parallax background
 

สรุปสถานการณ์ Hospice Care ในประเทศไทย

ผู้เขียน: ศรินธร รัตน์เจริญขจร หมวด: ชุมชนกรุณา


 

ฮอสพิซ (Hospice) เป็นคำเรียกสถานที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยมีสถานที่ที่ให้บริการในความหมายแบบฮอสพิซหลากหลาย เช่น วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ให้การดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์มาเป็นเวลานาน อโรคยศาล วัดคำประมง จังหวัดสกลนคร เป็นสถานที่พักฟื้นและดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง นอกจากนี้ ยังมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อตั้งฮอสพิซในชื่อ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ และมหาวิทยาลัยมหิดล โดยโรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลรามาธิบดี กำลังดำเนินการจัดสร้างฮอสพิซแถบชานเมืองกรุงเทพ

ทว่าฮอสพิซและรูปแบบการดูแลในฮอสพิซ (Hospice care) ยังไม่ได้รับการนิยามอย่างชัดเจนในบริบทสังคมไทยมาก่อน ดังนั้นโครงการวิจัยเชิงสังเคราะห์เพื่อการพัฒนาระบบบริการเพื่อดูแลผู้ป่วยระยะท้าย(Hospice care) ในประเทศไทย จึงศึกษาสถานการณ์ Hospice care ด้วยการทบทวนงานวิจัยของต่างประเทศทั้งด้านพัฒนาการของการดูแลในฮอสพิซ องค์ประกอบและรูปแบบการจัดบริการรวมถึงทำการสำรวจองค์ประกอบและรูปแบบการจัดบริการเพื่อดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของโรงพยาบาลในประเทศไทย เพื่อนำไปพัฒนาการบริการและเป็นแนวทางในการจัดทำข้อเสนอเชิงพัฒนาสำหรับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองระยะท้าย รวมทั้งเป็นแนวทางในการพัฒนาข้อเสนอชุดสิทธิประโยชน์ด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองระยะท้ายโดยกองทุนสวัสดิการต่างๆ

การวิจัยนี้นิยาม Hospice care หมายถึง การให้การดูแลรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care) แก่ผู้ป่วยในระยะท้ายของชีวิต โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ในสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่มีการจัดไว้อย่างเหมาะสม ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานและสร้างเสริมคุณภาพชีวิตทางสุขภาพของผู้ป่วยและครอบครัว ครอบคลุมช่วงระยะท้ายของชีวิต (Terminal phase) รวมถึงในช่วงเวลาระยะแรกภายหลังการเสียชีวิตของผู้ป่วย (Bereavement phase) ส่วน Hospice นิยามว่าเป็น “สถานบริบาลเพื่อคุณภาพชีวิตระยะท้าย”

ทั้งนี้ในการนิยาม Hospice care ดังกล่าว ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ เนื่องจากเกิดความสับสนในการดูแลและให้บริการจากความทับซ้อนกันของเนื้องานและรูปแบบบริการในสถานพยาบาลที่มีมาแต่เดิม ทั้งการดูแลระยะยาว (Long-term care), การดูแลที่บ้าน (Home health care) และรวมถึงการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative care) โดยการนิยามมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์เพื่อการจัดการระบบบริการสุขภาพของประเทศเป็นสำคัญ มิได้ต้องการนิยามเพื่อใช้ทดแทนคำเรียกของการดูแลรักษาพยาบาลในรูปแบบอื่นๆ

งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาข้อมูลโดยการเยี่ยมสำรวจพื้นที่ 12 เขตบริการ การสนทนากับผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีประสบการณ์ตรงในการให้การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในระหว่างปี พ.ศ.2559–2560 รวมถึงการศึกษาเชิงลึกในสถานพยาบาลหลายแห่งที่มีการจัดการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย นอกจากนี้ยังทำการสำรวจข้อมูลและข้อคิดเห็นของโรงพยาบาล เกี่ยวกับการให้การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและผู้ป่วยระยะท้ายด้วยการทอดแบบสอบถามไปยังสถานพยาบาล 1,188 แห่ง ครอบคลุมสถานพยาบาลหลากหลายประเภท ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้รับแบบตอบกลับจากสถานพยาบาลรวม 600 แห่ง

ข้อมูลที่น่าสนใจ คือ พยาบาลมีบทบาทสำคัญโดดเด่นในการจัดการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในสถานพยาบาล ทั้งการริเริ่ม การจัดระบบดำเนินงาน การเพิ่มพูนความรู้ด้วยการเข้ารับการอบรมหลากหลายหลักสูตร ฯลฯ โรงพยาบาลส่วนใหญ่มีการจัดบริการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ซึ่งมีรูปแบบแตกต่างกัน เช่น จัดห้องเป็นสัดส่วนสำหรับผู้ป่วยระยะท้ายที่เป็นผู้ป่วยใน บริการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ป่วยนอก ให้การดูแลต่อเนื่องที่บ้านผู้ป่วย เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าโรงพยาบาลจะมีการจัดตั้งทีมสหวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย และยังเปิดโอกาสให้อาสาสมัครหรือจิตอาสามีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยด้วย ทั้งนี้กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับบริการการดูแลแบบประคับประคองส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยมะเร็ง

นอกจากนี้ ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าการจัดบริการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้ดูแลที่เป็นญาติ คนในครอบครัว หรือเพื่อนของผู้ป่วย เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกแผนการดูแลรักษาให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว โดยมุ่งเน้นคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และความสุขของผู้ใกล้ชิดของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางนโยบายของการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่พบว่าจะมุ่งเน้นการดูแลที่บ้าน หรือในชุมชนมากกว่าภายในโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลรูปแบบอื่น

ส่วนอุปสรรคในการจัดบริการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองที่งานวิจัยพบ ได้แก่ ผู้เกี่ยวข้องในภาคส่วนต่างๆ ทั้งแพทย์ พยาบาล บุคลากรวิชาชีพอื่น ผู้ดูแลผู้ป่วย และภาคสังคม ยังต้องการความรู้ความเข้าใจที่ตรงกันในการดูแลรักษาผู้ป่วยระยะท้าย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับทางเลือกในการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะแพทย์ที่มุ่งรักษาโรคให้หายและมักมองว่าการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองไม่ใช่การรักษา แต่เป็นการยุติการรักษา ดังนั้นเมื่อแพทย์เจ้าของไข้ไม่ส่งต่อเพื่อการดูแลแบบประคับประคองก็จะทำให้การเข้าถึงบริการมีข้อจำกัด

อุปสรรคประการต่อมาคือ โรงพยาบาลแต่ละประเภทพบข้อจำกัดต่างกัน เช่น โรงพยาบาลชุมชนยังขาดทางเลือกในการใช้ยาระงับความปวด หรือ รพ.สต.ยังพบจำนวนผู้ป่วยระยะท้ายที่ต้องดูแลไม่มากทำให้ทีมงานขาดความชำนาญและความมั่นใจในการให้บริการ รวมทั้งการขาดหลักฐานหรือเอกสารแสดงเจตจำนงการเลือกเสียชีวิตตามธรรมชาติในกรณีวิกฤติฉุกเฉินด้วย

ข้อจำกัดอื่นๆ ที่พบได้แก่ การขาดอุปกรณ์จำเป็นในการดูแลผู้ป่วย เช่น Syringe driver นอกจากนี้เป็นเรื่องระบบส่งต่อผู้ป่วยระยะท้ายที่ยังขาดระบบข้อมูลสนับสนุนระหว่างสถานพยาบาลหรือระหว่างพื้นที่ รวมถึงยังไม่มีความชัดเจนในการกำกับดูแลภาคเอกชนในการจัดบริการการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย

จากการอ่านงานวิจัยชิ้นนี้ มีข้อสังเกตว่า การดูแลสุขภาพผู้ป่วยระยะท้ายให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นงานท้าทายด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการแพทย์แผนปัจจุบันที่หัวใจสำคัญคือการรักษาผู้ป่วยให้ “หายจากโรค” แต่อาจยังไม่ได้ตระเตรียมความพร้อม ซักซ้อมความเข้าใจ และวินิจฉัยด้วยใจยอมรับให้ผู้ป่วย “หายจากโลก” ไปอย่างสงบ และเป็นสุข

ข้อสังเกตอีกประการคือ การกล่าวถึงการดูแลหลังการเสียชีวิตของผู้ป่วย (Bereavement phase) ซึ่งหมายรวมถึงการช่วยเหลือสนับสนุนในการจัดการศพ ทั้งเชิงพิธีกรรมและเชิงกฎหมาย รวมถึงการดูแลชีวิต จิตใจและความเป็นไปของผู้สูญเสีย โดยการกำหนดให้บุคลากรสุขภาพมีบทบาทในช่วงระยะเวลาแรก แต่ก็มีข้อพิจารณาถึงเป้าหมายในการดูแลที่แตกต่างกัน รวมถึงช่วงระยะเวลาในทางปฏิบัติที่ควรมีความชัดเจน

ข้อสังเกตสำคัญอีกข้อคือ งานวิจัยชี้ให้เห็นทิศทางการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่มุ่งเน้นการดูแลที่บ้านหรือในชุมชนมากกว่าในสถานพยาบาล จึงนับเป็นโอกาสสำคัญที่ชุมชนจะได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายร่วมกับบุคลากรสุขภาพ รวมถึงชุมชนจะมีบทบาทสำคัญในการดูแลภายหลังการสูญเสียได้ใกล้ชิดมากกว่า ฉะนั้น “ชุมชนกรุณา” จึงเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลคุณภาพชีวิตผู้ป่วยระยะท้ายได้ครอบคลุมทั้งมิติกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ

อ้างอิงข้อมูล;
จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ และคณะ (2561) โครงการวิจัยเชิงสังเคราะห์เพื่อการพัฒนาระบบบริการเพื่อดูแลผู้ป่วยระยะท้าย(Hospice care) ในประเทศไทย ส่วนที่ 1 สถานการณ์ Hospice care ในประเทศไทย. ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (TRC-HS) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนับสนุนโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ดาวน์โหลดเพื่ออ่านรายละเอียดงานวิจัยได้ที่ http://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/4924

17 มกราคม, 2561

คืนความสุขด้วยสองมือ

ด้วยงานที่รุมเร้าเข้ามาหลายทางในเวลาที่มีจำกัด บีบคั้นให้คุณนภนาท อนุพงศ์พัฒน์ ผู้จัดการหอจดหมายเหตุพิพิธภัณฑ์สุขภาพไทย เกิดความเครียด กังวล สมองตีบตัน ฟุ้งซ่านคิดวนเวียนถึงแต่งาน
18 เมษายน, 2561

การดูแลความโศกเศร้าหลังการสูญเสีย เมื่อเพื่อนสูญเสียคนที่เป็นที่รัก

ขณะเดียวกันอยากให้คุณตระหนักว่า ชีวิตของคุณก็ยังต้องก้าวเดินไปข้างหน้าเช่นกัน เมื่อหายเหนื่อยแล้ว ก็ต้องเดินหน้าต่อไป วันข้างหน้าอาจไม่เลวร้ายกว่าที่คุณคิดหรือรู้สึก
28 พฤศจิกายน, 2560

ชีวิตที่ต้องอยู่ตามลำพัง

สิ่งที่เรากลัวของคนในสังคมปัจจุบัน คือกลัวว่าจะต้องอยู่ตามลำพังมากกว่า เพราะห่วงว่า จะดูแลตนเองอย่างไรดี เจ็บป่วยจะทำอย่างไร ไม่มีรายได้มีแต่รายจ่าย ที่กลัวกว่านั้นลึกๆ คือความเหงา ไร้คุณค่า