มช่วยเหลือตนเองโดยอาศัยอุปกรณ์ และ 3) กลุ่มป่วยติดเตียง มีโรคเรื้อรัง ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยมากหรือไม่ได้เลย ซึ่งจะพักอยู่อาคารพยาบาล

ในสองกลุ่มแรกไม่ค่อยมีปัญหาสุขภาพมากเท่ากลุ่มสุดท้าย ที่เป็นกลุ่มต้องการการดูแลเป็นพิเศษ บางรายเป็นผู้สูงอายุที่ตรวจพบมะเร็งภายหลังย้ายมาอยู่ หรือเป็นผู้สูงอายุป่วยระยะท้ายที่โรงพยาบาลรักษาไม่ได้แล้วและไร้ญาติ หรือญาติไม่รับดูแลก็จะถูกส่งมาที่บ้านพักคนชรา และใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายในที่แห่งนี้ โดยผู้ดูแลหลักจะเป็นพี่เลี้ยงประจำตึก มีหน้าที่ป้อนยา ให้อาหารปั่นทางสายยาง เช็ดตัว เปลี่ยนแพมเพิส ดูแลสุขภาพโดยรวมไปจนผู้สูงอายุถึงวาระสุดท้ายและหมดลมหายใจ แต่ถ้าผู้สูงอายุอาการวิกฤตเกินกำลังของหน่วยพยาบาล ก็จะถูกส่งไปโรงพยาบาลเครือข่าย

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค ที่มา: banbangkhae.go.th

ช่องว่างของการดูแลผู้สูงอายุป่วยเรื้อรังและป่วยระยะท้ายในบ้านพักคนชรา

จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่กรมกิจการผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ดูแลผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรามานานหลายปี และสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ในบ้านพักคนชราบางแค พบว่าการดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยเรื้อรังในบ้านพักคนชรา มีปัญหาหรืออุปสรรคหลักที่สำคัญคือ

1) ผู้สูงอายุขาดการพูดคุยหรือวางแผนเรื่องเตรียมตัวตาย
ลาร์ส ทอร์นสแตม (Lars Tornstam) นักสังคมวิทยาชาวสวีเดน ผู้เสนอทฤษฎีภาวะธรรมทัศน์ของผู้สูงอายุ (Gerotranscendence Theory) กล่าวว่าผู้สูงอายุเป็นช่วงวัยที่สามารถเข้าใจและยอมรับปรากฏการณ์ของชีวิตอย่างมีวุฒิภาวะ ภาวะนี้เริ่มตั้งแต่ผู้ใหญ่ตอนต้นและมีพัฒนาการที่สูงขึ้นเรื่อยๆจนเข้าสู่สูงอายุ แตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตและอิทธิพลทางสังคมวัฒนธรรม กล่าวคือผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตที่ผ่านมาด้วยดีจะเริ่มคิดเรื่องการเตรียมตัวตาย เข้าใจธรรมชาติชีวิต และยอมรับความตายได้มากขึ้นกว่าวัยที่ผ่านมา หรือเป็นวัยที่กลัวตายน้อยลง

ถ้านำหลักทฤษฎีมามองผู้สูงอายุในสังคมจะพบว่า ผู้สูงอายุหลายคนสามารถยอมรับความตาย ปล่อยวางชีวิตบั้นปลาย สนใจเรื่องศาสนา หรือทำงานการกุศลเพื่อผู้อื่น แต่บางรายยังทอดอาลัยในชีวิต ไม่สามารถละวาง และกลัวความตาย ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา รวมทั้งวัฒนธรรมที่มองว่าความตายเป็นเรื่องไม่เป็นมงคล เช่นที่คุณศิรินุช อันตรเสน ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค (ตำแหน่งขณะสัมภาษณ์) กล่าวว่า “(ผู้สูงอายุ)ไม่ค่อยคุยเรื่องความตายหรอกค่ะ (ส่ายหน้า) แค่ชวนคุยเรื่องพินัยกรรมยังกลัวเลย เพราะมีบางคนยกสมบัติให้ลูกแล้วลูกทิ้ง เขาก็เอามาเล่าต่อๆกัน เลยกลัวกันไปหมด เปลี่ยนความเชื่อยากด้วย คิดว่าทำแล้วจะถูกทอดทิ้ง”

แม้วัยชราจะเป็นวัยที่มีแนวโน้มยอมรับความตายได้ แต่ในสังคมไทย ผู้สูงอายุหลายคนมองว่าความตายเป็นเรื่องที่ไม่เป็นมงคล ทำให้ไม่ได้พูดคุยและไม่ได้เตรียมตัวเองให้ดีเท่าที่ควร ผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราจำนวนไม่น้อยหลีกเลี่ยงจะคุยเรื่องความตายและการจัดการทรัพย์สินก่อนตาย นอกจากนี้หลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุ และหลักสูตรอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุของกรมอนามัยและกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ยังไม่มีเนื้อหาการเตรียมตัวตายที่ชัดเจน ทั้งที่การเตรียมตัวตายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม บ้านพักคนชราบางแคได้เริ่มจัดกิจกรรมพูดคุยเรื่องการเตรียมตัวตายอย่างสงบให้กับผู้สูงอายุที่เข้ามาเรียนหลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุและผู้สูงอายุที่เป็นอาสาสมัครชุมชน โดยประสานกับกลุ่ม Peaceful Death จัดกิจกรรมใคร่ครวญชีวิต ทำสมุดเบาใจ (เอกสารที่ระบุว่าอยากให้รักษาแบบไหนหรือให้ใครทำอะไรในช่วงท้ายของชีวิต) และ Care Club ซึ่งเป็นกิจกรรมเยียวยาผู้ที่ดูแลผู้ป่วย

เจ้าหน้าที่บ้านบางแคและกลุ่ม Peaceful death
ร่วมประชุมแผนงานอบรมการเตรียมตัวตาย ให้กับผู้สูงอายุและเจ้าหน้าที่บ้านบางแค

2) เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเครียดและเหนื่อยล้า
การดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยเรื้อรัง เช่น มะเร็งระยะท้าย อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน เป็นงานค่อนข้างหนัก ต้องใช้กำลังกายและใจ คอยผลัดเวรดูแล 24 ชั่วโมง ทำให้เจ้าหน้าที่พี่เลี้ยงเครียดและเหนื่อยล้าจากภาระงานเหล่านี้ ส่งผลให้ดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยระยะท้ายได้ไม่ดีเท่าที่ควร และแม้เจ้าหน้าที่จะผ่านอบรมการดูแลผู้สูงอายุมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้คุ้นเคยกับการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย และขาดความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยระยะท้าย ทำให้ดูแลได้เพียงความสุขสบายกายเบื้องต้นเท่านั้น แต่การดูแลผู้สูงอายุกลุ่มนี้เป็นงานที่ละเอียดอ่อนและต้องเข้าใจผู้สูงอายุทั้งมิติกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ รวมทั้งต้องมีการสื่อสารที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ

3) ขาดทีมสุขภาพเฉพาะทาง ขาดงบประมาณและอุปกรณ์ดูแลในระยะท้าย
ภารกิจของบ้านพักคนชราในสังคมไทยเน้นไปที่การให้ที่พัก เสริมสร้างการเรียนรู้ คุณภาพชีวิตและสวัสดิการผู้สูงอายุ หากเป็นด้านสุขภาพจะดูแลโรคทั่วไปที่รบกวนสุขภาพ และส่งต่อโรงพยาบาล บุคลากรส่วนใหญ่ทำงานเพื่อให้คนชรามีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยอาจไม่ได้มีพื้นที่ให้กับส่วนงานการดูแลก่อนตาย หรือการเตรียมตัวตาย กิจกรรมทางจิตวิญญาณจำกัดอยู่ที่การทำบุญตักบาตร ซึ่งที่จริงการดูแลเรื่องจิตวิญญาณเป็นเรื่องศาสนา ความเชื่อ ความหวัง สิ่งที่มีความหมายในชีวิต สัมพันธภาพที่ดี ตัดสินใจเลือกเส้นทางของตนเองได้ สะสางเรื่องที่ต้องทำ และพบเห็นสิ่งดีๆหรือแง่มุมเชิงบวก

ในกรณีบ้านพักคนชราบางแค มีพยาบาลประจำศูนย์อยู่จำนวนน้อยมาก ขาดทีมสุขภาพที่ดูแลผู้สูงอายุระยะท้าย เมื่อถึงเวลาวิกฤต ผู้สูงอายุจะถูกส่งไปโรงพยาบาลโดยที่ไม่มีการวางแผนรักษาล่วงหน้าว่าในช่วงสุดท้ายผู้สูงอายุแต่ละรายต้องการอะไร นอกจากนี้ บ้านพักคนชราขาดงบประมาณและอุปกรณ์ดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยระยะท้าย ซึ่งเป็นปัญหาเชิงนโยบายของภาครัฐต่อการมองชีวิตองค์รวมของผู้สูงอายุ ด้วยข้อจำกัดนี้ทางบ้านพักคนชราบางแคจึงพยายามป้องกันและส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถช่วยเหลือตนเองได้นานที่สุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่าที่จะทำได้

4) ความซับซ้อนในการกำหนดวาระสุดท้าย
การประเมินว่าผู้สูงอายุคนใดอยู่ในวาระท้ายเป็นเรื่องยากพอสมควร กรณีที่ป่วยอาการหนักอาจพอประเมินได้ว่าน่าจะเสียชีวิตในเวลาไม่นาน แต่ผู้สูงอายุที่ป่วยเรื้อรังด้วยโรคทั่วไปหรือป่วยเล็กน้อย อาจเสียชีวิตฉับพลันได้จากภาวะแทรกซ้อนเพราะความชราภาพของร่างกาย ในบ้านบางแคเคยมีผู้สูงอายุกลุ่มแข็งแรงแต่เสียชีวิตฉับพลันหลังจากท้องเสียได้เพียง 1 วัน

ในประเทศอังกฤษเคยมีผู้วิจัยติดตามผู้สูงอายุกลุ่มตัวอย่าง 4,709 คน พบว่า ผู้สูงอายุที่อายุ 80 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเสียชีวิตแบบกระทันหันโดยไม่ได้คาดคิด (Unexpected death) และยังพบว่า ผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราหรือสถานดูแลผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มที่เสียชีวิตแบบกะทันหันมากที่สุดเมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่พักอาศัยอยู่กับญาติ เพื่อน หรือมีผู้ดูแลอยู่ที่บ้าน การเตรียมตัวสำหรับวาระสุดท้ายของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราจึงควรทำแต่เนิ่นๆ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เฉพาะในไทย แต่สถานดูแลผู้สูงอายุทั่วโลกต่างประสบปัญหาการดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยเรื้อรังให้เหมาะสมในวาระท้าย เนื่องจากความซับซ้อนของการกำหนดวาระสุดท้าย การดูแลเฉพาะทางแบบสหวิชาชีพที่ต้องเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุกลุ่มนี้ ดูแลหลายๆด้านไปพร้อมกันตั้งแต่ยังสื่อสารความต้องการได้ มิใช่ทำตอนใกล้เสียชีวิต

นอกจากนี้จากผลการสังเคราะห์งานวิจัยกว่า 1,305 ชิ้นที่ศึกษาผู้สูงอายุระยะท้ายในสถานบริบาลพบปัญหาว่า ผู้สูงอายุมีปัญหาทางจิตสังคม โดดเดี่ยวและซึมเศร้าจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนว่าขาดการดูแลด้านจิตวิญญาณ ดังนั้น ทีมที่เข้าไปดูแลต้องตั้งใจดูแลต่อเนื่อง และใช้ทรัพยากรหลายด้าน ทั้งคน เวลา และงบประมาณ

ในประเทศใกล้เคียงอย่างฮ่องกง มีการประเมินว่าสถานกาณ์การตายในผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราที่ป่วยระยะท้ายยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ในบ้านพักขาดทักษะการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายซึ่งเป็นปัญหาเช่นเดียวกับประเทศไทย แต่ภาครัฐพยายามยกคุณภาพการตายดีในผู้สูงอายุกลุ่มนี้ตลอดระยะเวลา10 ปีที่ผ่านมา เช่น กระตุ้นให้เกิดการวางแผนสุขภาพระยะท้าย (Advance care planning) และสร้างทีมในชุมชนเพื่อทำงานนี้โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2015

5) ผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราขาดการดูแลระยะท้ายจากครอบครัว ครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีวาระท้ายที่ดีและตายสงบ ทั้งการสร้างบรรยากาศอบอุ่น ได้สั่งเสีย ขอโทษ ขอบคุณ และบอกรัก แต่จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ในบ้านพักคนชราบางแค พบว่าผู้สูงอายุที่ป่วยระยะท้ายส่วนใหญ่ไม่มีลูกหลานมาเยี่ยม ส่วนครอบครัวที่รับผู้สูงอายุที่ป่วยกลับไปดูแลนั้นมีน้อยมาก ในวาระสุดท้ายผู้สูงอายุจึงอยู่กับเจ้าหน้าที่พี่เลี้ยง ซึ่งอาจไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ไม่ทราบความต้องการส่วนตัวของผู้สูงอายุ และไม่ได้มีความรู้ในการดูแลผู้ป่วยในวาระท้าย (End of Life Care) มากนัก จึงไม่ได้ดูแลเรื่องทางสังคม จิตใจ และจิตวิญญาณเท่าที่ควร

ในประเทศไทยมีงานวิจัยที่ศึกษาความต้องการในระยะสุดท้ายของผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราแห่งหนึ่ง จำนวน 18 ราย โดยวิธีสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่าส่วนใหญ่อยากให้เจ้าหน้าที่ช่วยติดต่อลูกหลานเพื่อให้ได้เจอก่อนเสียชีวิต แต่ผู้สูงอายุส่วนหนึ่งไม่ต้องการให้ครอบครัวมาดูแล เพราะมีปัญหาขัดแย้งกันหรือกลัวเป็นภาระ และต้องการให้พี่เลี้ยงดูแลแบบใกล้ชิดทั้งร่างกายและจิตใจ เสมือนดูแลญาติคนหนึ่ง

ส่วนงานวิจัยในต่างประเทศอีกชิ้นหนึ่ง ผู้วิจัยศึกษาพยาบาลและนักสังคมสงเคราะห์จำนวน 707 คน จากสถานดูแลผู้สูงอายุ 52 แห่ง ในรัฐอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา พบว่าปัญหาที่พบมากในผู้สูงอายุกลุ่มนี้คือการตายอย่างโดดเดี่ยวไร้ครอบครัวให้การดูแล และถูกละเลยความเป็นส่วนตัวในช่วงวาระท้าย ดังนั้น หากพิจารณาจากข้อมูลของเจ้าหน้าที่บ้านพักคนชราและงานวิจัยที่กล่าวมาอาจสรุปเบื้องต้นได้ว่า ผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราหรือสถานดูแลฯกับครอบครัว จำนวนไม่น้อยมีความสัมพันธ์ไม่ลงรอยกัน ทว่า ผู้สูงอายุหลายคนก็ยังรักและผูกพัน อยากให้ลูกหลานมาเยี่ยมก่อนเสียชีวิต

จะเห็นได้ว่าช่องว่างของการดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยเรื้อรังติดเตียงหรือป่วยระยะท้าย เป็นปัญหาเรื่องการสื่อสาร การสนับสนุนทางสังคม ความสัมพันธ์ในครอบครัว การจัดสรรทรัพยากรในการดูแล การเข้าถึงการรักษาแบบประคับประคอง รวมทั้งธรรมชาติของวัยผู้สูงอายุมีแนวโน้มเสียชีวิตอย่างกระทันหันมากขึ้นตามอายุ ทำให้ผู้สูงอายุที่ป่วยระยะท้ายในบ้านพักคนชราไม่ได้มีคุณภาพชีวิตก่อนตายเท่าที่ควร ภาครัฐควรมองว่าบ้านพักคนชราที่คือสถานที่ดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long-term care) ที่ต้องพัฒนาให้เป็นพื้นที่เพื่อการอยู่ดีและตายดีควบคู่กัน

ดังนั้น ผู้เขียนขอเสนอให้ผู้บริหารนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการในสถานดูแลระยะยาว หรือสถานดูแลผู้สูงอายุ ดังนี้

1. ส่งเสริมให้บ้านพักคนชราเป็นชุมชนที่เป็นมิตรต่อความตาย เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุไปเยี่ยมเพื่อนที่ป่วยติดเตียงและมีกิจกรรมร่วมกัน รวมทั้งจัดกิจกรรมให้มีการคุยเรื่องความตายตามประเด็นความต้องการของผู้สูงอายุ เรียงร้อยกับเรื่องราวชีวิตแบบเข้าใจง่าย แล้วค่อยๆเพิ่มรายละเอียดการดูแลตนเองในวาระสุดท้าย
2. ส่งเสริมบทบาทของครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย กรณีผู้สูงอายุระยะท้ายที่ยังมีลูกหลานมาเยี่ยม ควรมีการสื่อสารกับครอบครัวว่ามีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวาระท้าย แม้จะไม่สามารถรับผู้สูงอายุกลับไปอยู่ด้วยก็ตาม เช่น การมาเยี่ยมในวันสำคัญ การเช็ดตัว ป้อนยาและสัมผัสด้วยความรัก หรืออาจให้คนใกล้ชิดที่ไม่ใช่ครอบครัวแต่มีความหมายกับชีวิตมาให้กำลังใจผู้สูงอายุในช่วงสุดท้าย เช่น เพื่อนในบ้านพักคนชรา เจ้าหน้าที่ที่ใกล้ชิด อาสาสมัคร คนในชุมชน หรือสัตว์เลี้ยง
3. เมื่อรับผู้สูงอายุเข้ามาดูแลในบ้านพัก ควรมีการพูดคุยเรื่องคุณค่าความหมายของชีวิตในมุมมองของผู้สูงอายุแต่ละคน เพื่อวางแผนล่วงหน้า (Pre-planning) และเก็บข้อมูลต่อเนื่อง นำไปสู่การทำเอกสารแสดงเจตนาเลือกวิธีการรักษาวาระท้าย ป้องกันการรักษาที่เกินจำเป็นในห้องฉุกเฉิน
4. จัดให้มีทีมสุขภาพที่มีความรู้เรื่องการดูแลในวาระสุดท้าย หรืออย่างน้อยควรมีการเชื่อมต่อระหว่างบ้านพักคนชรากับโรงพยาบาลที่มีศูนย์รักษาแบบประคับประคองเพื่อส่งต่อและดูแลร่วมกัน รวมทั้งอบรมเรื่องการเตรียมตัวตายในผู้สูงอายุให้กับเจ้าหน้าที่พี่เลี้ยง ซึ่งในส่วนนี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ โรงพยาบาล และเครือข่ายที่ทำงานด้านการเตรียมตัวตาย
5. การเสริมกำลังใจ เยียวยาพี่เลี้ยงและเจ้าหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุระยะท้าย สร้างทัศนคติที่ดีและเห็นคุณค่าในงานว่าพวกเขามีบทบาทสำคัญในการช่วยผู้สูงอายุอย่างไร เพื่อให้มีกำลังในการดูแลผู้สูงอายุต่อไป

ผู้ให้ข้อมูล: สิรินุช อันตรเสน (อดีตผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการกองส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุ), อรอุมา อินทฉาย (นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการพิเศษ)

อ้างอิง
1. World Health Organization. (2015). World report on aging and Health. Luxemburg: WHO Press.
2. World Health Organization. (2017) Global strategy and action plan on ageing and health. January 10, 2019, from https://www.who.int/ageing/WHO-GSAP-2017.pdf
3. มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (2559). สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2559. สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2562, จาก http://thaitgri.org/?p=38427
4. United Nations. (2017). Addressing the Challenges of Population Ageing in Asia and the Pacific: Implementation of The Madrid International Plan of Action on Ageing Retrieved May 21, 2019, from https://www.unescap.org/sites/default/files/publications/Addressing%20the %20Challenges%20of%20Population%20Ageing%20in%20Asia%20and%20the%20Pacific.pdf
5. Tornstam, L. (2011). Maturing into Gerotranscendence. The Journal of Transpersonal Psychology, 43(2): 166-180.
6. Hermann, C.P. (2001) Spiritual needs of dying patients: A qualitative study. Oncology Nursing Forum. 28(1): 67-72.
7. Teggi D. (2018). Unexpected death in ill old age: An analysis of disadvantaged dying in the English old population. Social Science & Medicine. 217: 112–120.
8. Greenwood, N; et al. (2018). Experiences of older people dying in nursing homes: a narrative systematic review of qualitative studies. BMJ Open. 8: 1-13.
9. Luk, J. K. (2017). End-of-life services for older people in residential care homes in Hong Kong. Hong Kong Medical Journal. 24(1): 63-67.
10. สิริลักษณ์ โสมานุสรณ์. (2557). ความต้องการการดูแลในระยะสุดท้ายของผู้สูงอายุใน สถานสงเคราะห์คนชรา. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์. (34)1: 71-88.
11. Cagle, J. G; Unroe, K. T; Bunting, M; Bernard, B. L; & Miller, S. C. (2017). Caring for Dying Patients in the Nursing Home: Voices from Frontline Nursing Home Staff. J Pain Symptom Manage. 53(2): 198-207.

[seed_social]
24 มกราคม, 2561

มรดกจากพ่อ

หลังจากที่พ่อผมตาย ผมไม่เคยรู้ว่าพ่อได้ทิ้งมรดกอันมีค่าไว้ให้ หลังจากที่ผมค้นพบ มันทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไป
22 เมษายน, 2561

วิถีแห่งจิตวิญญาณ

“ถามว่าทำอย่างไร ถ้าพี่ตอบเป็นข้อๆ เป็นขั้นเป็นตอนเลย ก็จะไม่เห็น How to ขอเล่าเรื่องการดูแลคนไข้ให้ฟังสักคนดีกว่า แล้วตอนท้ายเราอาจได้วิธีการประเมิน และเข้าถึงความต้องการของคนไข้ได้บ้างนะคะ”
18 เมษายน, 2561

อากง จะบอกอย่างไรดี

การบอกความจริงให้อากง (ปู่ของตนเอง) ทราบว่าเป็นมะเร็งท่อน้ำดี จะบอกอย่างไรดี เพราะกลัวอากงรับไม่ได้ และลูกๆ อากงก็ไม่ต้องการให้ท่านทราบว่าป่วยเป็นอะไร