parallax background
 

สำรวจงานเบาใจที่รพ.พุทธชินราชพิษณุโลก
อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ
วงการ Palliative care

ผู้เขียน: กฤติน ลิขิตปริญญา หมวด: ชุมชนกรุณา


 

งานเสวนาวิชาการ การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care) ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงพยาบาลพระพุทธชินราช พิษณุโลก ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่สองแล้ว งานเบาใจในปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างที่สำคัญของการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) ในเมืองไทยอย่างยิ่ง

“เพราะรักจึงบอก” คือชื่อธีมหลักของงานเสวนา แม้จะมีป้ายชื่อว่า ‘งานเสวนา’ เหมือนหัวข้องานเสวนาวิชาการทั่วไป แต่ทราบหรือไม่ว่านี่คืองานเสวนาที่มีผู้เข้าร่วมกว่าสองร้อยคนต่อวัน ผู้เข้าร่วมครึ่งหนึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ทั้งพยาบาลและหมอ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นภาคประชาชนประกอบไปด้วยผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยและผู้ให้ความสนใจ

การที่ภาคประชาชนเข้าร่วมงานในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งกับบุคลากรทางการแพทย์ จะเป็นอื่นใดไม่ได้เลยนอกจากอีกหนึ่งความสำเร็จของงานเสวนา เพราะเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า การรักษาแบบประคับประคอง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทีมแพทย์และครอบครัวของผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างยิ่ง

แพทย์หญิงภาวินี เอี่ยมจันทน์ ผอ.รพ. สุโขทัย หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนโครงการได้ให้ยืนยันกับผู้เขียนว่า การมีภาคประชาชนเข้าร่วมโครงการถือเป็นหนึ่งเป้าหมายหลักของงานเสวนางานนี้จริงๆ
“...จุดประสงค์หลักอันหนึ่งเลยก็คือการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักรู้ว่า แม้ปัจจุบันนี้เราจะยังคงสุขภาพดี แต่ท้ายที่สุดมนุษย์ทุกคนก็ต้องป่วยลงและเสียชีวิตด้วยโรคใดโรคหนึ่ง จะเป็นอุบัติเหตุหรืออะไรก็ตาม

“ดังนั้นเราก็เลยอยากกระตุ้นให้คนในสังคมเริ่มต้นวางแผน เริ่มต้นมาทำความเข้าใจกับเรื่องของความตาย เพื่อจะได้ไม่มาเสียใจในภายหลัง … ให้วางแผน (ในการเตรียมความพร้อมสำหรับความตาย) ไว้ก่อน ก่อนที่วาระสุดท้ายมาถึงแล้วมันจะทำอะไรไม่ทัน”

ทำไมจึงใช้ชื่องานเสวนาว่า ‘เพรารักจึงบอก’ ?

บ่อยครั้งไปที่เรามอบสิ่งดีๆ ให้กันด้วยความรัก แต่ผู้อ่านหลายท่านอาจจะคิดไม่ถึงว่าจริงๆ แล้ว การตั้งวงสนทนาในครอบครัวเรื่องความตายเองก็ต้องอาศัยความรักเป็นแรงขับเคลื่อนเช่นกัน แม้ว่าการพูดคุยเรื่องความตายจะเป็นเหมือนเรื่องต้องห้ามในสังคมไทย อาจเพราะคิดว่าจะทำให้ผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุและคนในครอบครัวเสียขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิต แต่ทราบหรือไม่ว่า การไม่พูดคุยวางแผนเรื่องความตายเลยจะทำให้เกิดความยุ่งยากหรือกระทั่งเกิดความทุกข์ในช่วงวาระสุดท้ายของผู้ป่วยได้

แพทย์หญิงน้ำทิพย์ อินทับ ประธานศูนย์การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“เคสแบบนี้มีตลอดเลย ฝ่ายคนป่วยกับญาติไม่เคยได้คุยกัน เวลาเราจะทำ Advance care plan (การวางแผนดูแลล่วงหน้า) ดังนั้นการตัดสินใจหลายๆ อย่างจึงตกเป็นภาระของลูกและญาติที่ต้องตัดสินใจ (ว่าจะดำเนินการรักษาต่อไปอย่างไร) ซึ่งพอญาติกับผู้ป่วยไม่เคยได้คุยเรื่องนี้กันมาก่อน ทำให้ญาติไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วพ่อแม่ต้องการอะไร”

นี่เองจึงเป็นที่มาของชื่องานเสวนา

‘เพราะรักจึงบอก’

หรือขยายความได้ว่า เพราะรักและห่วงใยจึงต้องวางแผน บอกและแลกเปลี่ยนถึงความต้องการของทั้งตัวญาติและตัวผู้ป่วย เพราะมีความเป็นไปได้ว่า การไม่พูดคุยเตรียมตัวเรื่องความตายกันก่อน จะนำมาสู่ปัญหาต่างๆ ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต

ภายในงานมีอะไรบ้าง ?

งานเบาใจในธีม ‘เพราะรักจึงบอก’ มีระยะเวลาการจัดงานตั้งแต่วันที่ 16 – 17 กุมภาพันธ์ 2562 ในวันแรกมีกิจกรรมดังนี้

หนึ่ง – วงเสวนาวงแรกเริ่มต้นที่พระอาจารย์จิตร์ จิตตสังวโร ในการเสวนาครั้งนี้พระอาจารย์จิตร์เปิดโอกาสให้ ผู้เข้าร่วมงานได้ถามคำถามที่เป็นความสงสัยเกี่ยวกับการวางใจและการเตรียมพร้อมสำหรับวาระสุดท้ายของชีวิต

โดยใช้คำถามของผู้เข้าร่วมวงเสวนาเป็นแก่นในการเทศน์ ตัวอย่างเช่น ความสงสัยเรื่องการทำบุญ พระอาจารย์จิตร์อธิบายว่าแท้ที่จริงแล้ว คำว่า ‘บุญ’ มีความหมายว่าอย่างไร เป็นต้น (ในวงเสวนายังมีคำถามอื่นๆ อีก) ก่อนปิดท้ายด้วยการชวนผู้เข้าร่วมทุกคนทำเจริญภาวนาเล็กๆ เพื่อเป็นกำลังใจแก่จิตวิญญาณ

สอง – ผู้เข้าร่วมฟังเสวนาโดยเฉพาะกับบุคลากรทางการแพทย์ยืนยันกับผู้เขียนว่า นี่น่าจะเป็นไฮไลท์สำคัญสำหรับงานเสวนาในครั้งนี้ เพราะมันเป็นงานที่หยิบยกประเด็นเรื่องการใส่ท่อช่วยหายใจให้กับผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่กล้าใส่มันเพื่อยื้อชีวิตผู้ป่วย แต่ไม่กล้าถอดท่อออกเพราะเคยมีข้อพิพาททางกฏหมายเกิดขึ้น

วิทยากรบนเวทีสนทนาในครั้งนี้ประกอบด้วย ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส คุณอดุลย์ ญาณกิตติ์กูร และ รศ.พญ.ศรีเวียง ไพโรจน์กุล

ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส ได้ให้คำตอบกับปัญหาเรื่องข้อพิพาท ‘การถอดท่อผู้ป่วยระยะสุดท้าย’ เอาไว้ว่า ถ้าผู้ป่วยได้ทำ Living will (หรือหนังสือแสดงเจตนา) ระบุความต้องการของผู้ป่วยในการรักษาช่วงปลายของชีวิตว่า “ไม่ต้องการ” ให้มีการยื้อชีวิตในช่วงวาระสุดท้าย แพทย์ก็มีหน้าที่และสิทธิอันชอบธรรมอย่างเต็มที่ในการถอดท่อช่วยหายใจให้กับผู้ป่วยระยะสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม แม้ Living will จะระบุเอาไว้แล้วว่าไม่ประสงค์ในการใส่ท่อช่วยชีวิต แต่ถ้าเกิดว่าผู้ป่วยยังไม่ถึงขั้นระยะสุดท้ายและแพทย์มีวินิฉัยเล็งเห็นว่าสามารถช่วยชีวิตได้ การใส่ท่อช่วยหายใจก็สามารถทำได้เช่นกัน

สาม – วงเสวนาที่ 3 นี้น่าจะเหมาะกับการนำไปปรับใช้ทั้งฝ่ายญาติผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าร่วม เพราะว่านี่คือวงเสวนาแลกเปลี่ยนเรื่องราวการตายดีของญาติผู้ป่วย ซึ่งเคสส่วนใหญ่มีญาติที่มีความรู้เรื่องการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care) และได้พูดคุยวางแผนสำหรับช่วงระยะเวลาสุดท้ายของการจากไปมาก่อนแล้ว

สี่ – เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของบุคลกรทางการแพทย์ ในการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care) ซึ่งเน้นย้ำให้ความสำคัญถึงการวางแผนช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต และความปรารถนาของผู้ป่วยระยะสุดท้าย

ในวันที่สองของการจัดงานหรือวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 มีกิจกรรมดังนี้

หนึ่ง – วงเสวนาแรกของวันใช้ชื่อว่า “ภาษารัก ภาษาใจ ในวันที่เราต่างเปราะบาง” เป็นวงเสวนาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผู้เข้าร่วมงานหลายคนยืนยันว่านี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของงานนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะเหตุว่านี่คือการยกเคสปัญหาตัวอย่างของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งเราที่ดำเนินชีวิตประจำวันทั่วไปอาจคิดไม่ถึง

อุปสรรคในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่น่าสนใจข้อหนึ่งมีว่า เราจะทำอย่างไรเมื่อการดูแลรักษามี “ข้อจำกัดเรื่องเพศ”เข้ามาเกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ป่วยคือแม่รู้สึกอายที่จะต้องให้ลูกชายอาบน้ำให้

นอกจากอุปสรรคเรื่องเพศแล้วยังมีปัญหาที่น่าสนใจต่างๆ อีก ตัวอย่างเช่น เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติจะทำอย่างไร เมื่อต้องดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องการใช้ ‘ยาผีบอก’ หรือ จะทำอย่างไรเมื่อเราต้องดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่ความสัมพันธ์ของผู้ดูแลกับผู้ป่วยเคยแตกสลายมาก่อน

ในอุปสรรคเรื่องเพศและความสัมพันธ์ที่เคยแตกสลาย เจ้าของเคสทั้งสองคนยืนยันว่าต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียวกว่าที่ ตัวผู้ป่วย (กรณีเรื่องเพศ) และตัวเรา (กรณีเรื่องความสัมพันธ์ที่เคยแตกสลาย) จะทำใจยอมรับและคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ลงได้

ส่วนกรณีของ ‘ยาผีบอก’ กับคนรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่อในเรื่องเหนือวิทยาศาสตร์นั้น สุดท้ายแล้วทางออกของเรื่องนี้ก็คือ การยอมให้ผู้ป่วยใช้ ‘ยาผีบอก’ เพื่อความสบายใจ แต่ยาผีบอกตัวนั้นต้องไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้

สอง – ในวงเสวนาที่สองนี้ใช้ชื่อหัวข้อว่า ‘บอกอย่างไรไม่ให้ใจเสีย’ ใจความหลักๆ ของวงเสวนานี้เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการป่วยระยะสุดท้ายอย่างมาก เพราะโดยมากแล้วการบอกข่าวร้ายแก่ผู้ป่วย อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการทรุดลง แต่ถ้าไม่บอกข่าวร้ายก็จะมีปัญหาต่างๆ ตามมาอีก เช่น การตัดสินใจว่าจะดำเนินชีวิตไปในแนวทางไหนของผู้ป่วย (เพราะไม่รู้ว่าตัวเองป่วยหนัก) เป็นต้น

ดังนั้นการบอกข่าวร้ายแก่ผู้ป่วย แต่บอกอย่างถูกวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

บอกอย่างไรไม่ให้ใจเสีย

วิธีการ ‘บอกอย่างไรไม่ให้ใจเสีย’ นั้นมีหลายหนทาง ถ้าเป็นแพทย์ที่ต้องไปแจ้งข่าวร้ายกับผู้ป่วยนั้น ควรมีสิ่งที่ต้องเตรียมอย่างคร่าวๆ ดังนี้

1.ต้องแจ้งข่าวร้ายในพื้นที่ส่วนตัว
2.ต้องมีญาติผู้ป่วยอยู่รับฟังด้วย
3.ค่อยๆ เกริ่นนำ เพื่อประเมินความสามารถในการรับข่าวของญาติและผู้ป่วยก่อน และ
4.ให้ความหวัง เช่น ผู้ป่วยที่ต้องเผชิญอาการเจ็บปวด แพทย์อาจจะเสนอว่ามีหนทางการบรรเทาหรือระงับอาการเจ็บปวดด้วยวิธีต่างๆ เป็นต้น

ในวงเสวนาวงนี้วิทยากรบนเวทีทิ้งท้าย ข้อคิดที่น่าสนใจเอาไว้ข้อหนึ่งว่า
‘แม้ว่าโรคของผู้ป่วยระยะสุดท้ายจะไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว แต่เรายังคงรักษาหัวใจของผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้เป็นปกติได้อยู่’

สาม – ในช่วงนี้วงเวทีเสวนาได้จบลงไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เพียงการทำเวิร์คช้อปตามห้องต่างๆ แบ่งออกเป็น 3 ห้อง

ห้องที่หนึ่งใช้ชื่อหัวข้อว่า ‘เพราะรักจึงบอก’ ผู้เข้าร่วมงานต้องลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนเข้าร่วม และต้องควงคู่มา จะเป็น พ่อ-ลูก แม่-ลูก ยาย-หลาน ป้า-หลาน สามี-ภรรยา พี่-น้อง แฟน-แฟน เพื่อน-เพื่อน หัวหน้า-ลูกน้อง ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ทั้งสิ้น

ห้องที่สอง ‘สมุดเบาใจ’ – ห้องนี้คือการสร้างความตระหนักรู้ในวาระสุดท้ายและความสำคัญของการทำ Living will หรือสมุดเบาใจ ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถใช้ Living will ที่เพิ่งทำเสร็จสแกนเข้าเวชระเบียนของโรงพยาบาล พระพุทธชินราชพิษนุโลกได้ทันที

ห้องที่สาม – ‘วงเบาใจ’ ในห้องนี้เปิดให้ประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมวงเสวนาเล็กๆ ที่ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม โดยเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยน ระหว่างภาคประชาชนกับแพทย์ในประเด็นต่างๆ ตามหัวข้อที่กำหนดดังนี้

วงที่ 1 ทำอย่างไรเมื่อคนไขดื้อ
วงที่ 2 ทำอย่างไรเมื่อญาติอยากยื้อ
วงที่ 3 ทำอย่างไรเมื่อหมอและพยาบาลไม่เข้าใจ
วงที่ 4 ทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับความสูญเสีย

ส่งท้าย : ก้าวต่อไปของงานเบาใจคืออะไร ?

แม้ว่าในบทความเราจะเห็นว่า มีกิจกรรมการนำ Living will หรือสมุดเบาใจสแกนเข้าเวชระเบียนคนไข้ของรพ.พิษณุโลกแล้ว แต่ทราบหรือไม่ว่าจริงๆ แล้ว หน่วยงาน palliative care ที่พิษณุโลกยังมีแผนการสำหรับก้าวต่อไปอีกมาก

แพทย์หญิงน้ำทิพย์ อินทับ ประธานศูนย์การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองให้สัมภาษณ์ว่า ความจริงแล้วบุคคลกรทางการแพทย์ในระบบการรักษาแบบประคับประคองนั้นยังต้องการผู้เชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นอีก

“เรายังต้องเพิ่มคุณภาพบริการของทีมเรา เรายังไม่มีผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ถ้าเทียบกับต่างประเทศ เรายังสามารถจัดการเรื่องทางกายได้มากกว่านี้ ... ตอนนี้เราทุกคนคือหมอพาร์ทไทม์ที่มาทำงานฟูลไทม์อีกทางหนึ่ง

“ทุกคนมีอีกงาน แต่ละคนทำงานกันคนละสามร้อยเปอร์เซ็น (ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป) เรารู้ว่าเราไม่มีทางทำอะไรได้เต็มที่แน่ๆ ดังนั้นเราต้องมีคนเยอะขึ้น แต่คนที่สนใจเรื่องนี้ยังมีไม่มาก ดังนั้นเราต้องทำให้เขาเห็นว่า นี่คืออีกหนึ่งวิชาที่มีประโยชน์เป็นอีกหนึ่งวิชาที่ช่วยคนไข้ได้”

นอกจากความต้องการทางด้านบุคลากรที่เพิ่มขึ้นแล้ว การทำฮอสพิชก็เป็นอีกหนึ่งก้าวย่างถัดไปเช่นกัน แพทย์หญิงน้ำทิพย์ อินทับ กล่าวต่อว่า

“ก้าวที่ถัดจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของการทำฮอสพิช ฮอสพิชแคร์มันเป็นกึ่งบ้านกึ่งโรงพยาบาล ต่างประเทศทำมาแล้วเกือบร้อยปี มันเป็นที่ๆ คนไข้จะได้ใช้ชีวิตช่วงสุดท้าย หรือเป็นสถานที่สำหรับคนไข้และญาติได้เตรียมตัวฝึกการกลับเข้าสู่ชุมชนและการดูแลตัวเองต่อที่บ้าน”

อ้างอิง : http://www.thailivingwill.in.th/content/พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ-พศ-๒๕๕๐
บุคคลสำคัญ : แพทย์หญิงน้ำทิพย์ อินทับ ประธานศูนย์การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง, แพทย์หญิงภาวินี เอี่ยมจันทน์ ผอ.รพ. สุโขทัย

17 เมษายน, 2561

เพียงแค่คิด ก็สุขใจแล้ว

ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง จัดเป็นบุคคลที่มีความทุกข์ สิ่งที่ต้องการมากคือ คนที่ให้กำลังใจ เพื่อหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ให้จิตสงบ การเข้าสู่วัด เข้าสู่ธรรมะจึงเป็นทางที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ (ที่เป็นชาวพุทธ)
25 เมษายน, 2561

อานิสงส์ของการเตรียมตัวตาย

บ้านมีอาชีพขายโลงศพ เวลาขายโลง ลูกค้ามักจะขอให้ทำพิธีบรรจุศพใส่โลงด้วย ตอนเด็กๆ จะตามพ่อไปบ่อยมากทั้งที่บ้านและโรงพยาบาล เพราะคนจีนมีประเพณีว่าพอมีคนใกล้ตาย จะไปจองโลงศพและเตรียมตัวเสื้อผ้าแต่งให้ศพไว้
13 เมษายน, 2561

โมงยามที่เปี่ยมชีวิตชีวา

วิลโก จอห์นสัน เป็นนักร้องและมือกีตาร์ชื่อดังของอังกฤษ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการก่อเกิดขบวนการพังค์ในอังกฤษ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา