header
 

หน้ากากแห่งบาดแผล
ศิลปะการเยียวยาจิตใจ หลังผลพวงจากซากสงคราม

ผู้เขียน: ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์ หมวด: รีวิวสุนทรียะในความตาย


 

ความเจ็บปวดจากอุบัติเหตุหรือการถูกทำร้ายนั้น เป็นบาดแผลภายนอก อาจรักษาหายได้ตรงจุด เนื่องจากเราสามารถมองเห็นบาดแผลนั้นด้วยตาเปล่าความเจ็บปวดจากอาการปวดท้อง ปวดหัว หรือปวดหลัง เป็นบาดแผลภายใน และอาจบำบัดรักษาได้จากการประเมินสาเหตุและรักษาตามกระบวนการ หรืออย่างน้อยที่สุด เราพอจะรู้ได้ว่าควรปฏิบัติตัวเช่นไร กินยาชนิดใด และใช้ชีวิตอย่างไรแต่หากความเจ็บปวดนั้นเกิดจากบาดแผลภายในที่หยั่งรากลึกลงไปถึงระดับจิตใจ การรักษาเยียวยาบาดแผลอย่างตรงจุดคงไม่ใช่เรื่องง่ายดายและหายขาดได้ในเวลาอันรวดเร็วนักบาดแผลทางใจนั้นมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะมาจากการสูญเสียคนรัก การสูญเสียคุณค่าในตัวเองจากความล้มเหลว การเชื่อมโยงกับความเจ็บป่วยทางกาย หรือแม้แต่บาดแผลทางใจที่เป็นผลพวงมาจากภัยพิบัติและสงครามในยุคของการแพทย์สมัยใหม่และการพัฒนาทางอุตสาหกรรมทางทหารที่สูงขึ้น ผู้ได้รับผลพวงจากสงครามนั้น แม้จะพบว่ามีการสูญเสียทางกายภาพน้อยกว่าในอดีตมาก มีจำนวนนายทหารที่รอดชีวิตจากการบาดเจ็บมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็แบกรับบาดแผลที่มองไม่เห็นมากขึ้นด้วย

จากการตรวจรังสีวินิจฉัยสมองของกลุ่มตัวอย่าง พบว่าหลังจากได้รับบาดเจ็บทางจิตใจจากสงคราม สมองส่วนโบรคา (Broca’s) ของผู้ป่วย ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมด้านการพูดมีการหยุดทำงาน ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า speechless terror คือเกิดความกลัวที่จะพูดหรือเล่าสิ่งต่างๆ ที่ตนเองกำลังรู้สึก หรือสิ่งที่คิดวกวนถึงมันอยู่ซ้ำๆ พฤติกรรมนี้น่าจะมาจากความวิตกกังวลถึงความเหมาะสมในการแสดงออก

ส่วนหนึ่งเกิดจากสังคมไม่เปิดพื้นที่การแสดงความรู้สึกของพวกเขาได้อย่างตรงไปตรงมา และความกังวลถึงผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อตนเองเมื่อความคิดเหล่านั้นถูกแสดงออกไป เช่น อาจกระทบต่อหน้าที่การงานทางทหาร ทำให้พวกเขาไม่กล้าบอกเล่าหรือพูดถึงความรู้สึกภายในของตนเองท้ายที่สุด สิ่งที่นายทหารเหล่านี้ต้องเผชิญคือ การจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ทรมานอย่างโดดเดี่ยวแสนสาหัส และได้แต่เก็บงำความเจ็บปวดอันแสนโดดเดี่ยวของพวกเขาราวกับถูกส่งต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า

ตลอดประวัติศาสตร์การทำสงคราม มนุษย์ได้รู้จักบาดแผลทางใจที่เกิดขึ้นกับเหล่าทหารผ่านศึกมาหลายทศวรรษ ความผิดปกติต่างๆทางจิตใจนี้ ถูกเรียกไปอย่างแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น โฮมซิคเนส (Homesickness), โซลเยอรส์ ฮาร์ท (soldier’s heart), เชลล์ ช็อค (shell shock), เทาซัน-ยาร์ด สแตร์ (thousand-yard stare) เป็นต้น

Melissa Walker คือนักศิลปะบำบัด เธอสนใจการใช้ศาสตร์ของศิลปะในการบำบัดความบอบช้ำทางจิตใจของผู้คน หรือที่เรียกว่า Post-traumatic stress disorder (PTSD) เธอทำงานที่ศูนย์การแพทย์ทหารบก วอลเตอร์ รีดด์ (Walter Reed) และ The National Intrepid Center of Excellence: NiCoE) ตามลำดับ เธอทำงานกับนายทหารนับร้อยที่กำลังเผชิญหน้ากับสงครามและบาดแผลในฐานะนักบำบัด

เธอเชื่อมั่นในศิลปะบำบัด และหน้าที่ของเธอคือต้องทำให้เหล่าทหารผู้เข้ารับการบำบัดเชื่อเช่นเดียวกับเธอ

การใช้ศิลปะบำบัดในการเยียวยารักษานั้น เชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์ของสมองอย่างตรงไปตรงมา

โดยในระหว่างกระบวนการทำศิลปะบำบัด จะมีการใช้คำพูดเพื่อไปกระตุ้นการทำงานของสมองโดยตรง โดยเข้าไปยังพื้นที่สมองส่วนเดียวกับที่มีการบาดเจ็บ พวกเขาสามารถใช้กระบวนการนี้เป็นสะพานเชื่อมโยงประสบการณ์เจ็บปวดในอดีตให้ค่อยๆ ทยอยเดินพาเหรดออกมาผ่านสะพานที่พวกเขาสร้างขึ้นเองกับมือ และสิ่งนี้เอง ทำให้พวกเขาไม่รู้สึกถูกคุกคาม หรือถูกบีบบังคับให้ต้องพยายามเล่าเรื่องราวอันน่าเจ็บปวดเหล่านี้ออกมาเป็นถ้อยคำศิลปะบำบัดสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ ระบายสี การตัดแปะ (collage) แต่รูปแบบที่ได้ผลที่สุดกลับเป็นการทำ ”หน้ากาก”

การให้แต่ละคนลงมือประดิษฐ์ “หน้ากาก” ของตนเองออกมานั้น ให้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด นั่นอาจเพราะพวกเขาได้เข้าใจบาดแผลของตนเองจริงๆ ว่าคืออะไร ร้ายแรงแค่ไหน อักเสบเป็นหนองหรือเน่าเฟะเพียงใดและที่สำคัญที่สุด มันทำให้เห็นว่าสิ่งที่เรียกว่า “บาดแผล” ของพวกเขานั้น มีอยู่จริง มีรูปร่างหน้าตา สามารถจับต้องสัมผัสได้ ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ ไม่ได้เป็นเพียงคำพูด หรือเป็นแค่ความรู้สึกที่มาเยี่ยมเยียนเป็นครั้งคราว จนทำให้เจ้าของจิตใจเองก็ไม่แน่ใจถึงการมีตัวตนอยู่จริงของมันหน้ากากแต่ละชิ้นที่พวกเขาสร้างมันขึ้นมากับมือ จึงคล้ายกับว่า เป็นหน้ากากที่พวกเขาอดทนสวมใส่มาตลอดเป็นเวลานาน ใบหน้าบูดเบี้ยว โชกเลือด ลูกตาหลุดปลิ้น และเต็มไปด้วยบาดแผล ถูกถอดออกมาแล้ว และพวกมันจะถูก Melissa เก็บไว้รักษาไว้ให้อย่างดีในกล่องลับ และนั่นเท่ากับว่า พวกมันถูกถอดออกมาเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัย และจะไม่กลับไปอยู่บนใบหน้า หรือในจิตในของพวกเขาอีกต่อไป

พลังแห่งการสร้างสรรค์และพลังแห่งการทำลายล้างนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกันกับที่ วิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ให้เราเห็นได้แล้วว่า สมองส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ ก็สามารถเป็นส่วนเดียวกับที่ใช้ในการเยียวยา โดยเดินทางผ่านการทำงานของศิลปะบำบัดได้เช่นเดียวกัน

ติดตามเรื่องของ Melissa Walker ได้ใน “Art can heal PTSD's invisible wounds

[seed_social]
28 กุมภาพันธ์, 2561

Little DJ. : เสียงจากหัวใจ “ครอบครัว ความรัก และการจากพราก”

ผู้เขียนพาผู้อ่านให้ได้รู้จักตัวเอกของเรื่อง คือ ทาคาโนะ ทาโร เด็กชายอายุ ๑๑ ปี ฉากเบื้องหลังทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพชีวิตของทาโรว่าเขาเป็นเด็กชายที่มีชีวิตชีวา สนุกสนานกับกีฬาเบสบอล แต่ทาโรก็เป็นเพียงตัวสำรอง ไม่ได้มีความโดดเด่นด้านกีฬานัก
25 พฤษภาคม, 2561

ร้านเกื้อกูล ธุรกิจเพื่อเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์

โรงพยาบาลพุทธชินราช เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของจังหวัดพิษณุโลกที่เริ่มขับเคลื่อนงานเรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองอย่างเป็นระบบ เป็นตัวอย่างรูปธรรมที่น่าสนใจสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันคนทำงานด้วย
17 เมษายน, 2561

ยายผีสาว : Ghostgirl

“การยึดติดกับอะไรบางสิ่งหรือใครบางคน คือการเชื่อดึงดันว่าสิ่งนั้นหรือคนนั้นจะเติมเต็มเราได้ การยึดติดทำให้เรามีชีวิต มันทำให้เราต่อสู้เพื่อรักษาสิ่งที่เรามีอยู่ หรือไขว่คว้าสิ่งที่เราต้องการ แต่บ่อยครั้งมันทำให้เราติดอยู่ตรงกลาง วิ่งวนเป็นหนูติดจั่น ชาร์ลอตต์ก็ติดอยู่เช่นกัน เรื่องนี้แน่ใจได้เลย”
หน้ากากแห่งบาดแผล ศิลปะการเยียวยาจิตใจ หลังผลพวงจากซากสงคราม
"เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพประสบการณ์การใช้งานของคุณ"