parallax background
 

ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้อง
คดีขอยกเลิกกฎกระทรวง
เรื่องหลักเกณฑ์ “สิทธิการตาย”
ชี้ไม่ขัดกฎหมาย

ผู้เขียน: กองสาราณียกร หมวด: ในชีวิตและความตาย


 

เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๘ ที่สำนักงานศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ องค์คณะศาลปกครองสูงสุด นำโดยนายมนูญ ปุญญกริยากร ในฐานะตุลาการเจ้าของสำนวน ได้อ่านคำพิพากษา “ยกฟ้อง” ในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.๑๔๗/๒๕๕๔ คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.๑๑/๒๕๕๘ ซึ่ง นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา และ พญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของกฎที่ออกโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีออก “กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย พ.ศ.๒๕๕๓” โดยอาศัยอำนาจของมาตรา ๔ และมาตรา ๑๒ แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐

โดยศาลให้เหตุผลว่า การออกกฎกระทรวงฯ นี้ มิได้เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และองค์ประกอบอันมีความหมายในการปล่อยให้ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาเสียชีวิตลงโดยงดเว้นไม่ให้การรักษา หรือการใช้ยาและเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่างเพื่อยุติชีวิต แต่เป็นการรักษาอย่างประคับประคองเพื่อให้ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าวตายอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อมิให้ยื้อความตายอย่างสิ้นหวังหรือทำให้ผู้นั้นต้องทรมานจากการเจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่หากไม่มีบริการสาธารณะที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยแล้ว ผู้นั้นควรจะตายอย่างธรรมชาติแล้ว

“เมื่อวินิจฉัยเนื้อหาสาระของกฎกระทรวงฯ นี้แล้ว ไม่ปรากฏว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ และกฎหมายอื่นแต่อย่างใด จึงพิพากษายกฟ้อง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ได้ยื่นฟ้องนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต่อศาลปกครอง เนื่องจากเหตุว่า กฎกระทรวงฯ นี้ จะก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการสาธารณสุข และไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เพราะคำว่า “การุณยฆาต” (Mercy Killing หรือ Euthanasia) เป็นการปล่อยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตลงโดยงดเว้นไม่ให้การรักษาหรือการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่างเพื่อยุติชีวิต อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งเป็นหลักกฎหมายทั่วไป นอกจากนี้ ยังขัดต่อมโนสำนึกในความเป็นแพทย์ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม และผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมทั้งปวงได้ถูกปลูกฝัง ฝึกอบรม และปฏิบัติต่อผู้ป่วยสืบต่อกันมา การออกกฎกระทรวงฯ นี้ เกินขอบเขตของ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.๒๕๒๕ และไม่เปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างทั่วถึง ตามมาตรา ๕๗ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนกฎกระทรวงฯ นี้

สำหรับกฎกระทรวงฯ นี้ มีสาระสำคัญคือ ให้ผู้ป่วยสามารถยื่นหนังสือแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าว่าไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย โดยในหนังสือจะต้องลงลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ทำหนังสือ พยาน และผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ไว้ด้วย ทั้งนี้ อาจมีการระบุรายละเอียดอื่นๆ เช่น ความประสงค์จะเสียชีวิต ณ สถานที่ใด ความประสงค์จะได้รับการเยียวยาทางจิตใจ และการปฏิบัติตามประเพณีและความเชื่อทางศาสนา และให้สถานบริการสาธารณสุขให้ความร่วมมือตามสมควร โดยหนังสือแสดงเจตนาสามารถทำ ณ สถานที่ใดก็ได้ และสามารถทำได้หลายฉบับ โดยให้ยึดฉบับที่ทำหลังสุด เป็นฉบับที่มีผลบังคับ

ที่มา: http://thaipublica.org/2015/06/living-will-1

18 เมษายน, 2561

วิวาทะ (ล่าสุด) เรื่องการุณยฆาต

เจสสิกาเกิดที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ พร้อมกับความผิดปกติของหัวใจขั้นรุนแรง โดยมีอาการลิ้นหัวใจตีบตันและหัวใจห้องล่างพัฒนาไม่เต็มที่
18 เมษายน, 2561

พลัดพราก…แต่ไม่พรากรัก

เพราะความป่วยและความตายไม่จำกัดว่าจะเป็นกับใคร อายุเท่าใด สมควรหรือไม่ เมื่อผู้ป่วยด้วยโรคระยะสุดท้ายคือเด็ก ความทุกข์ทรมานมิได้เกิดกับผู้ป่วยตัวน้อยเท่านั้น หากยังแผ่ลามไปถึงครอบครัว คือพ่อแม่ด้วย
18 เมษายน, 2561

หญิงสูงวัยยืนยันสิทธิ์ที่จะตาย ‘สัก’ อกซ้ายประกาศเจตนารมณ์

จอย ทอมกินส์ วัย ๘๑ ปี ตัดสินใจเด็ดขาดว่าไม่อยากฟื้นขึ้นมาในห้องฉุกเฉินในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีกต่อไป หลังจากเคยทุกข์ทรมานใจที่เห็นสามีค่อยๆ ตายอย่างช้าๆ มาแล้ว