parallax background
 

จดหมายถึงก้อนเมฆ

ผู้เขียน: ทอรุ้ง หมวด: ประสบการณ์ชีวิต


 

วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560

ถึง คุณปู่ ‘ก้อนเมฆ’ ค่ะ

หนูเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นเพื่อจะเรียนคุณปู่ว่า ‘หนูขอลาออกค่ะ!’

ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไป หนูไม่มีแรงใจอยากจะทำอะไรเลยค่ะ มองไปทางไหนก็เซ็งสุดๆ เฮ้อออ! ขนาดนั่งเขียนจดหมายอยู่นี่ก็ยังไม่อยากเขียนเลยค่ะ ยิ่งฝนตกพรำๆ แบบนี้ ยิ่งไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรต่อค่ะ… เฮ้อ!! เพลียใจ

“ทำไมวันนี้เธอไม่เดินเล่นผ่าน ‘ม่านฝน’ ของฉันเหมือนเคยล่ะ ฉันเลยไม่มีสีสันสวยงามไว้ให้เพื่อนๆ ชื่นชมเลยเลย”

ฉันได้แต่นิ่งเงียบ หน้าตาบูดบึ้ง และก้าวเท้าไปข้างหน้าเพื่อเปลี่ยนสถานที่นั่งเขียนจดหมาย…เงียบๆ ลำพัง…

ไม่ใช่เรื่องของฉันสักหน่อย! ฉันคิดในใจ

ชั่วครู่ จาก ‘หยาดฝน’ เปลี่ยนเป็น ‘ห่าฝน’ ก่อตัวเป็นกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากพัดพาทั้งต้นไม้ ดอกไม้ สัตว์น้อยใหญ่ รวมไปถึงบ้านเรือนของผู้คนเป็นจำนวนมาก

เดินมาไม่นาน ฉันจึงมาหยุดนั่งลงที่ก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง ยังไม่ทันที่จะจับดินสอขึ้นมาเขียนจดหมายต่อ ก็ได้ยินเสียงทักว่า

“ทำไมวันนี้เธอไม่ส่งข่าวคราวจากเพื่อนดวงดาวมาถึง ‘ก้อนหิน’ อย่างฉันเหมือนเคยล่ะ ฉันคิดถึงเพื่อนๆ ของฉันมากเลยรู้ไหม?”

ฉันได้แต่นิ่งเงียบ เริ่มหงุดหงิด และลุกขึ้นก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าเพื่อเปลี่ยนสถานที่นั่งเขียนจดหมาย…เงียบๆ ผู้เดียว…

เพื่อนของเธอ! ไม่ใช่เพื่อนของฉันนี่นา เกี่ยวอะไรด้วย ฉันเถียงในใจ

ชั่วครู่ จากก้อนหินและผืนดินที่รวมกันเป็น ‘ปึกแผ่น’ เปลี่ยนเป็น ‘เคลื่อนตัว’ แยกออกจากกันอย่างช้าๆ หลากหลายรูปแบบ ทำให้โฉมหน้าของโลกกำลังแปรเปลี่ยนเป็นดินถล่ม โคลนไหล จนแผ่นดินแยกตัวเป็นเสี่ยงๆ

เดินต่อมาเรื่อยๆ ฉันเริ่มเหนื่อย จึงมาหยุดนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำ ฉันเอนตัวลงนอนบนพื้นหญ้าสีเขียวขจี มีดอกไม้หลายสีขึ้นเล็กๆ กระจุ๋มกระจิ๋ม กลิ่นหอมๆ ทำให้ฉันเบิกบานเล็กน้อย ฉันมองไปบนท้องฟ้า เห็นก้อนเมฆสีขาวปุกปุยลอยไปตามลมเอื่อยๆ กำลังนึกว่าจะเขียนจดหมายต่อว่าอย่างไร ก็มีเสียงหนึ่งขัดจังหวะขึ้นมา

“ทำไมวันนี้เธอไม่เต้นรำกับ ‘สายลม’ อย่างฉันเหมือนเคยล่ะ ฉันรู้สึกไม่มีชีวิตชีวาเลยรู้ไหม?”

ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่! และคงยังนิ่งเงียบ ฉันลุกขึ้นมานั่งมองไปที่แม่น้ำ หยิบกิ่งไม้มาวาดลวดลายบนผิวน้ำเล่น พลางตะโกนดังๆ…ในใจ

ชีวิตของเธอ ก็รับผิดชอบเองสิ! มาวุ่นวายอะไรกับชีวิตของฉันหนักหนา ยุ่ง!

ชั่วครู่ จากกระแส ‘ลมโชย’ เปลี่ยนเป็น ‘ลมพายุ’ ที่เป็นลำอากาศหมุนเร็วแรงจนยืดปลายงวงยาวจากเมฆฟ้าคะนองลงสู่พื้นดิน และเหนือผิวน้ำ

ขณะที่ฉันกำลังจะลุกก้าวเดินไปข้างหน้า พร้อมดินสอกับกระดาษจดหมายในมือ อย่างไม่สนใจใดๆ ทั้งสิ้น และแล้วกลับมีแสงสีแดงแกมทองสาดส่องมาจากทางด้านหลังของฉัน เมื่อหันกลับไปดู เห็นว่าไม่สูงกว่าขอบฟ้ามากเท่าไหร่ ฉันจ้องมองสักพัก แต่ก็เปลี่ยนใจหันหลังกลับ แล้วนั่งลงเช่นเดิม แต่ก็อดไม่ได้ที่จะทำปากยื่นๆ เชิดๆ มาด้านหน้า หยิบกิ่งไม้เล็กๆ มาวาดเล่นบนผิวน้ำซ้ายทีขวาทีเรื่อยๆ

น้ำตาฉันเริ่มเอ่อล้นออกมา…เงียบๆ…

“รอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำ เมื่อขีดลงไปแล้ว ย่อมเชื่อมต่อกันได้เร็ว ไม่ตั้งอยู่ แม้นานฉันใด… ชีวิตของคนเราทั้งหลาย จึงเปรียบดั่ง ‘รอยไม้’ ที่ขีดลงบนผิวน้ำ ฉันนั้น…”

คราวนี้ฉันไม่กล้าหันหลังกลับไปมองด้านหลัง เพราะฉันรู้ว่า อีกไม่นาน แสงสีทองกลมโตที่ฉันรักนักรักหนาตั้งแต่ฉันเด็ก…กำลังจะจากฉันไป…

“เด็กน้อยเอ๋ย…รู้หรือไม่ ที่โลกเราวุ่นวายทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าอย่างที่เธอเข้าใจ แต่มาจาก ‘หวงความสุข’ ไว้กับตัวเราคนเดียว…เหมือนที่เธอคิดว่า ดวงอาทิตย์เป็นของเธอแต่เพียงผู้เดียว หลายคนเมื่อพบความสุขแล้วไม่แบ่งปันความสุขให้ผู้อื่นบ้าง มองเห็นความทุกข์ของผู้อื่นเป็นเรื่องไร้ค่า เหมือนที่เธอเพิกเฉยต่อความทุกข์ของเพื่อนๆ เธอ ความทุกข์จึงยังคอยวนเวียนอยู่ในโลกใบนี้เสมอ จนอาจจะย้อนมาทำร้ายเธอเข้าในไม่ช้า” เสียงทุ้มๆ ที่ฉันและสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกใบนี้ล้วนต่างได้ยินกันมาเนิ่นนาน…กำลังสอนฉัน

ฉันได้แต่นั่งมอง ‘รอยขีดบนสายน้ำ’ ที่พลิ้วไหวไปมาตามลีลาการวาดของฉัน ไม่ว่าฉันจะพยายามลากเส้น…ช้า หรือเร็ว หนัก หรือเบา… รอยขีดบนสายน้ำก็กลับมารวมตัวกันได้ในพริบตา และเมื่อฉันละสายตามองไปรอบๆ ตัว กลับพบแต่ความสับสนอลหม่านของแผ่นดินถล่มและหินทลาย อุทกภัย จนไปถึงทอร์นาโด…มหันตภัยธรรมชาติ!

“เด็กน้อยเอ๋ย…สรรพสิ่งล้วนดำรงอยู่ด้วย ‘สัจจะ’ และ ‘หน้าที่’…เวลาเดินไปอย่างขยันขันแข็ง และซื่อตรงเสมอ ดังนั้นเธอจึงควรหวงแหนเวลา อย่าปล่อยให้เวลาเสียไปโดยการมานั่งเศร้าเสียใจแบบนี้”

เมื่อแสงอาทิตย์สาดจับม่านฝน ฉันจึงรีบรุดทอแสงสีรุ้งวงโค้งหลากสีสันสวยงามที่สุดเท่าที่ฉันจะสวยงามได้ โบยบินพาดผ่านท้องฟ้า อีกครั้ง …เพื่อ... ‘กล่าวอำลา’ กับดวงตะวัน และให้สัญญาว่า ฉันจะตั้งใจทำหน้าที่ของฉันให้ดีที่สุดตามที่ดวงตะวันดวงนี้พร่ำสอน วันหนึ่ง…ฉันจะกลับไปเป็น ‘ข้ารองพระบาท’ อีกครั้ง ฉันสัญญา

ก่อนจากกัน แสงทองอำไพยังบอกฉันและทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้อีกว่า

“ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์”

ทันใดนั้น! ฉันก็ได้ยินเสียงเพลง แว่วลอยลมจากท้องฟ้า…

แดด รอน ๆ เมื่อทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา…
ทอแสงเรืองอร่าม ช่าง งามตา
ในนภาสลับ จับ อัมพร…

ฉันอมยิ้มกับตัวเองพร้อมๆ กับเต้นรำอย่างมีความสุขกับม่านฝน สายลม และก้อนหินอีกครั้ง ท่ามกลางท่วงทำนองดนตรีที่บรรเลงมาจากฟากฟ้า ดุจเป็น ‘ของขวัญ’ ที่บอกให้ฉันรู้ว่า ความหมายของชีวิต…ที่แท้…เป็นอย่างไร

ด้วยรักและเคารพค่ะ

เด็กหญิงสายรุ้ง ^^

ป.ล. ตอนแรก หนูว่าจะลาออกค่ะ แต่มาเปลี่ยนใจทีหลัง จึงคิดว่าจะขยำจดหมายฉบับนี้ทิ้งเสีย แต่ ‘ดวงตะวัน’ บอกว่าให้หนูนำจดหมายฉบับนี้ออกมา เป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นเห็นว่า การที่เราละเลยการทำหน้าที่ด้วยการไร้สัจจะ จะส่งผลร้ายต่อตัวเราและโลกกลมๆ ใบนี้ที่เราอาศัยอยู่อย่างไรค่ะ หนูเลยต้องส่งจดหมายฉบับนี้ให้คุณปู่ก้อนเมฆอ่านค่ะ แหะๆๆๆ

แหม! ก็ว่าจะเป็นเด็กดีแข่งกับนางมณีเมขลาแล้วเชียว เฮ้อ!


ข้อมูลอ้างอิง:

  1. พระราชปรารภจากพระราชนิพนธ์ ‘พระมหาชนก’ และเพลงพระราชนิพนธ์ ‘ยามเย็น’ ในพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
  2. สระน้ำพุหน้าหอรัชมงคล ณ สวนหลวง ร. 9
25 เมษายน, 2561

สะสางสิ่งคาใจ ปลดเปลื้องภาระติดค้างเพื่อคนอยู่ข้างหลัง

เรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายเพื่อให้ตายสงบ คือการได้สะสางสิ่งค้างคาใจจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ในช่วงที่มีชีวิตร่วมหรือเกี่ยวข้องกับผู้อื่น อาจมีเรื่องกระทบกระทั่งทำให้ผิดใจกัน
19 เมษายน, 2561

เพื่อนฉันหายไปไหน?

เราหลายคนคงเคยผ่านช่วงเวลาความสูญเสียสัตว์ที่เราเลี้ยงมาก่อน ซึ่งแต่ละคนอาจจะยอมรับได้บ้างไม่ได้บ้าง หรือมีท่าทีในการรับมือแตกต่างกัน แต่บางครั้ง เราอาจจะหลงลืมไปว่าสมาชิกในบ้านตัวอื่นๆ
4 เมษายน, 2561

หลักการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้จากไปอย่างสงบทำอย่างไรได้บ้าง

ดีเจโจ้ (อัครพล ธนะวิทวิลาส) แม้ว่าร่างจะเหมือนกับตายแล้ว แต่คนที่ยังอยู่คือแฟนร้องไห้ บอกว่าอย่าเพิ่งไปนะ เขาจึงต้องทน จนกระทั่งแฟนบอกว่าไม่ต้องห่วงแล้ว เขาจึงจากไปด้วยดี เพราะสามารถปล่อยวางได้ ไม่ต้องห่วง