parallax background
 

ค่ำวันหนึ่ง

ผู้เขียน: หนทาง หมวด: ประสบการณ์ชีวิต


 

คุณเคยป่วยไหม และเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว คุณรับมือกับมันอย่างไร

ค่ำวันหนึ่ง อยู่ๆ การล้มป่วยก็เกิดขึ้นกับฉัน โดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ ฉันเพียงแต่ยืนคุยอยู่ข้างเตียงเพื่อนที่นอนป่วยอยู่ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ฉันยืนคุยได้เพียงแค่ครู่เดียว ครู่เดียวเท่านั้น อยู่ดีๆ ก็เกิดอาการคลื่นไส้และเวียนหัวนิดหน่อย หลังจากนั้นฉันก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย

“โอ๊ยเจ็บ” ฉันรู้สึกเหมือนมีใครมาดึงผมบนศีรษะ เมื่อฉันลืมตาขึ้น ก็มองเห็นพยาบาลอยู่รายรอบตัว มีเสียงถามว่า “เป็นอะไรไหม”, “รู้สึกตัวแล้วเหรอ” ฉันมึนงงอยู่พักหนึ่ง จึงรู้สึกตัวว่ากำลังอยู่ที่โรงพยาบาล ฉันจึงถามกลับไปว่า “เกิดอะไรขึ้น” พยาบาลบอกว่า อยู่ดีๆ คุณก็ล้มทั้งยืน แล้วก็ชักอยู่ประมาณ ๓๐ กว่าวินาที จากนั้นก็หมดสติไป

ฉันงงว่า อยู่ดีๆ ฉันล้มทั้งยืนและชักได้อย่างไร ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ พยาบาลก็เข็นเตียงมาและพยุงให้ลุกขึ้นไปนอนบนเตียง พร้อมทั้งวัดความดัน เจาะเลือดเพื่อเอาไปตรวจ

จากนั้นฉันถูกส่งตัวจากโรงพยาบาลประจำอำเภอ ไปสู่โรงพยาบาลประจำจังหวัด เพื่อสแกนสมองดูว่ามีเลือดคั่งในสมองไหม และรอดูว่ามีอาการอื่นๆ อีกไหม

ฉันยังคงรู้สึกมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ขณะถูกนำตัวมายังตึกผู้ป่วยอายุรกรรมหญิง โรงพยาบาลประจำจังหวัด แต่ไม่นานนัก ฉันก็ค่อยๆ กลับมาอยู่กับลมหายใจ อยู่กับความรู้สึกตัว อยู่กับการนอนที่มีเข็มสายน้ำเกลือปักอยู่ที่แขนข้างซ้าย

ฉันนอนอยู่บนเตียง มองไปรอบๆ ตัว เกือบทุกเตียงมีผู้ป่วย มีญาติพี่น้อง คนรัก คนในครอบครัวช่วยดูแล ประคับประคองผู้ป่วยที่อยู่บนเตียง แต่สำหรับฉันแล้ว อยู่ตัวคนเดียว เสื้อผ้าก็ยังคงเป็นชุดเดิม ไม่ได้เปลี่ยนเป็นชุดของโรงพยาบาล เพราะไม่มีแรงเดินไปเอาชุด และไม่รู้จะเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างไร เพราะมีสายน้ำเกลือระโยงระยางอยู่ ฉันนอนสับสนและคิดว่าจะทำอะไรอย่างไรต่อดี จากนั้นก็เผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า

ฉันลืมตาขึ้นมาในช่วงอรุณรุ่ง พร้อมกับเสียงต่างๆ ในโรงพยาบาล ฉันเริ่มรู้สึกดีขึ้นมาก แต่ยังคงรู้สึกอ่อนเพลียอยู่ แต่ก็บอกกับตัวเองว่า ถ้าไม่เป็นอะไรมาก จะขอออกจากโรงพยาบาล ฉันนอนรอเวลา รอคุณหมอมาตรวจ

ฉันนึกย้อนวันเวลากลับไป เมื่อสักสิบกว่าปีก่อน ครั้งที่ฉันต้องนอนโรงพยาบาลเป็นครั้งแรกในชีวิต เป็นโรงพยาบาลในเมืองกรุง ฉันมีแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหาย ที่พร้อมจะมาอยู่โยงเป็นเพื่อนที่โรงพยาบาล ทำให้ฉันเห็นถึงสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงดูแลกันในยามเจ็บป่วย

สายสัมพันธ์ที่เวลาปกติ ในบางครั้งจะตึง จะหย่อน จะรำคาญ จะพอใจ ไม่พอใจ จะรัก จะห่วง จะทะเลาะ หรือจะอะไรก็แล้วแต่ แต่เมื่อยามมีใครสักคนป่วยไข้ขึ้นมา สายสัมพันธ์นั้นก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือดูแลห่วงใยใส่ใจซึ่งกันและกัน โดยไม่ต้องบอกกล่าวอะไรกันมากมาย

ช่วงบ่ายของวันนั้นเอง ฉันได้ออกจากโรงพยาบาล โดยที่ทุกอย่างปกติจากคำบอกกล่าวของคุณหมอ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ฉันรู้ดีว่า ฉันควรจะต้องเริ่มดูแลทั้งร่างกายและจิตใจตัวเองให้มากกว่านี้ ต้องเตรียมหัวใจให้พร้อมอยู่เสมอกับความเจ็บป่วยที่จะเกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา

เมื่อกลับมาบ้าน ฉันเริ่มดูแลตัวเอง ด้วยการตื่นให้เช้าขึ้น เพื่อจะได้มีเวลาออกกำลังกายและออกกำลังใจ เริ่มด้วยการทำสมาธิ อยู่กับความรู้สึกตัว อยู่กับลมหายใจ จากนั้นจึงออกกำลังกายตอนเช้า เพื่อวันใดที่เราล้มป่วยลงอีกครา จะได้มีแต่กายที่ป่วย แต่ใจไม่ป่วยตาม

เราไม่รู้หรอกว่า ความเจ็บป่วยจะมาเยี่ยมเยือนเราเมื่อไร รูปแบบไหน และเราจะรับมือกับความป่วยไข้นั้นอย่างไร เฉกเช่นเดียวกับความตาย ที่เราก็ไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ว่าเราจะตายเมื่อไร ตายแบบไหน ตายอย่างไร ตายแล้วจะไปไหน เราทุกคนจึงต้องเตรียมพร้อมและเตรียมตัว เตรียมใจ อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก เพื่อพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเราจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม

7 มีนาคม, 2561

ชั่วขณะสุดท้ายของชีวิต: ภาวะร่างกายและการดูแล

การช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้จากไปอย่างสงบ นอกจากการให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยทางจิตใจแล้ว การมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะทางร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงขณะสุดท้ายมีความจำเป็นไม่แพ้กัน
19 เมษายน, 2561

จันทราภาวนา

แสงสีเหลืองทองทาทาบท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม งดงามฉ่ำเย็นจนสะกดให้หญิงสาวผู้หลงรักดวงจันทร์อย่างผู้เขียนมิสามารถก้าวเท้าเดินต่อไปได้ ต้องหยุดชื่นชมแสงจันทร์โดยหวังอยู่ลึกๆ ว่า ถ้าได้อาบแสงจันทร์บ่อยๆ จะกลายเป็นสาวสองพันปีเข้าสักวัน
16 กุมภาพันธ์, 2561

ความรักที่ไม่เคยหายไปไหน

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในค่ำคืนหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เป็นเบอร์ของน้องหนุ่ม (นามสมมติ) ย้อนกลับไปประมาณ ๒-๓ ปี น้องหนุ่มเคยนอนรอความตายจากโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ผู้เป็นแม่เฝ้าดูแลหน้าห้องไอซียูด้วยความหวัง