parallax background
 

ภารกิจศักดิ์สิทธิ์ในการดูแลผู้ตาย
ควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ผู้เขียน: Caitlin Doughty (เคตลิน เดอตี) หมวด: ในชีวิตและความตาย


 

ในวัฒนธรรมหมู่บ้านของชาวกวางตุ้ง จะมีกลุ่มนักจัดการศพที่เรียกว่า กินโจงโหลว (ng jong lo : 件葬佬) เมื่อเกิดการตายขึ้น กินโจงโหลวจะไปที่บ้านของผู้สูญเสียเพื่อชำระร่างกายศพและนำใส่โลง พวกเขาเป็น "ผีที่ยังมีชีวิต" สกปรก และชาวบ้านหวาดกลัว เมื่อพวกเขาเดินผ่านหมู่บ้าน ชาวบ้านจะปิดประตูหน้าต่าง ไม่มีใครแม้แต่นักบวชที่จะให้ของหรือคุยกับพวกเขาโดยตรง เด็กๆ จะถูกกันออกห่างจากนักจัดการศพเหล่านี้ ผู้เชื่อว่าการเคี้ยวกระเทียมจะช่วยปกปิดกลิ่นเหม็นของศพและช่วยให้การทำงานอันแปลกประหลาดนี้มีความสุข แบบแผนประเพณีดังกล่าว ทำให้นักจัดการศพจำนวนมากซึ่งอยู่ร่วมกันหลังร้านขายโลงเสพติดฝิ่น และมีแต่ผู้ชายที่ทำงานอันต่ำต้อยด้อยค่าเช่นนี้

ตลอดหลายปีที่ผมทำงานกับศพในสหรัฐอเมริกา เท่าที่ผมรู้ ไม่มีใครพาลูกๆ ไปซ่อนตอนที่ผมเดินผ่าน แต่ความกลัวต่อนักจัดการศพไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหมู่บ้านในชนบทที่ห่างไกลเท่านั้น ชาวตะวันตกยุคใหม่คือแชมป์โลกในเรื่องการปฏิเสธความตาย คนที่ทำงานกับศพจะอยู่นอกบรรทัดฐานสังคมไปโดยอัตโนมัติ ทิม แมตสัน นักเขียนผู้เดินทางไปสัมภาษณ์คนทำอาชีพเกี่ยวกับความตายทั่วโลก ยอมรับว่าเขาจินตนาการไม่ออกว่าต้องได้เงินมากแค่ไหนถึงจะดึงดูดให้ตัวเองมาทำงานเกี่ยวกับศพได้ "แม้กระทั่งในสังคมอเมริกาที่มีความระมัดระวังต่อการพูดถึงเรื่องที่อ่อนไหวและถูกทึกทักว่ามีใจกว้างต่อทุกคน แต่เรื่องนี้เป็นอคติที่ผมกับผู้คนจำนวนมากมีร่วมกัน" ทิมบอกว่า สัปเหร่อเป็นกลุ่มคนที่ "พวกเราอนุญาตให้ตัวเองดูถูกเหยียดหยามได้"

ถึงแม้ว่าเราจะดูถูกสัปเหร่อ แต่พวกเรารู้ว่าทำไมจึงต้องการพวกเขา เมื่อสามีของคุณ แม่ของคุณ หรือลูกๆ ของคุณตาย มีเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมคุณต้องเรียกใช้บริการห้องเก็บศพแทนการจัดการศพด้วยตัวเอง อย่างเช่น ศพอาจได้รับอันตรายหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง เป็นสาเหตุของโรคและการติดเชื้อ การดูแลร่างกายต้องใช้ทักษะเฉพาะซึ่งมาจากการฝึกอบรมพิเศษ และแน่นอน การดูแลศพเองเป็นเรื่องผิดกฎหมายไม่ว่าจะในอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกา

แม้เหตุผลเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด แต่มันไม่ใช่เรื่องจริง ผมไม่ได้บอกว่าพวกคุณควรจะรู้สึกแย่ที่ไปเชื่อเรื่องเหล่านั้น มีมายาคติทางวัฒนธรรมที่แพร่หลายไปทั่วซึ่งคุณอาจได้รับเป็นมรดกตกทอดมา ศพไม่ได้คุกคามต่อสุขภาพกายหรือใจของเรา ยกเว้นในบางกรณีที่หาได้ยาก เช่น การเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อชนิดร้ายแรงอย่างอีโบลา หรือการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ซึ่งสภาพร่างกายที่ยับเยินของผู้ตายอาจทำร้ายจิตใจต่อครอบครัวที่พบเห็นได้ แต่โดยเฉลี่ยแล้ว ศพที่เสียชีวิตโดยทั่วไปจะเหมือนกับศพที่ตายด้วยโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจ คือไม่มีผลคุกคามต่อชีวิต แม้สภาพการเน่าเปื่อยจะดูน่ารังเกียจและส่งกลิ่นเหม็น แต่ไม่เป็นอันตราย แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการเน่าเปื่อยไม่ใช่ประเภทเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ

นอกจากข้อยกเว้นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นการดองศพ คนทั่วไปสามารถเรียนรู้เรื่องการจัดการศพได้ไม่ยาก เพราะศพมีความเสี่ยงต่อคนที่มีชีวิตน้อย การดูแลศพด้วยตัวเองในบ้านของตนเองไม่ผิดกฎหมาย และผมจึงสนับสนุนว่าเป็นวิธีการแสดงความโศกเศร้าใจที่ดีกว่า ได้ใกล้ชิดและเข้าใจความตายมากกว่า

เมื่อคาสซานดรา ยอนเดอร์ นักทำคลอดงานศพ (Funeral Midwife) มาถึงบ้านของซู ร่างของเจเรมี สามีของซูยังคงอุ่นอยู่ เขานอนบนตักของซู ร่างดูซีดแต่ไม่น่ากลัว คาสซานดราไม่ได้บอกซูว่าการแตะต้องร่างของเจเรมีเป็นเรื่องอันตราย หรือต้องนำตัวเขาออกมาทันที เธอเพียงแค่สร้างพื้นที่ให้ซูมีเวลาอยู่กับร่างของเจเรมี นักทำคลอดงานศพเป็นคนอยู่นอกอุตสาหกรรมงานศพ ย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่นักจัดการศพเป็นผู้หญิงที่ไปยังบ้านของครอบครัวผู้เสียชีวิตเพื่อตระเตรียมร่างกายของศพให้เรียบร้อย

ซูเต็มไปด้วยความสับสน ในขณะที่กอดเจเรมี เธอถามเขาเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นของเธอ ไหนจะเรื่องฟาร์ม สัตว์เลี้ยง และสวนที่เธอรู้สึกกังวล ในที่สุด เธอมองไปที่ใบหน้าของเขาและถามว่า "เธอรู้ไหมว่าฉันรักเธอมากแค่ไหน" ยอนเดอร์บันทึกว่าตนเองกำลังเฝ้าดูซูสื่อสารกับเจเรมีแทนที่จะเป็นเธอ

งานศพที่บ้าน - การดูแลศพด้วยตัวเอง - เปลี่ยนการสัมพันธ์กับความโศกเศร้าของเรา หากคุณแต่งงานอยู่กินกับใครมานานถึง ๕๐ ปี เหตุใดถึงปล่อยให้คนอื่นมาเป็นผู้นำพวกเขาไปในตอนตายเสียเล่า มันให้ความรู้สึกของการควบคุมในช่วงที่เรารู้สึกสูญเสียการควบคุมมากที่สุด มีงานที่จะต้องทำหลายอย่าง ไม่ว่าการชำระล้างร่างกายและการแต่งกายศพเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นพิธีกรรมเล็กๆ ในโลกที่ห่างจากศาสนามากขึ้นทุกที แต่บางทีสิ่งสำคัญที่สุด คือการมีเวลาสามชั่วโมงหรือสามวันเพื่อให้ชินต่อข้อเท็จจริงที่ว่าคนคนนี้ได้จากไปแล้ว ร่างของพวกเขาเย็นชืด ผิวหนังแห้งเหี่ยว มือแข็ง พวกเขาไม่ได้อยู่ในโลกอีกต่อไปแล้ว และชุมชนจะต้องมาช่วยจัดการและก้าวต่อไปด้วยกัน

นักจัดการศพไม่ใช่คนสกปรกหรืออันธพาล แต่เป็นคนที่เกี่ยวพันกับภาระอันศักดิ์สิทธิ์และลึกซึ้งของมนุษยชาติ ซึ่งส่งทอดเป็นประเพณีมายาวนานนับพันปี โดยการทบทวนความสัมพันธ์ที่หายไปต่อร่างกายของผู้ตาย และรับผิดชอบต่อการตายมากขึ้น พวกเราทุกคนนั่นแหละที่สามารถและควรจะเป็นผู้ดูแลการตาย

แปลจาก
https://www.theguardian.com/commentisfree/2015/apr/13/sacred-task-caring-for-dead-home-funeral-grief?CMP=share_btn_t

17 มกราคม, 2561

ความรักของซิเซลี ซอนเดอร์ส(ตอนจบ)

หลังจากซิเซลี ซอนเดอร์ เห็นความจำเป็นที่จะก่อตั้งฮอสพิซแห่งใหม่ เพื่อบริการผู้ป่วยระยะท้ายด้วยวิถีทางที่ค้นพบ เธอจึงเริ่มระดมทุนตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้า ระหว่างระดมทุน ซอนเดอร์สร่างแผนผังฮอสพิซอย่างประณีตไปพร้อมกัน
20 เมษายน, 2561

มหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ เปิดสอนปริญญาเอกด้านการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) เป็นแห่งแรกของโลก

มหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ (Lancaster University) เปิดรับนักศึกษาปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการดูแลแบบประคับประคองเป็นแห่งแรกของโลก จำนวน ๑๖ คน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓
18 เมษายน, 2561

พลัดพราก…แต่ไม่พรากรัก

เพราะความป่วยและความตายไม่จำกัดว่าจะเป็นกับใคร อายุเท่าใด สมควรหรือไม่ เมื่อผู้ป่วยด้วยโรคระยะสุดท้ายคือเด็ก ความทุกข์ทรมานมิได้เกิดกับผู้ป่วยตัวน้อยเท่านั้น หากยังแผ่ลามไปถึงครอบครัว คือพ่อแม่ด้วย