Hospis Malaysia

ผู้เขียน: โรจนศักดิ์ ทองคำเจริญ (นพ.) หมวด: อาทิตย์อัสดง


 

          บทความนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์การไปดูงานที่ Hospis Malaysia ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๓ เป็นเวลา ๑ เดือน เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตสาขาสุขอนามัย (พาลลิเอทีฟแคร์) ซึ่งจัดอบรมที่ประเทศสิงคโปร์ โดยความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยฟลินเดอร์ ประเทศออสเตรเลีย และ เครือข่ายฮอสพิซพาลลิเอทีฟแคร์ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (APHN: Asia Pacific Hospice Palliative Care Network) เหตุผลที่ผู้เขียนสนใจเลือกดูงานที่ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มอาเซียนและมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ไม่ห่างจากประเทศไทยมากนัก และจะเห็นได้ว่าพัฒนาระบบการดูแลแบบประคับประคองไปได้ไกลเพียงใด ซึ่งจะเป็นผลดีในการเปรียบเทียบระบบการดูแลผู้ป่วยบนความขาดแคลน และสามารถที่จะมีโอกาสปรับใช้ได้มากกว่าการดูงานในประเทศที่มีความพร้อมทุกด้าน

ลักษณะทั่วไป

          Hospis Malaysia ตั้งอยู่ในกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔ เงินรายได้ทั้งหมดในการดำเนินการมาจากการรับบริจาคและจากการจัดอบรมทางวิชาการ โดยมิได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลแต่ประการใด Hospis Malaysia เป็นองค์กรที่ดูแลผู้ป่วยและครอบครัวที่ประสบกับโรคระยะสุดท้าย เป็นหน่วยงานเดียวในกัวลาลัมเปอร์ที่มีระบบดูแลผู้ป่วยที่บ้านแบบประคับประคอง (palliative home care) นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมให้ผู้ป่วยมาพบปะสังสรรค์กัน (hospice day care) และมีระบบอาสาสมัครดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง มีบุคลากรทางการแพทย์ ประกอบด้วยแพทย์เฉพาะทางด้านพาลลิเอทีฟแคร์ ๔ คน พยาบาล ๗ คน, เภสัชกร ๑ คน และ นักกายภาพบำบัด ๑ คน ตลอดจนยังมีบุคลากรฝ่ายสนับสนุน ทั้งผู้จัดการ งานธุรการ งานการเงิน รวมถึงศูนย์รวมเครื่องมือการแพทย์เพื่อให้ผู้ป่วยยืม เช่น เตียง ที่นอนลม เครื่องผลิตออกซิเจน เป็นต้น

ระบบการทำงาน

          Hospis Malaysia มีการเยี่ยมบ้าน ๗๐๐ กว่าครั้งต่อเดือน และมีผู้ป่วยมากกว่าหนึ่งพันรายต่อปี ผู้ป่วยทุกรายที่เข้าสู่การดูแลของที่นี่ต้องมีที่พักอาศัยในกัวลาลัมเปอร์ และได้รับการส่งตัวจากโรงพยาบาล พร้อมสรุปประวัติการรักษา โดยประวัติจะถูกส่งมาจากโรงพยาบาลด้วยแฟกซ์ เมื่อรับผู้ป่วยจากการจ่ายเคสให้พยาบาลเจ้าของพื้นที่ (พยาบาลจะแบ่งเขตการดูแลเป็นโซน)

          การดูแลอาการทุกข์ทรมานต่างๆ มียาที่บำบัดอาการอย่างครบถ้วน มีการพิจารณาว่ารายใดต้องการอุปกรณ์ ก็สามารถจะมีให้ผู้ป่วยยืมได้โดยถือหลักความจำเป็น โดยทุกบริการไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และในกรณีที่มีความจำเป็นต้องรักษาเพิ่มเติมที่โรงพยาบาล เช่น การเจาะระบายน้ำในปอด อาจต้องมีการประสานส่งตัวผู้ป่วยโดยการเขียนจดหมายหรือโทรศัพท์ติดต่อแพทย์โดยตรง

คณะทำงาน

          การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของ Hospis Malaysia จะทำงานเป็นทีมแบบสหสาขาวิชาชีพที่ทุกฝ่ายมีความสำคัญและประสานงานกันตลอดเวลา

พยาบาล

          พยาบาลทำหน้าที่เป็นเจ้าของไข้และติดตามผู้ป่วยทั้งการประเมินอาการ ติดตามผลการรักษาและทำหัตถการที่จำเป็น เช่น ทำแผล ฉีดยา โดยพยาบาลแต่ละคนมีคนไข้ในความรับผิดชอบประมาณ ๒๐-๓๐ คน การพบผู้ป่วยครั้งแรก พยาบาลจะพูดคุยถึงแนะนำตัวระบบการดูแลผู้ป่วยกับญาติและคนไข้ เรื่องไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย มีอุปกรณ์อะไรบ้าง และขอคำอนุญาตจากผู้ป่วยว่ายินดีจะรับการดูแลจากทีมไหม หลังจากลงชื่อในใบยินยอมให้การดูแลแล้ว พยาบาลจะเริ่มประเมินอาการอย่างละเอียด ตรวจร่างกาย (พยาบาลได้รับการฝึกเป็นอย่างดีและมีความสามารถมาก) เมื่อประเมินเรียบร้อยจะโทรศัพท์ปรึกษาแพทย์และให้การดูแลรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาลจะให้หมายเลขโทรศัพท์ในกรณีฉุกเฉิน สามารถโทรติดต่อเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวได้ เพราะจะมีพยาบาลผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันให้คำปรึกษา และหากมีความจำเป็น พยาบาลอาจไปเยี่ยมบ้านในกรณีฉุกเฉินได้ทันท่วงที

          พยาบาลทุกคนจะใช้รถส่วนตัวและเดินทางไปคนเดียวเพื่อดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ของตัวเอง ค่าน้ำมันจะสามารถเบิกได้ทั้งหมดจากองค์กร ทำให้พยาบาลแต่ละคนจะเยี่ยมผู้ป่วยได้ ๖-๘ รายต่อวัน

          จะเห็นได้ว่า พยาบาลมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการดูแลผู้ป่วยและระบบงานของ Hospis Malaysia เป็นอย่างยิ่ง พยาบาลที่นี่มีความรู้และประสบการณ์มาก บางคนตัดสินใจได้แม่นยำพอๆ กับแพทย์เลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก Hospis Malaysia ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ ทั้งการสนับสนุนให้ทุนพยาบาลศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยเฉพาะหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตสาขาสุขอนามัย (พาลลิเอทีฟแคร์) ซึ่งจัดอบรมที่ประเทศสิงคโปร์ โดยปีนี้มีพยาบาลรุ่นเดียวกับผู้เขียนบทความได้ทุนศึกษาต่อถึงสองคน

แพทย์

          แพทย์มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาของทีม และจะไปเยี่ยมบ้านในกรณีของผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินจากพยาบาลแล้ว โดยแพทย์จะรับโทรศัพท์ ตัดสินใจในการรักษา และเยี่ยมบ้านผู้ป่วยที่จำเป็น รับสอนพยาบาล และนักศึกษาแพทย์ รวมถึงการทำวิจัยในงานพาลลิเอทีฟแคร์ด้วย

เภสัชกร

          เป็นผู้ที่มีความรู้อย่างยิ่งทางยา โดยสามารถอธิบายกลไกทางยาละเอียดมาก เป็นที่ปรึกษาให้ทั้งแพทย์ พยาบาลในเรื่องขนาดยา การเตรียมยา รวมถึงบริหารจัดการสต๊อคยาและอุปกรณ์การแพทย์ อีกทั้งผลิตมอร์ฟีนน้ำออกฤทธิ์เร็ว ตรวจสอบคุณภาพยาที่ได้รับบริจาคมาว่าอยู่ในสภาพใช้งานได้หรือไม่

นักกายภาพบำบัด

          นักกายภาพบำบัดมีส่วนสำคัญอย่างมากในเรื่องการเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย เพราะการที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ได้อย่างปกติที่สุด นักกายภาพบำบัดสามารถแนะนำวิธีที่จะทำให้ผู้ป่วยสามารถพึ่งตัวเองได้มากที่สุด เวลาที่ไปที่บ้านผู้ป่วยในรายที่พยาบาลดูว่าคุมอาการได้ดีแล้ว และต้องการคำแนะนำจากนักกายภาพบำบัด

มีนักกายภาพบำบัดคนหนึ่งที่ฮอสพิซมาเลเซีย ชื่อเรย์มอนด์ เป็นคนน่ารักมาก เขาไม่ใช่คนสอนให้คนไข้ยกแขนยกขาเพื่อให้แข็งแรงขึ้น แต่สิ่งที่เขาทำคือไปนั่งคุยกับคนไข้ ถามคนไข้ว่าชีวิตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เคยฝันอะไร คนไข้ส่วนใหญ่จะบอกว่า พอไม่สบายถึงจุดหนึ่งฝันจะหายไป เรย์มอนด์จะถามต่อว่าแล้วในเวลาที่เหลืออยู่ เขาอยากจะทำอะไรให้เป็นจริงบ้าง มีคนไข้คนหนึ่งบอกว่าสมัยเป็นแม่บ้านเธอต้องไปช็อปปิ้งในตลาดนัด อยากจะไปตลาดนัดด้วยสภาพร่างกายอ่อนแรงครึ่งตัว เรย์มอนด์บอกว่าคุณทำได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องร่วมมือกับเขา เขามีอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถไปในที่ที่ต้องการไปได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ จะร่วมมือไหม เมื่อผู้ป่วยยินยอม ไม่นานจะมีอุปกรณ์ที่เหมาะกับคนไข้มาให้ เรย์มอนด์จะสอนคนไข้ ให้กำลังใจญาติ พอเขามาครั้งแรกคนไข้สามารถย้ายจากเตียงไปนั่งที่โต๊ะอาหารได้ ญาติคนไข้ทึ่งมาก เรย์มอนด์บอกว่าอีกสองวัน เราจะเริ่มไปหน้าระเบียง อีกหนึ่งอาทิตย์คุณจะได้ไปช็อปปิ้งที่ตลาด แต่เขาคุยกับหมอด้วยว่า หมอต้องปรับยาแก้ปวดให้ผม เพื่อให้คนไข้ได้ทำสิ่งดีๆ ที่คนไข้ต้องการ เป็นการดูแลที่เป็นไปได้ในเมืองไทยเหมือนกัน เพราะมาเลเซียทำได้

อาสาสมัคร

          อาสาสมัครที่นี่มีทั้งผู้สูงอายุและวัยทำงาน มารวมกลุ่มกันจัดกิจกรรมให้ผู้ป่วยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง โดยแต่ละคนจะแบ่งหน้าที่กันว่าใครจะเตรียมอาหาร ใครจะไปรับผู้ป่วยที่มาเองลำบาก ใครจะนำกิจกรรม บางคนมีความสามารถพิเศษด้านการนวดฝ่าเท้าให้ผู้ป่วย เป็นต้น

กิจกรรมประจำวัน

          ในช่วงเช้ากิจกรรมประจำวันคือ จะมีพยาบาลเจ้าของไข้ นำเสนอเคสที่ตัวเองดูแลมานำเสนอ โดยจะมีแพทย์ นักกายภาพบำบัด และ เภสัชกร การวางแผนการดูแลแต่ละรายร่วมกัน ในกรณีที่ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาล จะมีพยาบาลสองคนที่จะเดินทางไปเยี่ยมที่หอผู้ป่วยและนำมาแจ้งรายละเอียดการดูแลที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล แสดงให้เห็นถึงการวางระบบที่มีการดูแลต่อเนื่องบนพื้นฐานของทีมสหสาขาวิชาชีพ มีนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาลมาร่วมกิจกรรมทุกเช้าและร่วมออกเยี่ยมบ้านกับแพทย์และพยาบาล และมีกิจกรรมการเรียนการสอน หลังจากการประชุม พยาบาลก็จะแยกย้ายกันไปเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้านตลอดทั้งวัน

          ในแต่ละปีจะมีกิจกรรมวิชาการที่ Hopis Malaysia จัดขึ้นเพื่อบุคลากรทั้งภายใน และจัดเพื่อบุคลากรต่างสถาบัน (ในมาเลเซีย) เข้ามาศึกษาเรียนรู้กัน วิทยากรอาจมาจากต่างประเทศ โดยพยาบาลและแพทย์ใน Hospis Malaysia เองก็ต้องฝึกที่จะบรรยายรวมถึงจัดทำเวิร์คชอปด้วย

บทเรียนจากมาเลเซียเพื่อใช้ในบริบทไทย

          ในเมืองไทยการเกิดของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายยังมีฐานอยู่ในโรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นการยากที่จะดูแลผู้ป่วยและครอบครัวได้เป็นอย่างดี การเตรียมความพร้อมบุคคลากรดูแลผู้ป่วยที่บ้านโดยเฉพาะระบบบริการปฐมภูมิ จะมีส่วนช่วยให้การดูแลเป็นไปได้ดีขึ้น

          อีกประเด็นที่เห็นได้ชัดคือ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนต่อการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีความจำเป็นทั้งทางด้านการระดมทุนและ การดูแลกันในชุมชน ประเด็นสุดท้ายคือ การจัดตั้งฮอสพิซในเมืองไทยคงจะมีความจำเป็นในอนาคตอย่างแน่นอน และรูปแบบที่เป็นไปได้โดยใช้งบประมาณต่ำกว่าก็คือการดูแลแบบ Hospis Malaysia คงจะเป็นโจทย์สำคัญของผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขว่าจะมีแนวคิดจริงจังกับเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด


          ฮอสพิซ มาเลเซีย เป็นองค์กรสาธารณกุศล ที่ให้บริการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างมืออาชีพ กับผู้ป่วยป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หาย และอาศัยอยู่ในเขตหุบเขากลัง (Klang Valley) กินอาณาเขตในกรุงกัวลาลัมเปอร์และปริมณฑล การดูแลของ ฮอสพิซ มาเลเซีย ไม่ได้ถูกจำกัดด้วย อายุ เพศ วัฒนธรรม ศาสนา และกลุ่มทางสังคมใด และยังเป็นการให้บริการโดยไม่คิดมูลค่า

          ฮอสพิซ มาเลเซีย ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรทางการเมือง ศาสนา หน่วยงานรัฐบาล หรือองค์กรเอกชน หากได้รับทุนก้อนหลักจากการสนับสนุนสาธารณชนและบริษัทห้างร้านต่าง ๆ นอกจากการรับบริจาคแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมเพื่อหาทุนโดยฮอสพิซเอง ทุนที่ได้รับมาจะมีทีมงานอาสาสมัครจากสมาชิกสภาขององค์กร เข้ามาทำการบริหารจัดการ ในฐานะตัวแทนของกองทุน ในส่วนของเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานเต็มเวลา ที่มีผู้นำคือ หัวหน้าคณะบริหาร/ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ จะทำหน้าที่ดูแลการปฏิบัติงานอื่นๆ ของฮอสพิซ

          ในหลายปีที่ผ่านมา ฮอสพิซ มาเลเซีย ได้พยายามสร้างหน่วยงานของตนเอง ให้เป็นผู้สนับสนุนการดูแลแบบประคับคองอย่างมืออาชีพในประเทศมาเลเซีย โดยได้รับการยอมรับจากในระดับนานาชาติ และยังทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซีย รวมถึงมหาวิทยาลัยและคลินิกอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะความร่วมมือจากเครือข่ายการดูแลแบบประคับคองในระดับนานาชาติ ซึ่งให้ความช่วยเหลือในด้านศูนย์ฝึกและศูนย์เรียนรู้การดูแลแบบประคับประคองในประเทศ เช่น ศูนย์การดูแลแบบประคับประคองนานาชาติแห่งออกซฟอร์ด (The Oxford International Centre for Palliative Care : OICPC) ได้รับการแต่งตั้งจากองค์การอนามัยโลก ให้เป็นศูนย์ความร่วมมือสำหรับการดูแลแบบประคับประคอง และเครือข่ายฮอสพิซพาลลิเอทีฟแคร์ภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (The Asia Pacific Hospice Palliative Care Network : APHN) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมประสานสมาชิกที่สนใจการพัฒนาฮอสพิซและการดูแลแบบประคับประคองในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก


*นายแพทย์โรจนศักดิ์ ทองคำเจริญ
หมอครอบครัวแห่งโรงพยาบาลแม่สอด จังหวัดตาก ผู้สนใจศึกษาและริเริ่มระบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างต่อเนื่องที่บ้านในเขตอำเภอแม่สอดมานานหลายปี

ที่มา: จดหมายข่าวอาทิตย์อัสดง ปีที่ 3 ฉบับที่ 8 ประจำเดือน เมษายน – มิถุนายน 2554

25 เมษายน, 2561

อานิสงส์ของการเตรียมตัวตาย

บ้านมีอาชีพขายโลงศพ เวลาขายโลง ลูกค้ามักจะขอให้ทำพิธีบรรจุศพใส่โลงด้วย ตอนเด็กๆ จะตามพ่อไปบ่อยมากทั้งที่บ้านและโรงพยาบาล เพราะคนจีนมีประเพณีว่าพอมีคนใกล้ตาย จะไปจองโลงศพและเตรียมตัวเสื้อผ้าแต่งให้ศพไว้
17 เมษายน, 2561

เตรียมพร้อมทั้งสองมือ

มือข้างหนึ่งของเด็กน้อยหยิบปากกาเมจิกสีเหลือง อีกมือหนึ่งหยิบทีละด้ามที่กองอยู่ตรงหน้า ส่งมาให้เราถือไว้ ถ้าพูดได้คงบอกว่าช่วยถือไว้ก่อน
22 เมษายน, 2561

มนต์ขลังอิติปิโส

ชาวพุทธคงจะคุ้นเคยกับบทสวดดังกล่าวดี เพราะได้ยินพระสงฆ์สวดบ่อยๆ ไม่ว่าจะในงานบุญวันเกิด ทำบุญบ้านใหม่ ไปจนถึงงานศพ สมัยเป็นนักเรียนหลายคนคงได้ยินบ่อยมาก