7-0
 

Hospice - Palliative Care
มิติใหม่เชื่อมสาธารณสุขไทยไร้รอยต่อ

ผู้เขียน: กองสาราณียกร หมวด: ในชีวิตและความตาย


 

นับว่าคุ้มค่ากับการต้องฝ่ารถติดข้ามเมืองเพื่อไปร่วมงานประชุมวิชาการเรื่อง “Hospice - Palliative Care : มิติใหม่เชื่อมสาธารณสุขไทยไร้รอยต่อ” ณ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ซึ่งกรมการแพทย์ สช. และสมาคมวิชาชีพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาการพยาบาล สมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย เป็นต้น ร่วมกันจัดขึ้นในวันที่ ๒๔-๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

การประชุมเป็นเรื่องสืบเนื่องจากการประกาศนโยบายพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในโรงพยาบาลรัฐเมื่อปีก่อน (อ่านเรื่อง “นโยบายตายดี” ได้ในอาทิตย์อัสดง ฉบับที่ ๒๔) เพื่อให้ฝ่ายผู้ปฏิบัติงานและฝ่ายนโยบายได้มาร่วมแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจกัน สร้างเครือข่าย และนำเสนอผลศึกษาหรือตัวอย่างความสำเร็จในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายตามจุดต่างๆ

ช่วงเช้าของวันแรก อธิบดีกรมการแพทย์ นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา กับรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พญ.ประนอม คำเที่ยง กล่าวถึงทิศทางและนโยบายเรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในอนาคต เป็นเรื่องดีที่ได้ยินรองปลัดฯ กล่าวว่า ปัจจุบันฝ่ายนโยบายเริ่มสื่อสารกับฝ่ายปฏิบัติมากกว่าที่ผ่านมา ทำให้มีความเข้าใจสถานการณ์เรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองมากขึ้น มีการกล่าวถึงการแก้ไขกฎหมายเรื่องการเข้าถึงยาแก้ปวดอย่างเช่น มอร์ฟีน ซึ่งจำเป็นต่อการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายมาก แต่ติดขัดเรื่องเป็นยาเสพติดตามกฎหมายอยู่ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ แม้ว่ารองปลัดฯ จะยอมรับว่าการดำเนินงานยังมีความล่าช้าอยู่ไม่น้อยก็ตาม

ช่วงบ่าย มีการแบ่งห้องพูดคุยหัวข้อหลายเรื่อง ที่น่าสนใจคือ “การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย” โดยมีตัวอย่างการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งจากในประเทศคือ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช กุฉินารายณ์ กาฬสินธุ์ และจากต่างประเทศคือ รัฐเกราลา ซึ่งมีแนวคิดหลักว่าให้ชุมชนเป็นหลักในการดูแล ทีมสุขภาพเป็นเพียงแค่ช่วยเสริม (อ่าน “การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยชุมชน ความท้าทายของสังคมไทย” ในอาทิตย์อัสดงฉบับที่ ๗) ประเด็นสำคัญที่ นพ.สิริชัย นามทรรศนีย์ และดร.สุเรช กุมาร เห็นตรงกันคือ จะไม่วางโครงสร้างก่อนว่าชุมชนต้องทำอะไร แต่ใช้ปัญหาที่เกิดจริงเป็นตัวตั้ง แล้วให้ชุมชนเข้ามาร่วมออกแบบการแก้ปัญหา แล้วเรียนรู้ไปด้วยกัน

ปิดท้ายวันแรกด้วยการอภิปรายหัวข้อ “การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองอย่างต่อเนื่องจากโรงพยาบาลถึงบ้าน” โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของโรงพยาบาลระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รพ.สต. (คลองพระอุดม) โรงพยาบาลชุมชน (เขาย้อย) และโรงพยาบาลศูนย์ (สระบุรี) ซึ่งมีจุดเด่นแตกต่างกันไป และจากการศึกษาวิจัยเรื่องดังกล่าวใน ๕ ภูมิภาค มีข้อค้นพบที่น่าสนใจ เช่น การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ยังมีแนวปฏิบัติที่ไม่ชัดเจน เพราะความเข้าใจเรื่องผู้ป่วยระยะท้ายของบุคลากรสุขภาพไม่ตรงกัน ทำให้การเข้าสู่ระบบล่าช้า รพ.สต. ซึ่งอยู่ในชุมชนและใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่สุดกลับไม่มีการเก็บยาดังกล่าว โรงพยาบาลชุมชนมีเพียงบางชนิด ส่วนโรงพยาบาลศูนย์ซึ่งอยู่ไกลกลับมีครบ ทำให้การเข้าถึงยาเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องกฎหมาย นำไปสู่การออกแบบระบบที่มีข้อจำกัดมากตามไปด้วย และทำให้บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจน้อย เพราะไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง (อ่าน “ปวด ใครคิดว่าไม่สำคัญ” ในอาทิตย์อัสดงฉบับที่๑๒)

วันที่สอง การอภิปรายเรื่อง “การปรับปรุงการเข้าถึงบริการดูแลแบบประคับประคอง (Improving access to palliative care)” ทำได้เห็นรายละเอียดการทำงานของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ตามปรัชญา “การดูแลแบบประคับประคองเป็นเรื่องของทุกคน” โดยผสมผสานในการดูแลคนไข้ทุกหน่วยของโรงพยาบาล และพัฒนาการทำงานเชิงเครือข่ายของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โดยมุ่งหวังให้เกิดการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชุมชนด้วย

อีกเรื่องที่น่าติดตามอย่างมากคือ การดูแลแบบประคับประคองในเขตเมือง (How to provide palliative care in urban area?) เนื่องจากการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายจำต้องเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านกับโรงพยาบาล โดยเรามักได้ยินว่าในชนบทจะมีระบบการดูแลผู้ป่วยที่บ้านรองรับพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นหน่วยสุขภาพปฐมภูมิ อสม. หรือชุมชนเอง ทำให้ผู้ป่วยไม่ถูกทอดทิ้ง ต่างจากในเมืองซึ่งต่างคนต่างอยู่มากกว่า แต่การประชุมทำให้เราได้เห็นการทำงานของระบบบริการแบบประคับประคองในเขตเมือง ซึ่งมักไม่เป็นที่รับรู้กันแพร่หลายสักเท่าไหร่ เช่น หน่วยการพยาบาลต่อเนื่องของโรงพยาบาลศิริราชที่มีการประสานเครือข่ายติดตามผู้ป่วยถึงครัวเรือน และศูนย์บริการสาธารณสุข วัดธาตุทอง ที่ติดตามดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย พร้อมกับการสร้างความสุข ความรัก ความอบอุ่น ในครอบครัวของผู้ป่วยจนวาระสุดท้าย การริเริ่มฮอสพิซของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจะให้บริการผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างเต็มรูปแบบ นับเป็นความหวังให้กับคนเมืองที่ไม่ใช่คนร่ำรวยว่า จะมีระบบที่มาคอยช่วยเหลือดูแลพวกเขาในวาระสุดท้ายบ้างพอสมควร

วันสุดท้าย เป็นเรื่องสืบเนื่องจากสองวันแรก คือ “การเข้าถึงยาระงับปวด หรือ Opioid Availability” โดย ศ.เจมส์ เคลียร์ลี (Prof. James Clearly) จากองค์การอนามัยโลก นพ.ชูชัย สอนชำนิ จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และนายมรกต จรูญวรรธนะ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกันอภิปรายถึงการเข้าถึงยาระงับปวดในประเทศต่างๆ และในประเทศไทย เพราะการบรรเทาความเจ็บปวดของผู้ป่วยระยะท้ายของชีวิต เป็นแนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองที่สำคัญ ต้องมีระบบที่ทำให้ผู้ป่วยทุกกลุ่มต้องได้รับยาที่เหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์

แต่ในประเทศไทยการเข้าถึงยาเพื่อบรรเทาการเจ็บปวดอย่างเหมาะสมยังมีจำนวนน้อย สาเหตุหนึ่งมาจากการแพทย์แบบประคับประคองยังไม่กระจายไปในทุกหน่วยบริการ และการเชื่อมประสานการจัดหายาระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีน้อยอยู่ รวมถึงญาติของผู้ป่วยยังกังวลถึงการเสพติดยาบรรเทาปวด และอาการข้างเคียงของการใช้ยา คิดว่ากำลังใช้สารเสพติดเหมือนการเสพยาบ้า หรือเฮโรอีน ซึ่งผิดกฎหมาย

หัวข้อท้ายสุดของการประชุม คือการรักษาที่ไม่เป็นประโยชน์ (Medical Futility) โดย ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พญ.ฉันทนา หมอกเจริญพงศ์ จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และนางประภัสสร พงศ์พันธุ์พิศาล มาพูดเรื่อง Living Will หรือ หนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งมีความพยายามผลักดันกันมาหลายปี แต่เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจนมีผู้นำเรื่องไปให้ศาลปกครองพิจารณา กระทั่งเมื่อกลางปีก่อน ศาลปกครองสูงสุดได้ออกมายืนยันแล้วว่า กฎหมายดังกล่าวถูกต้องตามกระบวนการได้มาและไม่นำไปสู่การการุณยฆาตอย่างที่หลายฝ่ายวิตกกังวลกันไป จึงถึงเวลาที่ถูกทุกฝ่ายควรจะต้องร่วมกันเดินหน้าผลักดันให้แพร่ขยายออกไปในวงกว้างที่สุดเสียที (อ่านเพิ่มเติมได้ใน "ปลายทางชีวิต จะลิขิตการรักษาอย่างไร" เพจ Peacefuldeath วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙)

“สักวันทุกคนต้องตาย เหมือนใบไม้ที่ต้องร่วงหล่น” ทุกคนย่อมมีสิทธิเสรีภาพ เลือกจะตายแบบไหน จะตายที่ไหน ขณะก่อนตายอยากให้มีใครอยู่ใกล้บ้าง เลือกจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีก่อนตายอย่างไร หากไม่ต้องการให้ญาติเป็นคนตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาในขณะที่ป่วยหมดสติ ทุกคนควรศึกษาทำความเข้าใจการทำหนังสือแสดงเจตนาฯ (Living Will) แล้วนำไปฝากในทะเบียนผู้ป่วยของโรงพยาบาลที่ใช้บริการ แล้วผู้ป่วยจะได้รับการดูแลแบบประคับประคองจนถึงนาทีสุดท้าย

[seed_social]
2 มกราคม, 2561

ตายเพื่อจะเกิดใหม่

ในห้องขนาดใหญ่ที่มีเพียงแสงเทียนสลัว ชายและหญิงต่างวัยหลายสิบคนในชุดสำหรับ "คนตาย" ตามธรรมเนียมเกาหลีที่ทำมาจากต้นปอ ค่อยๆ ก้าวลงโลงศพที่ทำจากไม้ ฝาโลงค่อยๆ ปิดลง พร้อมกับเสียงค้อนที่ตอกลง
25 เมษายน, 2561

เพียงแค่ยื่นมือออกไป

ช่วงเวลานับสองปี ที่ได้เจอคนหนีภัยสงคราม ฉันรับรู้ว่าชีวิตพวกเขาเต็มไปด้วยความกลัว ความหวาดระแวง ความไม่แน่นอน และถูกจำกัดพื้นที่ จะข้ามไปไทยก็ผิดกฎหมาย กลับไปยังพื้นที่เดิมก็ไม่ปลอดภัย
17 เมษายน, 2561

สอนธรรมะลูก เรื่อง การพลัดพราก สูญเสีย และความตายอย่างไรดี?

โลกจะแตกหรือไม่เป็นเรื่องอนาคต จะเกิดขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้ จึงไม่ควรกังวลเกินเหตุหรือตีตนไปก่อนไข้ สิ่งที่ควรทำก็คือทำวันนี้ให้ดีที่สุด