parallax background
 

IRIS
ภาพฉายสังคมที่เป็นมิตร
ต่อผู้มีภาวะสมองเสื่อม

ผู้เขียน: G 1.95 หมวด: ชุมชนกรุณา


 

ปัจจุบันมีภาพยนตร์หลายเรื่องที่พูดถึงเรื่องราวของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ แต่ IRIS (2001) เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ที่ทำให้เรารู้จักกับโรคนี้ผ่านชีวประวัติของ ไอริส เมอดอช นักปรัชญาและนักเขียนนิยายหญิงที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงในประเทศอังกฤษ

แม้ว่าจะสร้างขึ้นเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน แต่ภาพยนตร์ทำให้เราเห็นแง่มุมหลายอย่างที่น่าสนใจและทันสมัยเกี่ยวกับโรคและการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ว่ามีความลำบากเพียงใด ยากจะรับมือได้โดยลำพังคนเดียว โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุที่ครอบครัวมีขนาดเล็กดังเช่นสังคมยุคใหม่ ต้องอาศัยความร่วมมือหรือความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง

ในปัจจุบัน ทั่วโลกเริ่มเห็นความจำเป็นของการสร้างกลไกช่วยเหลือกันในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตอาสาดูแลผู้ป่วย การสร้างกลุ่มผู้ดูแลด้วยกันเอง และแนวคิดเรื่องชุมชนกรุณาที่เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นก็ตาม

ปัจจุบันมีภาพยนตร์หลายเรื่องที่พูดถึงเรื่องราวของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ว่าจะเป็น Still Alice (2014) หรือภาพยนตร์ไทย เช่น พรจากฟ้า ตอน “Still On My Mind” (2016) แต่ IRIS (2001) เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ที่ทำให้เรารู้จักกับโรคนี้ผ่านชีวประวัติของ ไอริส เมอดอช นักปรัชญาและนักเขียนนิยายหญิงที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงในประเทศอังกฤษ ดังจะมีฉากที่เธอได้รับเชิญให้ไปพูดและสัมภาษณ์หลายครั้ง โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่องที่ไอริสในวัยชรากำลังกล่าวปาฐกถาเรื่องความสำคัญของการศึกษาในห้องโถงอันวิจิตรอลังการท่ามกลางผู้คนที่มองเธอด้วยสายตาชื่นชม ซึ่งอาจจะเป็นภาพสุดท้ายที่เราจะได้เห็นเธอยืนอยู่บนเวทีด้วยความสง่างาม มั่นอกมั่นใจแบบนั้น

ภาพยนตร์สร้างจากความทรงจำของจอห์น เบลีย์ สามีผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเธอมาอย่างยาวนาน โดยเล่าเหตุการณ์ปัจจุบันสลับกับอดีตไปตลอดทั้งเรื่อง เหมือนเป็นภาพความทรงจำที่ช่วยสะท้อนให้เราเข้าใจตัวละครในปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่จอห์นรู้จักกับไอริสเป็นครั้งแรก สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดทั้งคู่ก็คือความรักในภาษา การอ่าน การเขียน และปรัชญา ในวันที่ไอริสเพิ่งเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักเขียน เขาอยู่กับเธอมาจนถึงวันที่เธอไม่สามารถแม้แต่จะเขียนหรืออ่าน

ฉากที่เริ่มแสดงให้เห็นความเสื่อมถอยในตัวเธอคือฉากที่ไอริสในวัยชราย่าง 80 ปี กำลังนั่งเขียนนิยายเรื่องใหม่อยู่ แต่ไม่ค่อยคืบหน้าไปสักเท่าไหร่ จนเธอเริ่มไม่มั่นใจในตัวเองและบ่นกับจอห์นว่าความคิดของเธอกำลังตีบตัน และอีกครั้งเมื่อเธอพูดประโยคเดิมซ้ำติดๆ กันจนรู้สึกแปลกใจตัวเอง

สัญญาณแรกๆ ของอัลไซเมอร์นั้น เรามักจะแยกไม่ออกว่าคือความเสื่อมถอยไปตามวัยหรือเป็นโรคสมองเสื่อม จะแน่ใจก็ต่อเมื่อมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเจ็บป่วยบางอย่างที่ปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ที่ชัดเจนคือ เมื่อเธอกำลังเป็นแขกรับเชิญในรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งอยู่ แต่กลับสูญเสียความสามารถในการพูดไปชั่วขณะ และเริ่มพูดจาสับสนเมื่อกลับมาถึงบ้าน จนจอห์นเป็นกังวล ต้องเรียกหมอมาตรวจเธอที่บ้าน

หลังจากคุณหมอตรวจดูอาการของไอริสแล้ว เขาบอกจอห์นให้พาเธอไปสแกนสมองกับแนะนำสถานดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งให้ คำพูดของหมอบ่งบอกเป็นนัยๆ อาการป่วยของไอริสหนักหนาสาหัสไม่น้อย แต่ดูเหมือนไอริสกับจอห์นยังไม่พร้อมที่จะยอมรับความจริง อันเป็นสภาวะที่พบได้ทั่วไปในผู้ป่วยหนักและคนใกล้ชิดที่มักจะพยายามต่อรองกับหมอและตัวเองว่าพวกเขาไม่ได้ป่วยหรือป่วยหนักอย่างที่วินิจฉัย จอห์นพยายามหาเหตุผลมาแก้ต่างให้กับตัวเอง โดยบอกกับหมอว่าไอริสทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานเขียนหรืองานดูแลบ้านได้ดีมาตลอด ในขณะที่ไอริสบอกว่าการลืมชื่อคนเป็นเรื่องปกติเพราะในหัวของเธอมีความคิดเยอะแยะเต็มไปหมด

แม้ปากจะไม่ยอมรับ แต่ในใจของทั้งคู่คงจะรู้ดีอยู่แล้วว่าไอริสกำลังป่วย แม้ว่าเธอจะพยายามเขียนนิยายต่อจนจบในที่สุด และจอห์นพยายามให้กำลังใจเธอเขียนเล่มต่อไป แต่ดูเหมือนไอริสจะรู้ตัวแล้วว่าสติปัญญาความสามารถของเธอกำลังเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ เธอบอกว่ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแล่นเรือไปสู่ความมืด

ในที่สุด เธอยอมไปตรวจสแกนสมองและทดสอบด้วยการบอกชื่อภาพและตัวอักษรต่างๆ สลับกันไป เธอตอบส่วนที่เป็นภาพได้บ้าง แต่ส่วนที่เป็นตัวอักษร เธอตอบไม่ได้เลย โดยเฉพาะคำที่คนปกติไม่น่าจะผิด เช่น คำว่า dog ที่เธอตอบว่า god ทำเอาทุกคนในห้องนิ่งเงียบกันไปหมด แสดงว่าเธอสูญเสียความสามารถทางภาษาไปมากแล้ว เมื่อดูภาพสแกนจะเห็นว่าสมองของเธอกับกะโหลกศีรษะมีช่องว่างอยู่มากมาย เป็นหลักฐานที่ยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนว่าไอริสเป็นโรคสมองเสื่อม

อาการของเธอย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และคงสร้างความลำบากให้กับจอห์นมาก เพราะการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์เป็นงานที่หนักเกินกว่าคนเพียงคนเดียวจะทำได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน อย่าว่าแต่จอห์นที่เป็นผู้สูงอายุเลย ยิ่งทั้งคู่ไม่มีลูกและไม่ยอมหาคนมาช่วยดูแล จอห์นจึงต้องแบกรับทุกสิ่งทุกอย่างตามลำพัง จนกลายเป็นความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัวและระเบิดออกมาในฉากที่บุรุษไปรษณีย์มาส่งพัสดุ ไอริสไปเปิดประตู ภาพบุคคลตรงหน้าทำให้ไอริสรู้สึกงุนงง ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมาทำอะไร เธอเรียกจอห์นให้มาช่วยคุยด้วย เมื่อจอห์นบอกว่าเป็นบุรุษไปรษณีย์ ไอริสก็เอาแต่พูดถึงบุรุษไปรษณีย์ซ้ำๆ แม้ว่าเขาจะกลับไปแล้ว ดูเหมือนเธอจะตื่นกลัวจนเดินตามติดจอห์นไปทั่วแม้กระทั่งตอนที่กำลังจะล้างจาน ทำให้เขาโมโหและตวาดใส่ว่าเธอทำให้เขาทำงานไม่ได้

นั่นคืออาการเริ่มเสียศูนย์ของผู้ดูแลที่จำเป็นต้องได้รับการเยียวยาเช่นกัน ซึ่งจะมีอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา แต่เรื่องที่น่าแปลกใจคือ เวลาจอห์นโกรธ ไอริสกลับเป็นฝ่ายที่ทำให้จอห์นสงบลงได้ด้วยการกล่าวขอโทษ กลายเป็นว่าในขณะที่ผู้ดูแลช่วยดูแลผู้ป่วย บางทีผู้ป่วยก็อาจจะช่วยเยียวยาผู้ดูแลกลับไปด้วยเช่นกัน

แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่จอห์นยังไม่ยอมแพ้ เขาพยายามจะพาไอริสไปทำกิจกรรมต่างๆ ที่เธอมีความสุข เช่น การว่ายน้ำในแม่น้ำซึ่งทั้งคู่ชอบทำมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาว หรือพาไอริสไปเยี่ยมเจเนตเพื่อนรักของเธอที่บ้านพักชายทะเล ซึ่งไอริสเคยมานั่งเขียนนิยายและมีความทรงจำดีๆ กับที่นั่น โดยหวังว่าจะช่วยให้อาการของไอริสดีขึ้น เราไม่รู้ว่าจอห์นได้รับคำแนะนำดังกล่าวจากหมอหรือไม่ แต่ต้องชื่นชมสิ่งที่เขาทำ เพราะจากความรู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ในปัจจุบัน การดูแลอย่างหนึ่งคือให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมที่พวกเขาชอบและมีความสุข ซึ่งพบว่าจะช่วยชะลออาการป่วยลงได้

เราไม่แน่ใจว่าไอริสจำเพื่อนรักของเธอได้หรือไม่ แต่ไอริสสัมผัสได้ถึงความรักความเมตตาที่เจเนตมีต่อเธอ เมื่อเจเนตช่วยอาบน้ำเช็ดตัวให้เธอ ไอริสมีความสุขมาก ก่อนจะออกจากห้องน้ำเธอมองหน้าของเจเนตแล้วบอกว่าฉันกำลังเห็นนางฟ้าอยู่

จอห์นพาไอริสกลับมาบ้าน สภาพของบ้านดูรกรุงรัง มีกองกระดาษกระจายบนอยู่เต็มพื้น บ่งบอกว่าขาดการดูแลมานาน นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะลำพังแค่การดูแลไอริส จอห์นก็คงไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้ว แถมอาการของไอริสดูเหมือนหนักขึ้นไปอีก เพราะเริ่มหูแว่ว เดินตามหาคนไปทั่วในยามหลับยามนอนเพราะคิดว่ามีคนอื่นอยู่ในบ้าน ทำให้จอห์นต้องตื่นลงมาเฝ้าดูด้วยท่าทางอ่อนล้าเต็มที

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่จอห์นกำลังมีสมาธิกับการพิมพ์งานของตัวเองอยู่ ไอริสที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องข้างๆ ได้เดินออกจากบ้านไปเองอย่างเงียบๆ โดยที่จอห์นมองไม่เห็น กว่าจะรู้ตัวก็ไม่เห็นเธอในบ้านแล้ว เขาขับรถออกไปตามหาทุกที่ แต่ไม่พบ เลยต้องไปแจ้งตำรวจแล้วกลับมารอที่บ้าน สักพักหนึ่ง มีชายแก่คนหนึ่งเดินประคองเธอมาส่ง เขาคือมอริส ชาร์ลตัน อดีตคู่ปรับด้านความรักของจอห์นที่ไปพบไอริสกำลังเดินหลงอยู่ในห้างสรรพสินค้า แม้ว่าเขาจะได้ไอริสคืนกลับมา แต่ปมในใจที่เขาเคยแอบเห็นมอริสนอนกับไอริสกลับผุดขึ้นมารบกวนใจเขาอีกครั้งหนึ่ง จนสะกดความอัดอั้นตันใจเอาไว้ไม่ได้ ต้องตะคอกใส่ไอริสที่กำลังนอนหลับอยู่ข้างๆ ว่าเธอกำลังคิดถึงใคร ก่อนจะระเบิดคำพูดออกมาอย่างต่อเนื่องว่าเขาไม่รู้จักเธออีกแล้ว และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ไอริสปลอบจนจอห์นสงบลง

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้จอห์นยอมรับความช่วยเหลือ เกิดหลังจากเขาพาไอริสไปงานศพของเจเนต ระหว่างขับรถกลับบ้าน ไอริสเกิดตื่นตระหนกและเปิดประตูรถจนตัวหล่นออกไปลงเนินข้างทาง จอห์นวิ่งตามหาจนกลิ้งตกข้างทางไปชนไอริสที่นอนอยู่ แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะด้วยกัน ก่อนที่ไอริสจะมองหน้าจอห์นแล้วพูดว่าฉันรักคุณ คำพูดดังกล่าวเหมือนความทรงจำสุดท้ายของไอริสที่ช่วยเยียวยาความทุกข์ยากต่างๆ ของจอห์นจากการดูแลเธอ และปลดปล่อยเขาให้ทำใจยอมรับความจริงไปพร้อมๆ กัน ว่าเขาและเธอต้องการความช่วยเหลือ

จอห์นยอมให้ไอริสไปอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ Vale House ซึ่งมีพยาบาลคอยดูแลตลอดวัน และเปิดโอกาสให้ญาติเข้าไปเยี่ยมได้ตลอดเวลา ซึ่งดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมอังกฤษที่ส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวเดี่ยวเหมือนกับจอห์นและไอริส

ไอริสอยู่ในโลกของเธอเองอย่างสมบูรณ์และตายจากไปอย่างสงบในเวลาต่อมาโดยมีจอห์นอยู่เคียงข้าง เหมือนภาพใบไม้หลุดจากต้นปลิวสู่แม่น้ำอันงดงามในตอนปิดเรื่อง

ภาพยนตร์เรื่อง IRIS แม้ว่าจะสร้างขึ้นเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน แต่ทำให้เราเห็นแง่มุมหลายอย่างที่น่าสนใจและทันสมัยเกี่ยวกับโรคและการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ว่ามีความลำบากแสนสาหัสเพียงใด ยากจะรับมือได้โดยลำพังคนเดียว ต้องอาศัยความร่วมมือหรือช่วยเหลือจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุที่มีครอบครัวขนาดเล็กดังเช่นสังคมยุคปัจจุบัน ในภาพยนตร์อาจจะเสนอทางเลือกในการดูแลที่ชัดเจนเพียงอย่างเดียวคือ การพาผู้ป่วยไปอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งอาจจะเหมาะสมกับบริบทของสังคมอังกฤษเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แต่ในปัจจุบัน ทั่วโลกเริ่มเห็นความจำเป็นของการสร้างกลไกช่วยเหลือกันในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตอาสาดูแลผู้ป่วย การสร้างกลุ่มผู้ดูแลด้วยกันเอง และแนวคิดเรื่องชุมชนกรุณาที่เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นก็ตาม

บุคคลสำคัญ: ไอริส เมอดอช, จอห์น เบลีย์

เครดิตภาพ
1. ไอริสกับจอห์นตัวจริง https://www.telegraph.co.uk/culture/books/11362805/The-secrets-of-Iris-Murdoch-and-John-Bayleys-unconventional-marriage.html
2. ไอริสกับจอห์นในภาพยนตร์ http://cassavafilms.com/reviews/iris

16 กุมภาพันธ์, 2561

ความรักที่ไม่เคยหายไปไหน

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในค่ำคืนหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เป็นเบอร์ของน้องหนุ่ม (นามสมมติ) ย้อนกลับไปประมาณ ๒-๓ ปี น้องหนุ่มเคยนอนรอความตายจากโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ผู้เป็นแม่เฝ้าดูแลหน้าห้องไอซียูด้วยความหวัง
16 พฤษภาคม, 2561

รับฟังอย่างลึกซึ้ง: ประตูสู่หัวใจ ช่วยคลายทุกข์และเยียวยา

ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมท่านหนึ่งซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเคยเล่าให้ฟังว่า ระหว่างที่เธอป่วยอยู่ มีอาสาสมัครคนหนึ่งมาเยี่ยมให้กำลังใจเธอที่บ้านเกือบทุกวัน แต่เผอิญอาสาสมัครท่านนั้นก็ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าด้วยเช่นกัน
18 เมษายน, 2561

ท่ามกลางเทคโนโลยียังมีหัวใจ

อานนท์ เป็นเด็กพิเศษ ดาวน์ ซินโดรม ถูกพ่อ แม่ ทิ้งไว้ให้ยายเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก แม้จะอายุสามสิบกว่าปีแล้ว แต่ยายกลับต้องดูแลอานนท์อย่างใกล้ชิด