header
 

บูโต การเดินทาง "ระหว่าง" รอยต่อ

ผู้เขียน: วันรัก สุวรรณวัฒนา หมวด: รีวิวสุนทรียะในความตาย


 

บูโต (Butoh) หรือระบำแห่งความมืด (Dance of Darkness) เป็นการแสดง avant-garde ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น จัดแสดงต่อสาธารณชนครั้งแรกในปี 1959 โดยนักแสดงสองคนคือ โยชิโตะ โอโนะ Yoshito Ono และ ทัตสึมิ ฮิจิคะตะ (Tatsumi Hijikata) ชื่อการแสดง Kinjiki (คินจิขิ)

การแสดงบุกเบิกครั้งนี้ได้สร้างความฮือฮาระคนเสียงประณามเนื่องจากฉากวาบ หวามหลายฉาก อีกทั้งสไตล์การเต้นที่ท้าทายจารีตของนาฏศิลป์ จึงทำให้คุณลักษณะขบถ (provoking) อีโรติก รุนแรงและลึกลับกลายเป็นจิตวิญญาณของศิลปะการแสดงนี้

หลายคนมองว่าบูโตไม่ใช่ "การเต้น" บางคนมองว่ามันเป็น "ละคร" ประเภทหนึ่ง บูโตผสม ผสานองค์ประกอบหลากหลายที่มาจากนาฏศิลป์ญี่ปุ่น, Ausdrucktanz (German Expressionist Dance) และละครใบ้ มันจึงทำลายกฎเกณฑ์ของขนบการเต้นทั้งหลายอย่างสิ้นเชิง ในขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้กับการ improvisation

เรามักจะรู้อย่าง "ง่ายๆ" ว่านี่คือบูโต เมื่อเห็นนักแสดงศีรษะโล้น ทาตัวสีขาว ประกอบกับการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าผ่านร่างกายที่บิดเบี้ยว

การแสดง "For 49 days exhibition": Mind Journey Beyond Death ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เป็น "นิทรรศการร่วมสมัย" (A contemporary exhibition) ที่รวมการแสดงบูโตกับ ทัศนศิลป์ (วิดีทัศน์ แสงและเสียง) เข้าไว้ด้วยกัน แบ่งเป็นทั้งหมดสามตอนคือ ๑) ชีวิตและความปรกติในปัจจุบัน (Life and Habitual in the present) ๒) ความยึดติด เหตุแห่งทุกข์ (Life is a phenomena) ๓) ความแกว่งไปมาไม่หยุดหย่อน ในสูจิบัตรของการแสดงระบุไว้ชัดเจนถึงแนวคิดที่ต้องการนำเสนอคือ “สัจธรรมเกี่ยวกับชีวิตและความตายภายใต้สภาวะ "บาร์โด"

"บาร์โด" เป็นแนวคิดของพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยาน หมายถึง "การเปลี่ยนผ่าน" คือ "ภาวะที่อยู่ระหว่างความตายและการเกิดใหม่... ชีวิตและความตายไม่อาจแยกออกจากกันได้ ความตายเป็นเพียงภาวะหนึ่งที่สืบต่อจากชีวิตเท่านั้น"

ห้องจัดการแสดงชั้น ๔ ของอาคารหอศิลป์ที่ออกแบบให้เป็น "คอมเพล็กซ์" อันแสนอึดอัดนี้ ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนเมื่อมองจากที่นั่งคนดูคือ ส่วนด้านหน้าเป็นพื้นที่ของบูโต ส่วนด้านซ้ายเป็นพื้นที่ของแนวจอภาพและส่วนแสดงแสง และส่วนด้านขวาจะฉายภาพการแสดงสดอีกทีบนผนัง

กลุ่มนักแสดงปรากฏกายในเศษผ้าที่หลุดลุ่ย ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายขาวโพลนของพวกเขา พร้อมกับท่าทางต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการเต้นและการหยุด ระหว่างการเคลื่อนไหวและการไม่เคลื่อนไหว ระหว่างการฝืนธรรมชาติและการกลายเป็นธรรมชาติ เราจะได้ยินเสียงกรีดร้อง เสียงงึมงำระคนเสียงหายใจเป็นจังหวะๆ ปากและตาที่เปิดกว้าง พร้อมจะดูดหรือคายทุกอย่างเข้า-ออก ปรากฏให้เห็นเป็นระยะผ่านแสงและเสียงที่ระทึกและรบกวนใจในเวลาเดียวกัน

ฉากต่างๆ ที่ปรากฏบนแนวจอภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาพวิดีทัศน์หรือกราฟฟิก ถูกเรียงร้อยออกมาให้เป็นเหมือนภาพคาไลโดสโคป (kaleidoscope) ที่สะท้อนความวุ่นวายของชีวิตในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งหมายถึงการสะท้อนความว่างเปล่าของการมีชีวิตอยู่ ที่สะท้อนผ่านลักษณะคลุมเครือของนักแสดงบูโตอีกทีหนึ่ง

แต่สิ่งที่ตรึงความสนใจของเรากลับไม่ใช่ ความอลังการของสื่อทัศนศิลป์ต่างๆ ที่ดูเหมือนจะมากเกินไปด้วยซ้ำในงานชุดนี้ (ซึ่งสะท้อนความฟุ้งเฟื้อของความพยายามหยิบยื่นการตีความให้กับคนดูแบบเบ็ด เสร็จและสำเร็จรูป) หากกลับเป็น

"ความเงียบและการหยุดนิ่ง" ในช่วง "ระหว่าง" ต่างหาก

ระหว่างแสงสว่างกับความมืด ระหว่างความสวยงามกับความหยาบด้าน ระหว่างความประณีตกับความดิบ ระหว่างความเงียบกับเสียง ระหว่างสภาวะสัมผัสกับสภาวะสปิริชวล (spiritual) โดยผ่าน “ร่างกาย” ที่แตกหัก ไม่เป็นหนึ่งเดียวของนักแสดง เราถูกเชิญเข้าสู่สภาวะแห่ง “พิธีกรรม” สภาวะซึ่งจิตสำนึกและไร้สำนึกเชื่อมต่อกัน สภาวะไม่แน่นอนที่ความไร้ระเบียบและไร้ความหมายของชีวิตถูกปลดปล่อยให้เผย ตัวตน สภาวะที่เส้นแบ่งเขตต่างๆ พร่ามัว เผยให้เห็นปริมณฑลที่ไร้ปริมณฑล ซึ่งก็คือปริมณฑล “ระหว่าง” ความตายและการมีอยู่

โกรโตสกี (Jerzy Grotowski ชาวโปแลนด์มีชีวิตอยู่ช่วงปี ค.ศ. ๑๙๓๓ - ๑๙๙๙) นักทฤษฎีและนักการละครผู้ยิ่งใหญ่กล่าวถึงบูโตว่า เป็น "รูปแบบศิลปะโบราณที่พิธีกรรมและการสร้างสรรค์ทางศิลปะผสมผสานกันได้อย่างลง ตัว เป็นพื้นที่ที่กวีนิพนธ์คือเพลง เพลงคือการขับร้องคาถา การเคลื่อนไหวคือการเต้น"

หลายคนบอกว่าสารัตถะของบูโตอยู่ที่กระบวนการที่นักแสดงหยุดเป็นตัวของเขาเองและกลายเป็นคนหรือสิ่งอื่น...

ณ ที่นี้ การเต้นหาใช่การนำเสนอ (represent) อีกต่อไปไม่ หากคือ

"การกลายเป็น" สิ่งหรืออารมณ์นั้นๆ ภาวะกระอักกระอ่วนใจที่อธิบายยากซึ่งเกิดขึ้นกับผู้ชมนั้น ได้ถูกกระตุ้นให้เกิดผ่านมโนทัศน์ "เปลี่ยนผ่าน", ผ่านความดิบจากการไร้การฉาบเงาของท่วงท่า, ผ่านความจริงใจของอารมณ์ของร่างกาย, ผ่านการค้นหาพื้นที่ที่ไม่สามารถค้นพบได้ พื้นที่นั้นอยู่ระหว่างความตายและการมีอยู่ ระหว่างการแสดงและการเป็นปกติ

ระบำแห่งความมืดนี้หยิบยื่นความสวยงามจากการสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันก็ยัดเยียดให้เราต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่น่าเกลียดน่ากลัว นั่นก็คือความวุ่นวายไร้ระเบียบไร้ความหมายของการมีชีวิต

การยอมรับ "ความตาย" ในฐานะเป็นเพียง "ภาวะหนึ่งที่สืบต่อจากชีวิตเท่านั้น" คือเนื้อหาของการแสดงนี้ที่ผู้จัดต้องการเสนอให้กับเรา... และอาจจะเป็นทางเดียวที่จะทำให้เราลืมตาตื่นขึ้นมาทุกวันได้อย่างสงบและเข้าใจ?

"For 49 days exhibition" : Mind Journey Beyond Death
สร้างสรรค์และออกแบบงานทัศนศิลป์สื่อร่วมสมัย โดย อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ
กำกับการแสดง โดย กิตติพร อุดมรัตนกูลชัย
แสดงเมื่อวันที่ ๒๖ และ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๒
ณ สตูดิโอชั้น ๔ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

[seed_social]
12 มกราคม, 2561

มื้อสุดท้าย

การไปเที่ยวเมืองมิลานนั้น หลายคนก็อาจนึกถึงการไปช้อปปิ้งสินค้าเมดอินอิตาลีและดื่มด่ำกับบรรยากาศใน Galleria Vittorio Emanuele หรือการได้ลิ้มรสริซอตโต้สูตรต้นตำรับมิลาน แล้วตบท้ายด้วยเจลาโต้ซักถ้วย
31 มกราคม, 2561

Coco ความทรงจำ ความหมาย และความตายในโลกหลังความตาย

หนังเล่าเรื่องราวของ Miguel Rivera เด็กชายอายุ 12 ปี ที่อาศัยอยู่กับครอบครัวขนาดใหญ่ในเม็กซิโก ซึ่งประกอบอาชีพช่างทำรองเท้ามาอย่างยาวนาน (ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ยาย ทวด และย่าทวด ทุกคนล้วนประกอบอาชีพเดียวกัน) และแน่นอน ทุกคนย่อมปรารถนาให้มิเกลได้สืบทอดอาชีพนี้ต่อไปด้วย
20 ธันวาคม, 2560

ซ้อมตาย

“โอ๊ย...ฉันไม่กลัวตายหรอก ตายก็คือตายไม่เห็นน่ากลัวเลย” คำพูดทำนองนี้ออกจากปากของคุณสุรีย์ ลี้มงคล นับครั้งไม่ถ้วน เพราะงานของเธอคือพยาบาลดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังและโรคระยะสุดท้าย
บูโต การเดินทาง “ระหว่าง” รอยต่อ
"เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพประสบการณ์การใช้งานของคุณ"