ถอดเทปไลฟ์สดคุณหมอมงคล ณ สงขลา

เรียบเรียง: - หมวด:ในชีวิตและความตาย


 

 

วันที่ 24 กันยายน 2563 ที่สวนรถไฟ

สวัสดีทุกๆ ท่านครับ ผมไม่ได้มีโอกาสมาสื่อสารกับท่านทั้งหลายเป็นเวลานานพอสมควร เลยถือโอกาสหลังจากที่มาออกกำลังกายเล็กๆน้อยๆ  มุมตรงนี้ก็เคยเป็นมุมเดิมมุมหนึ่งที่เคยมาพูดคุย ก็อยากจะเรียนความก้าวหน้าของโรคมะเร็งที่ไตข้างซ้ายนะครับ ที่เอาออกไปแล้วประมาณซักปีครึ่ง หลังจากนั้นก็มีก้อนขึ้นมาใหม่ ตรงฐานของไตที่เอาออกไปนั่นแหละครับ  แล้วเมื่อเป็นก้อนโตขึ้นๆ แล้วมันก็ไปกระจายตามที่ต่างๆ ไปที่ตับเล็กน้อย ไปที่ปอดเล็กน้อย ไปที่กระดูกเล็กน้อย แล้วที่สำคัญที่สุดคือไปที่ลำไส้และเยื่อบุช่องท้อง ที่เป็นเรื่องที่สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นอย่างมากมาย  

วันนี้ผมมาพูดคุย ก็บอกท่านทั้งหลายไว้ว่า อย่าไปเศร้า ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้เอง  หลังจากมันไปที่ลำไส้ก็ทำให้มีการอุดตันบางส่วนของลำไส้ ทำให้การไหลเวียนขับอาหารที่เรากินออกมายาก การย่อยอาหารก็ยาก เพราะฉะนั้นอาหารที่กินในรอบเดือนที่ผ่านมาก็กินได้แต่ที่มันอ่อนๆ เป็นน้ำๆ แล้วการขับถ่ายก็ไม่เป็นปกติ ตอนหลังๆ ต้องใช้ยาถ่ายเพื่อจะบรรเทา แต่มันก็ถ่ายออกไม่มาก เพราะว่าเรากินเป็นน้ำๆ เป็นซุปอะไรต่างๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นการขับถ่ายก็น้อยอยู่แล้ว  

เมื่อเป็นอย่างนั้นทำให้มีลมในลำไส้  ผมไม่เคยพุงป่องอย่างนี้เลย จนเดี๋ยวนี้กางเกงที่ใส่ไปทำงานต้องขยายตะขอ ไม่งั้นใส่ไม่ได้ กลายเป็นว่าเหมือนกับคนท้องประมาณ 8 เดือน แล้วอึดอัดมาก เวลานอนเวลานั่ง อึดอัดเพราะลำไส้พยายามจะบีบเอาส่วนที่มันอุดตันออก มันโป่งข้างบนและพยายามที่จะขับออกข้างล่างแล้วมันมวน  ลองนึกถึงตอนที่เราท้องเดินจะเห็นว่ามันมวนมาก อันนี้ก็เป็นความทุกข์ที่คิดว่ามันจะยาว ยาวจนกว่าจะตายนะครับ

แน่นอนที่สุดเลย ผมได้รับการรักษา ถึงจะผ่าตัดไปแล้วประมาณ 1 ปี ก็เห็นถึงความผิดปกติที่มันเกิดขึ้น น่าจะในเรื่องการกระจายของมะเร็งของไตในครั้งนี้ ไปตรวจอีกครั้งหนึ่งก็ย้ายไปอยู่กับอาจารย์ที่ดูแลทางด้านมะเร็ง  เริ่มต้นด้วยการทำ CT ทำอะไรต่างๆเหล่านี้ ก็ตกลงกันว่าใช้ยา targeted therapy ก็มีความหวังว่า targeted therapy จะตอบสนองได้ แต่ปรากฏว่าใช้ targeted therapy เกือบเดือนครึ่ง CT  อีกที ก้อนมันโตขึ้นไปมาก ก็แสดงว่ายาตัวนั้นไม่ตอบสนองนะครับ

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ไปทำ CT แล้วก็เปลี่ยนยาเป็นกลุ่ม Immunotherapy อันนี้เป็นความพยายามของอาจารย์ที่ดูแล อาจารย์ทางด้านมะเร็งนะครับ ที่นี้ก็ไม่แน่ใจว่า Immuno ตัวนี้มันจะ sensitive หรือไม่นะครับ sensitive หรือ ไม่ sensitive แต่มันก็น่าจะสุดของมันแล้ว  ถ้าเผื่อตัวนี้ยังไม่ได้ผลอีกก็น่าจะหมด 

สิ่งที่จะสร้างความทุกข์มากๆ ก็คือท้องอืด กินไม่ได้แล้วก็นอนไม่ค่อยหลับ จะต้องกินยานอนหลับ จะต้องกินยาถ่าย เพื่อให้ท้องมันได้ว่างบ้าง อันนี้ก็เป็นความทุกข์อันหนึ่ง

ใจผมเนี้ย ผมไม่ห่วงเรื่องการที่มันจะกระจายไปตรงไหนบ้างนะครับ เพียงแต่ว่าให้มัน Ending ให้มันไม่ทุกข์จนเกินไป อยากจะให้มีการผ่าตัดร่วมด้วย โดยวิธีการทำ Jejunostomy ก็ได้  วิธีการทำอะไรก็ได้ เอาลำไส้ออกมา  ให้มันไม่มีการปวดมวนมากแล้วก็ท้องอืดจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับนะครับ แล้วก้อนที่มันอยู่ตามเยื้อบุลำไส้ เยื่อบุช่องท้องอะไรต่างๆ เหล่านี้ก็  ถ้าเผื่อว่าค่อยๆ สะกิดเอามันออกมาได้ 

แล้วก็ก้อนที่มันเกิดขึ้นแทนที่ไตข้างซ้ายที่เอาออกไปนั่นน่ะ ตรงนี้ถ้าเอาออกไป ก็จะทำให้มันที่ว่างมากขึ้น ทำให้การกระจายเร็ว ตายเร็ว อันนี้ผมไม่ขัดข้อง เพราะว่าจิตสุดท้ายของเราเนี้ยมันควรจะไปอย่างสงบ ไม่ใช่ไปด้วยความเจ็บปวด ไปด้วยความทุกข์ทรมาน  เกิดเวทนามากมายนะครับ

แต่รู้สึก  อาจารย์ Cancer ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะลงทุนผ่าตัดถึงขนาดนั้น  วันที่ 2 เดือน ต.ค. คงจะไป Immuno ก็คือให้ทางเส้นเลือด 1 กระปุก นอนที่โรงพยาบาลครึ่งวันเป็นครั้งที่  2  แล้วหลังจากนั้นก็คงจะให้อาทิตย์เว้นอาทิตย์นะครับ  ครั้งที่ 3 นี่น่าจะ CT ดูอีกทีหนึ่งว่ามันได้ผลหรือไม่ได้ผลนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะเล่าให้ท่านทั้งหลายที่เป็นห่วงเป็นใย หรือท่านที่ติดตาม

 แต่ก็อย่าไปห่วงอะไรนะครับ ผมได้บริจาคร่างกายของผมให้กับตึกกายวิภาคศาสตร์ ศิริราชมานานแล้วนะครับ ก็เป็นศิษย์เก่า เคยไปนั่งอ่านหนังสือ เคยไปคุ้นเคยใกล้ชิดกับอาจารย์หมอสุดแสงวิเชียร อย่างน้อย 3 ปี ๆ ละประมาณ 2  เดือน ไปขุดของโบราณกันที่ถ้ำสามเหลี่ยม เมืองกาญฯ อันนั้นก็เป็นความใกล้ชิดกับอาจารย์หมอสุด  อาจารย์หมอเพทาย อาจารย์หมอสายใจนะครับ เป็นอย่างดี แล้วผมก็ไปตึกกายวิภาคศาสตร์ จนคุ้นเคย เพราะฉะนั้นการที่จะเอาร่างการผมไปไว้ตรงนั้น เป็นความสุขที่อยากจะได้ แล้วผมก็ได้ประสานไปที่ผู้รับผิดชอบที่กายวิภาคศาสตร์แล้วนะครับ  ถึงแม้ว่าร่างกายผมไม่สมบูรณ์ เป็นอาจารย์ให้นักศึกษาแพทย์เรียนไม่ได้ เขาก็จะเอาส่วนอื่นของร่างกายที่มันยังดีอยู่ไปใช้ประโยชน์ อันนี้ผมก็ยินดีนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อผมเสียแล้วภายใน 3 ชม. หลังจากแพทย์เก็บเอาไว้จนแน่ในว่าตายแน่ อันนี้ตามระเบียบนะครับ ก็แจ้งไปก่อน พอครบ 3 ชม. เขาก็จะมารับร่างกายไป ทำความสะอาด เช็ดตัวต่างๆ ให้ดี ไปดำเนินการที่ตึกกายวิภาคศาสตร์ ศิริราช 

เพราะฉะนั้นมันก็จะไม่มีการสวดศพที่วัด แต่ผมก็ได้เตรียมการเอาไว้อีกเช่นเดียวกันครับ ผมก็จะจัดให้มีการทำบุญนะครับ ใครอยากที่จะสวด ก็ทำอย่างที่อาจารย์สุด แสงวิเชียร ทำที่วัดกัลยา คือ เอาร่างกายไปจัดการที่ตึกกายวิภาคศาสตร์ และก็เอารูปไปสวด 1 คืน หรือ 2 คืน ของอาจารย์หมอสุด  ผมจำไม่ได้ แต่ของผมนี้ เมื่อร่างกายไปแล้วนั้น ไม่ต้องมีใครรับรู้อะไรอีกแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ติดตามไปสวด ถ้าใครที่สนใจก็ขอให้ไปร่วมสวดที่วัดทองบน พระราม 3 ติดกับบริษัทไลอ้อน เพราะว่าหลังจากเกษียณมาแล้ว ผมมีความใกล้ชิดกับบริษัทไลอ้อน  แล้วก็ใกล้ชิดกับผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานต่างๆ มากกว่าในส่วนราชการอื่นๆ ที่เคยอยู่มาหลายสิบปี เพราะคนก็เปลี่ยนไปตาม generation  ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ว่าอะไร เลยคิดว่าทางนี้เขาคงจะยินดีที่จะช่วยผมทำในสิ่งที่ผมต้องการ ก็คือเมื่อไม่มีร่างแล้ว เอารูปผมมาตั้งขาตั้ง แล้วก็ให้พระสวดสักคืนหนึ่ง คืนเดียวนะครับ เพราะว่าวัดทองบนเนี้ย เคยไปใส่บาตรปีหนึ่งหลายๆ หน นิมนต์พระมาสวดก็จบเลย  วันรุ่งขึ้นที่วัดทองบนก็ทำบุญเลี้ยงเพลพระ เสร็จก็ลูกๆหลานๆ ผู้บริหารที่ขอร้องกันเอาไว้ก็คือว่าให้ช่วยเอารูปที่อยู่ในกรอบ แกะออกมาแล้วก็ไปเผารูป เผาที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะวัดทองบนอยู่ติดกับบริษัทไลอ้อนและติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา  เผารูปเสร็จก็ให้ขี้เถ้าอันนั้นลอยไปตามน้ำเลยเป็นอันจบ ชีวิตผมก็เสร็จสิ้น

ใครอยู่ในพื้นที่ไหนก็แล้วแต่ อยากจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผม ท่านไม่ต้องลำบากอะไรทั้งสิ้น ท่านเอาเงินบริจาคอุทิศส่วนกุศลให้ผมให้กับโรงพยาบาลที่ท่านสะดวกที่สุด โรงพยาบาลไหนก็ได้นะครับ ที่สะดวก เอาเงินจะบริจาคเท่าไหร่ อันนั้นก็เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้ผมแล้ว  ก็ต้องขอขอบคุณ ขออนุโมทนาสาธุ ในความผูกพันท่านทั้งหลายที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง ลูกๆหลานๆ หรือว่าลูกศิษย์ลูกหา  ใครก็แล้วแต่ที่จะทำบุญ ไม่ต้องต้องเอาเงินมาทำบุญตอนที่สวดรูปอะไรก็แล้วแต่ เพียงแต่ว่าทำบุญให้กับโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้านก็ได้ หรือว่าตรงไหนก็ได้ที่สะดวก ตอนนี้เนี้ย เบอร์บัญชีของโรงพยาบาลมีทุกแห่ง ก็โอนเข้าบัญชีง่ายๆ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เล่าให้ฟังนะครับ 

เมื่อเสร็จพิธีที่วัดทองบนวันที่ 2 เลี้ยงพระแล้ว เผารูปแล้ว ปล่อยขี้เถ้าลอยไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ทุกอย่างจบสิ้น ไม่มีอะไรกังวล ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอีกแล้ว  สิ่งที่มันเหลืออยู่ของคนเราก็คือความดีและความไม่ดีทั้งหลาย บาปบุญและส่วนกุศลทั้งหลายก็ติดตัวตามไป

สิ่งที่เราจะอยากได้หรือไม่อยากได้ทั้งหลาย มันก็ตามไป ไม่เหมือนกับข้าวของเงินทอง  อันนี้จะติดตัวเราไป ดีก็ไป ไม่ดีก็ไป ดีมากไปก็ดี แต่ถ้าเผื่อไม่ดีมากไป เราก็เกิดความเวทนาต่อไปในภายภาคหน้า  อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับกันอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร

ผมเรียนท่านทั้งหลายว่า ผมอยากจะ ending quality ด้วยชีวิตที่มันดี คือว่าอย่าให้ท้องอืด อย่าให้ทุกข์ทรมาน  แต่ถ้าเผื่อว่าอาจารย์ที่ดูแลโรค ไม่เห็นด้วยที่จะต้องผ่าตัด ไม่เห็นด้วยในการที่จะไปรีลีส ไม่อยากที่จะเอาก้อนออก ผมก็โอเค เพราะว่าเมื่อได้เตรียมในการที่จะให้ทีมงานที่เขาดูเรื่องมะเร็ง ดูแลให้แล้ว  ความเห็นเขาเป็นยังไง ผมรับได้หมด จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมก็ยอมที่จะไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนนะครับ

 วันนี้ก็อยากมาเล่าให้ท่านทั้งหลายฟังว่าสิ่งที่มันทุกข์อยู่จนขณะนี้คือ เหมือนท้องขนาด 8 เดือน แล้วก็ไม่ได้ท้องเฉยๆ มันมวน มันปวด กินไม่ค่อยได้ เพราะท้องมันอืด  ถ่ายก็ถ่ายได้น้อย เพราะฉะนั้นความทุกข์ก็มาก วันนี้มาออกกำลังกาย ก็วิ่งเหยาะๆ เหมือนกับคนพึ่งเริ่มหัดวิ่งเมื่อสัก 40 – 50 ปีที่แล้ว อย่างที่หมออำพลบังคับให้วิ่งเพื่อจะเตรียมตัววิ่งรณรงค์เรื่องสูบบุหรี่  เหมือนตอนนั้นเลย ตอนนั้นก็ยังอ้วนๆ อยู่ แต่พอวิ่งจากแพร่มาที่ลำปางได้  วิ่งขึ้นเขา ลงเขาได้ หลังจากนั้นเราเปลี่ยนจากเป็นคนหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่สวมรองเท้าไปวิ่งแล้วมันจะอยู่ไม่ได้ ก็จะเห็นว่าชีวิตมันมีจุดหักเหนะครับ และเมื่อมันหักไปแล้วเนี้ย มันหักกลับยาก  แต่ตอนนี้ก็คงไม่มีอะไรจะหักอีกแล้ว เพราะมันเป็นสุดท้ายของชีวิตแล้ว ก็อยากจะให้ทุกๆ ท่านมีความสุขนะครับ ถ้าเกิดว่าเคยมีกรรมดี กรรมไม่ดีอะไรต่างๆ ทั้งหลายที่เคยทำให้ท่านไม่พอใจ หรือขัดข้องใจอะไรต่างๆ ก็ต้องขอภัยด้วยนะครับ  และก็น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะมานั่งไลฟ์กันอย่างนี้

ท่านอย่าไปเศร้าและอย่าไปมีความรู้สึกที่ไม่ดี อันนี้เป็นชีวิตที่ผมอยากจะมาเล่าให้ท่านทั้งหลายฟัง ขอบคุณทุกๆ ท่านครับ หวังว่าทุกๆค นคงจะมีความสุขในชีวิตต่อไปนะครับ ขอบคุณมากครับ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

25 กันยายน 2563  ที่บ้านของคุณหมอมงคล

สวัสดีทุกๆ ท่านครับ เมื่อวานผมได้ Facebook live บอกญาติพี่น้องทุกๆ คนว่า ท้องโตขึ้นๆ เพราะว่ามันอาจจะมีการอุดตันในลำไส้ และก็มีการเคลื่อนไปยึดโน้นยึดนี้ของตัวมะเร็งที่มันกระจายไป ท้องมันอืดขึ้นๆ  ทนไม่ไหวก็เลยประสานงานกับอาจารย์ที่ดูแลนะครับ ก็ตกลงว่าวันนี้จะเข้าโรงพยาบาลก่อนเที่ยง  จะผ่าตัดวันไหนก็ค่อยพิจารณากันอีกที

อันนี้ผมอยากจะบอกกล่าวท่านทั้งหลายเพื่อความสบายใจเพื่อความมั่นใจนะครับว่าเกิดอะไรขึ้นก็แล้วแต่  ร่างกายผมจะไปอยู่ที่ศิริราชครับ  ส่วนการที่จะทำบุญนี่อย่างที่ผมเรียนว่า จะเอารูปไปทำบุญที่วัด ให้พระกรุณาสวด ให้ศีล ให้พร ทำบุญ ก็เฉพาะรูปที่เอาไปตั้งขาหยั่งเอาไว้ แล้ววันรุ่งขึ้นเลี้ยงเพลเสร็จก็เอาแกะรูปนั้นก็มาเผาลงแม่น้ำเจ้าพระยาไปก็จบสิ้นนะครับ ก็ฝากย้ำท่านทั้งหลายอีกทีหนึ่งว่าอย่าส่งพวงหรีดมานะครับ แล้วก็ไม่ต้องเอาซองมาทำบุญ ท่านอยากจะทำบุญให้ผมด้วยความกรุณาก็ขอให้ส่งเข้าบัญชีโรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลไหนก็ได้ที่ท่านถนัด อันนี้ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งนะครับ

 แล้วต้องขออนุญาตเรียนนิดหนึ่งว่า ครั้งที่แล้วผมบอกว่าวัดที่จะไปสวดรูปเป็นวัดทองบน แต่ปรากฏว่าเมื่อวานไปดูแล้ววัดทองบนอาจจะคับแคบไปนิดหนึ่ง ทางเข้าก็รถสวนกันไม่ค่อยได้ ก็เลยขอเปลี่ยนเป็นวัดปริวาสอยู่ถนนพระราม 3 เช่นเดียวกันครับ  ติดแม่น้ำเจ้าพระยา อันนี้ก็ถ้าเผื่อยังไงก็ค่อยหาข่าวดูแล้วกันว่าวันเวลาไหน เมื่อไหร่ อะไรต่างๆ เหล่านี้  แต่วันนี้ขอไปประชุมเสร็จแล้ว หลังจากนั้นก็เข้าโรงพยาบาลครับ ผลออกมายังไงแล้วผมจะมาเล่าให้ท่านทั้งหลายฟังอีกครั้งหนึ่งครับ

ขอบคุณมากครับสำหรับการแจ้งข่าวด่วนในวันนี้ครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ


วันที่ 4 ตุลาคม 2563  ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี

สวัสดีทุกๆ ท่านครับ ตอนนี้ผมกำลังเล่าอะไรต่างๆ ให้ท่านทั้งหลาย ลูกหลานฟังจากโรงพยาบาลนะครับ คงจะเห็นบริเวณรอบๆ ที่นั่งอยู่นี้นะครับ เป็นโรงพยาบาล เข้ามาอยู่โรงพยาบาลตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว ด้วยอาการของ Ascites คือมีน้ำในช่องท้อง แล้วก็อึดอัด กินไม่ได้ นอนไม่ได้ ก็เลยมาเข้าโรงพยาบาล ผมขออนุญาตเอา mask ออกนะครับ ไม่งั้นพูดกันไม่ค่อยชัด  มานอนโรงพยาบาลก็มีการเอาน้ำออกทางช่องท้อง ออกได้ประมาณ 1,600 ซีซี ในวันแรก แล้วก็มานอนอยู่โรงพยาบาลตั้งแต่วันนั้น  อีกสามวันต่อมาก็ยังมีน้ำออกเหมือนเดิม แล้วก็แทปออกมาอีกครั้งหนึ่งได้ประมาณ 2,000 ซีซี แล้วก็เมื่อสามวันที่แล้ว แทปอีกครั้งหนึ่งก็ได้ 2,000 ซีซีเช่นกัน ก็แสดงว่า Ascites เกิดจาก carcinoma นี้ ไม่ว่าจะเป็นจากก้อน carcinoma หรือเกิดจากโพลี โทเนียร์ ที่มัน metastasis(การแพร่กระจาย) ทำให้เกิดการอักเสบ แล้วก็มีน้ำหยดติ๋งๆ ออกมา ผมเข้าใจว่าอย่างนั้นนะครับ

ทีนี้พอมาอยู่โรงพยาบาลก็มีการ ซีที หลายครั้งนะครับ  อาจารย์บอกว่ายาเดิมที่เป็นTargeted therapyคงจะไม่ได้ผลไม่ respond ไม่ sensitive ต่อ Sarcoma ไม่ sensitive ต่อ carcinoma ตัวนี้นะครับ (Carcinoma  คือ มะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากผิวหนัง หรือ เนื้อเยื่อบุอวัยวะ Sarcoma คือ มะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากกระดูก กระดูกอ่อน ไขมัน กล้ามเนื้อ หรือเส้นเลือด) จึงไปเปลี่ยน Targeted therapy ให้คู่กับ Immunotherapy  ตกลงว่าจะให้ 3 อาทิตย์ต่อครั้ง Targeted therapy เริ่มต้นน้อยๆ ก่อน คือจาก 2 เม็ดเช้า 2 เม็ดเย็น ทุกวัน ก็ได้รับยามาตลอด เริ่มตั้งแต่วันเข้ามาวันศุกร์(2 ตค.) เริ่มตั้งแต่วันเสาร์(3 ตค.)  เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ก็เริ่มให้ยา Targeted therapy เป็นต้นมา

จาก Targeted therapy ที่ให้แล้วก็ Immunotherapy ที่ให้ดริป 3 อาทิตย์ต่อครั้ง ในวันแรกๆ รู้สึกเฉยๆ แต่เมื่อวานกับวันนี้ (3 และ4 ตค.) อาการท้องอืด อาการที่มีน้ำในช่องท้องเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นชัดเจนว่าน่าจะมีการตอบสนอง ก็เป็นสิ่งที่ให้กำลังใจว่าการรักษาน่าจะมีส่วนที่จะทำให้อาการต่างๆ ดีขึ้น  ฉะนั้นวันพรุ่งนี้วันจันทร์ (5 ตค.) จะมีการตรวจอะไรต่างๆ  ทีมอาจารย์ ทีม residence ทีมอะไรต่างๆ มาเยี่ยมเยียนดูแล วันหนึ่งหลายๆ ยก หลายๆครั้ง  แต่พรุ่งนี้คิดว่าจะกลับไปนอนบ้าน ถ้ามีน้ำในช่องท้องเพิ่มขึ้นอึดอัดก็ต้องขอเป็น fast track ของอาจารย์ ซึ่งมีการหารือกันเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะฉะนั้นก็คงจะสะดวกในการจะกลับไปพักที่บ้าน แล้วก็สะดวกที่จะทำอะไรต่ออะไรต่างๆ มากกว่าที่โรงพยาบาล ถ้าเผื่อจำเป็นขึ้นมาก็สามารถจะประสานกับโรงพยาบาล ให้ความกรุณาในเรื่องนี้ตลอดเวลา ไม่ต้องเป็นห่วง

อย่างไรก็แล้วแต่นะครับ วันที่ 9 นี้ผมตั้งใจว่าจะเดินทางไปโคราช หลายๆ คน ลูกหลานที่โคราช ที่มาเยี่ยมเยียน ที่มาหารือ ก็พยายามที่จะบอกว่าจะช่วยกันทำบุญแทน เพราะว่าส่วนใหญ่คนเหล่านี้ทำงานกันมาเป็นเวลา 30-40 ปี อยู่ด้วยกันเหมือนกับญาติเหมือนกับครอบครัวเดียวกัน  จะทำอะไรก็ได้แต่อย่างไรก็แล้วแต่ผมคิดว่าอาจจะเป็นการไปทำบุญที่บ้านเพราะว่าทำมาทุกปี เป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ ก็เลยคิดว่าจะต้องไปให้ได้วันที่ 9 แล้วก็ทำบุญกับพระวัดเดิม วัดที่เคยทำบุญมาตลอดทุกๆ ปี คนที่ไปในงานทำบุญก็เป็นครอบครัวเดียวกันทั้งนั้นเลยนะครับ ก็เป็นความอบอุ่นที่หายากครับ เหมือนกับเป็นการรวมญาติก็ว่าได้นะครับ

 อันนั้นเป็นสิ่งที่มันอาจจะเกิดขึ้น แล้วจะเล่าให้ท่านทั้งหลายฟัง วันนี้ผมมีความรู้สึกว่าตัวเบา แล้วก็มีเรี่ยวมีแรงมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้  เมื่อสามสี่วันก่อนหน้านี้เนี่ย มันเหมือนกับหมดเรี่ยวหมดแรงนะครับ แต่ตอนนี้ดีขึ้นถึงแม้ว่าการกินยังไม่ค่อยดีนัก อาจเพราะยาทำให้เราคลื่นไส้อาเจียน แต่ก็พยายามกินเพื่อจะให้มีพลังงาน ก็อยากจะเรียนท่านทั้งหลายว่าในขณะนี้ น้ำหนักหายไปประมาณสามกิโลกว่าๆ ในระยะเวลาประมาณเดือนกว่าๆ ก็เร็วพอสมควรนะครับ  กล้ามเนื้อแขนที่เคยเป็นนักกีฬา เป็นนักกล้ามนะครับ เป็นนักเทนนิส เป็นนักกอล์ฟ เป็นอะไรต่างๆ มาก่อน ตอนนี้ไม่มีเหลือสภาพนักกอล์ฟ นักเทนนิส สภาพคนเล่นกีฬายูโดอะไรต่างๆ มาก่อนเลย  กล้ามเนื้อที่หายไป มันหายไปไหน

กล้ามเนื้อถ้าเราดูให้ดีมันก็เหมือนกับดินที่พระพุทธเจ้าได้ให้โอวาทสาวกทั้งหลายเอาไว้ กล้ามเนื้อกระดูกหนัง ขน ผม เล็บ อะไรต่างๆ เหล่านี้เป็นดิน  ตอนนี้ดินมันหายไปแล้ว สามกิโลกว่านะครับ ก็แสดงว่า ดินมันตายไปแล้วสามกิโลกว่า  

แล้วน้ำในขณะนี้น้ำที่มีอยู่ในร่างกาย เมื่อมันกินน้ำได้น้อย พยายามกินนะครับ แต่ปรากฏว่าเรากินได้ไม่มาก กินมากจะรู้สึกคลื่นไส้ เพราะฉะนั้น เมื่อกินได้น้อยเนี่ยเสมหะที่ออกมา มันจะเป็นเสมหะเหนียวๆ นะครับ น้ำมูกมันก็ออกมาเป็นน้ำมูกเหนียวๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีการติดเชื้อใดๆ ทั้งสิ้น  เรากินน้ำเข้าไปน้อย น้ำในร่างกายมันน้อยนะครับ แล้วเส้นเลือดที่หมุนเวียนในร่างกายก็ลดลง แสดงว่าดินก็ลดลงไปแล้ว ตามทางของพุทธศาสนา น้ำก็ลดลงไปแล้วนะครับ

แล้วก็ลม ลมหายใจที่หายใจอยู่ ทุกวันๆ ท่านลองคิดดู ผมอยากจะให้นึกภาพ diaphragm ที่ภาษาไทยเราเรียกว่า กระบังลม เมื่อท้องมันอืดท้องมันป่องนะครับ มันก็ดัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก้อนมะเร็งที่อยู่ในช่องท้องมันช่วยกันดันกระบังลมของเราให้สูงขึ้น บางครั้งการหายใจเนี่ย หายใจออกลึกๆ มันก็ไม่ค่อยได้เต็มที่ เนื่องจากกระบังลมมันดันอยู่ ทำให้ลมที่จะเข้าไปสู่ปอด เมื่อเราหายใจเข้ามันได้ไม่เต็มที่ เมื่อเราหายใจเข้าในส่วนที่เหลือของปอด ที่จะให้ลมเข้ามามันก็มีที่ลดน้อยลง เนื่องจากมันถูดเบียดบังด้วยแรงดันของกระบังลมที่ดันช่องท้องดันขึ้นไป ลมก็น้อยลง เมื่อลมน้อยลงมันเหมือนกับออกซิเจนในร่างกายเราเนี่ยมันขาดไปไม่น้อยกว่าสามสิบสี่สิบเปอร์เซ็นต์ การเผาผลาญในร่างกาย เรากินอาหารเข้าไปหรือเราอะไรต่างๆ เข้าไป การที่จะเผาผลาญออกมาเป็นพลังงานมันก็ลดลง

ดินหายไปแล้ว น้ำหายไปแล้ว  ลมหายไปแล้ว ไฟล่ะครับ ไฟเนี่ยเรากินอาหารน้อยลงพลังงานน้อยลง ออกกำลังกายเกือบจะไม่มี เพราะฉะนั้นพลังงานในร่างกายมันก็ลดลง สรุปสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ของผมในขณะนี้ มันตายไปแล้วสามสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ทำให้เราอ่อนเพลีย ทำให้เราหายใจไม่อิ่ม ทำให้เรากินอาหารไม่ได้ ทำให้เรารู้สึกว่า มันร้อนๆ หนาวๆ เพราะว่า combustion ในร่างกายไม่คงที่

เพราะฉะนั้นที่พระพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของเรากล่าวว่า ตายก่อนตาย ตอนนี้มันชัดเจน ว่ามันมีการตายก่อนตายให้เราเห็นนะครับ ชัดเจนว่ากายนี้ไม่ใช่ของเรา มันไม่คงที่ แล้วมันก็ไม่ได้เป็นตัวเป็นตนอะไรทั้งสิ้น

ในขณะที่ก้อนในบางครั้งบางคราวมันก็เจ็บจี๊ดๆ ขึ้นมา เราบอกเอ่อมันเจ็บหนอ แล้วเราก็ดูไปสักประเดี๋ยวมันก็หายไป แล้วสักพักมันเจ็บขึ้นมาอีก เราก็บอกเอ่อมันเจ็บหนอ แล้วเราก็ไม่ค่อยเอาใจไปสนในเท่าไหร่นัก  แต่พอถ้าเผื่อมันถี่ขึ้นมากขึ้น บางทีจิตคุมไม่อยู่ ต้องเรียนท่านว่า ที่เคยคุยนักคุยหนาว่าเราสามารถที่จะแยกตรงนี้ออกไปได้ จริงๆ มันไม่ใช่ เรายังไปไม่ถึง แต่เราคิดว่าเราไปถึง ถ้าเกิดเราไปถึงแล้วจริงๆ นี่หันมาดูประสบการณ์ที่ผ่านมา มันจะต้องเห็นพวกนี้และแยกแยะออกได้ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปคุยก่อนที่เราจะผ่านตรงนี้ไปชัดเจน

 แล้วก็กลับไปดูสิ่งที่เราผ่านมามันคือของจริง เพียงแต่รู้เพียงแต่ฟัง เพียงแต่ สุตตมยปัญญา (ความรู้จากการฟัง การอ่าน) จินตมยปัญญา (ความรู้จากการนึก การคิด การค้นคว้าวิจัยต่างๆ) มันไม่เพียงพอ ต้องภาวนาให้เห็นชัดเจน (ภาวนามยปัญญา เป็นความรู้เกี่ยวกับการสัมผัสทางด้านจิตวิญญาณ เป็นการฝึกสติ ฝึกการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกขณะปฏิบัติสมาธิภาวนา อันจะนำไปสู่ความรู้แจ้งเห็นจริง) เพราะฉะนั้นการปวดที่เกิดขึ้น เราก็บอกว่ามันไปเกี่ยวกับเรานะ มันไม่ใช่ของเรานะ เดี๋ยวมันก็หายไปนะ เพราะมันเป็นไม่มีตัวตน มันเป็นอนิจจัง มันเป็นอนัตตา สิ่งเหล่านี้เราทำได้เมื่อมันไม่รุนแรง  เมื่อรุนแรงขึ้นมาเป็นลักษณะที่เราไม่สามารถจะคุมได้เป็นบางครั้งบางคราวแล้วเดือดร้อน  พอเราคุมไม่ได้มันก็เดือดร้อนขึ้นไปต่ออีก เพราะการที่เราไปรับรู้ความเจ็บความปวด เป็นเวทนาสังขาร พอมันเกิดเวทนาสังขารขึ้นมา ตัวจับความเวทนาสังขารตัวนี้ที่มันสัมผัสกับความเจ็บปวด เกิดเวทนาขึ้นมา ตัวที่มาจับตรงนี้ก็คือวิญญาณ คือความรู้องค์รู้ เข้ามาจับเลยว่าเราเจ็บนะ เราปวดนะ ในขณะเดียวกันสังขารขันธ์ ก็คือตัวปรุงแต่ง เราเริ่มแล้ว เอ๊ะทำไมมันต้องมาเจ็บกับเรา  เอ๊ะทำไมเราไม่สามารถจะแก้ไขตรงนี้ได้  เอ๊ะ ทำไมมันต้องทำให้เราลำบากลำบนถึงขนาดนี้น้อ  คิดไปต่างๆนานา เป็นเรื่องของการปรุงแต่ง แล้วก็เปรียบเทียบกับการเจ็บการป่วยเมื่อครั้งที่แล้ว  อะไรต่างๆ เหล่านี้จะทำให้เราเพ้อเจ้อ ปรุงแต่ง ไปอีกมากมายทั้งเวทนา สัญญา สังขาร แล้วในขณะเดียวกันวิญญาณเข้ามารับผลของการสัมผัสสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาด้วยนะครับ  

อันนี้เป็นสิ่งซึ่งเป็นธรรมะล้วนๆ เป็นธรรมะที่เราได้ยินได้ฟังพระท่านเทศน์ เป็นธรรมะที่เราได้อ่าน เราได้พบได้เห็น แต่ถ้าเราไม่ได้สัมผัสจริงๆ การที่จะมองย้อนไปเปรียบเทียบว่าสิ่งที่เรารู้มากับสิ่งที่เราเห็นนั้นมันจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป  เหมือนที่พระพุทธเจ้าสอน อันนี้คือความจริงแท้

ตอนนี้ก็เหมือนกันก่อนหน้านี้เราบอกสามารถที่จะสู้กับสิ่งเหล่านี้ได้แน่ๆ แต่เรายังไม่ได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้น เราเพียงแต่คิดว่าเราน่าจะทำได้กับสิ่งที่มันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหล่านั้น  พอมันเกิดขึ้นจริงๆ เราไม่สามารถจะสลายจิตตรงนี้ออกไปได้ กาย ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มันค่อยๆ ตายไป ค่อยๆ เหี่ยวไป ค่อยๆ ลดไป ค่อยๆ หายไป เรานั่งดูมัน โอเคเรายอมรับได้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันค่อยๆ หายไป  แต่จิตของเราที่มารับความเจ็บความปวด ความอึดอัด ความไม่สะดวก ความไม่สบายทั้งหลาย ตัวจิตนี่แหละเป็นตัวสำคัญ  จิตที่ไม่สามารถทำให้มันจิตว่างได้ จะเป็นจิตที่จะเกิดต่อไปๆ ในภาวะที่เป็นผลจากการที่มันสร้างสมพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้มา ซึ่งตรงนี้ผมยังไม่ได้ผ่านไปถึงจุดนั้น ก็คงจะไม่สามารถที่จะบอกรายละเอียดได้ แต่ก็พอเรียนรู้ว่าถ้าจิตเราไม่ว่าง เราอาจจะแย่ก็ได้จะไปในสิ่งที่ดีก็ได้นะครับ

เพราะฉะนั้นถ้าจะไปให้ดีต้องทำให้จิตไม่มีอาสวะ ไม่มีอนุสัย อะไรต่างๆ ติดกันไป ซึ่งตรงนี้คงจะไม่ใช่ง่ายนัก ซึ่งต่อไปนี้ก็คิดว่าจะพยายามฝึกในขณะที่เราป่วย เป็นการฝึกที่ดีที่สุดนะครับ แล้วสิ่งที่คาดหวังหลังจากไปทำบุญที่โคราช วันที่10 (ตค.) ถ้าเผื่อสามารถไปได้นะ ก็คาดว่ายังไปได้ จะพยายามไปให้ได้ ไปเจอลูกเจอหลานเจอพรรคพวกเพื่อฝูง ที่ทำงานกันมาสี่สิบห้าสิบปี เสร็จแล้วก็กลับมาที่กรุงเทพฯ  แล้วถ้าเผื่อว่าโชคดี ก็จะมีโอกาสได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรักต่อไป

อันนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากจะเล่าความคืบหน้าของการเจ็บไข้ได้ป่วย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านทั้งหลายฟังแล้วน่าจะได้ประโยชน์อะไรบ้างนะครับ  สิ่งที่อยากจะขอเหมือนเดิมก็คือไม่ต้องมาเยี่ยมนะครับ เพราะว่าแม้แต่เยี่ยมคนละสองสามนาทีเนี่ย จะทำคนป่วยไม่มีโอกาสได้พักผ่อนนะครับ ส่งไลน์ ส่งเป็นวีดีโอมา  เหมือน IHPP ทีมงานส่งเป็นวีดีโอมา โอ้โห ผมว่านั้นเป็นวิธีการเยี่ยมคนไข้ที่เยี่ยมยอด ต้องขอขอบคุณลูกหลานทั้งหลายของ IHPP  แบบนั้นทำให้เกิดความสงบใจชื่นใจนะครับ แล้วก็ไม่ต้องเสียเวลาด้วย เพราะรถติดมากนะครับ

ในโอกาสนี้ก็ขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ได้ฟังเฟสบุ๊คไลฟ์ของผมมาตั้งแต่ต้นนะครับ แล้วฟังต่อๆ ไป ตราบใดที่ผมยังมีเรี่ยวมีแรงจะคุยกับท่านทั้งหลายอยู่นะครับ ก็จะแจ้งให้ท่านทราบเป็นระยะๆ ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล หรือที่ไหนก็แล้วแต่นะครับ เพราะว่าเราได้สื่อสารกันอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา วันนี้ก็ขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่รับฟังอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณมากๆ ครับ

-----------------------------------------------------------------------------------------

 วันที่ 10 ตุลาคม 2563 ที่บ้านโคราช

สวัสดีทุกๆ ท่านครับ วันนี้ผมมาอยู่ที่บ้านโคราชครับ  เนื่องจากทุกๆ ปี จะมีการเชิญชวนลูกๆ หลานๆ ที่อยู่ในบริเวณโคราชมาทำบุญที่บ้านและก็มีโอกาสได้สังสรรค์ คนเก่าคนแก่ ที่อยู่กันมาตั้งแต่สมัยอำเภอพิมายนะครับ สมัยไหนๆ ก็แล้วแต่ ก็จะเอาข้าวหม้อแกงหม้อ มาทำบุญแล้วก็มาทานอาหาร่วมกัน มาพูดคุยหารือ ได้พูดคุยกันนะครับ หลายๆ ปีก็มีจากจังหวัดอื่นก็มี ที่มาร่วมกัน ปีนี้ที่รู้ว่า จ.แพร่ เมื่อคืนนี้ก็มาแล้ว วันนี้คงจะมาร่วมทำบุญด้วย

ที่นี่ปีนี้ไม่เหมือนปีก่อนๆ เพราะว่าผมไม่มีแรง เนื่องจากกินอาหารไม่ได้ targeted กับ Immuno ที่ทั้งดื่มทั้งกิน มันทำให้เบื่ออาหารชนิดที่ไม่สามารถจะเอาจิตตรงไหนไปบังคับมันเลย มันออกมาจากภายใน กินได้แต่น้ำๆ กินได้แต่นม ก็เริ่มเบื่อแล้ว เพราะฉะนั้น energy ที่กินแต่ละวันมันไม่พอ ตอนนี้รู้เลยว่าตัวเอง  energy กำลังไม่มี

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมไปนอนที่โรงพยาบาล 1 อาทิตย์ เพื่อที่จะ investigate เช็คนั่นเช็คนี่  ก็ชัดเจนว่ายาชุดแรกไม่ได้ผล เลยต้องเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ ก็อาจจะรุนแรงในเรื่องของผลข้างเคียงมากกว่าเดิมนะครับ  ในเมื่ออาจารย์แนะนำอย่างนั้นก็ทำกันไป ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ  วันนี้วันเสาร์ ออกจากโรงพยาบาลวันพฤหัสฯ เดินทางมานี่วันศุกร์-เมื่อวาน  วันนี้วันเสาร์ก็เลยมาทำบุญนะครับ

ใน 1 อาทิตย์ที่อยู่โรงพยาบาล โอ้โห มันทรมานน่าดู  มีความรู้สึกว่าเราถูกรบกวนด้วยสิ่งแวดล้อมมากมาย แล้วก็จิตไม่อยู่กับที่ ไม่สามารถจะทำสมาธิทำอะไรต่าง ๆได้เลย และเมื่อมันเจ็บขึ้นมาเราก็ไม่มีอะไรข่ม เพราะว่าอยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมจะทำสมาธิ  การเจ็บการปวดก็เป็นของมัน เนื่องจากปัญหาก้อนมะเร็งที่มันมาแทนที่ก้อนไตที่ตัดออกไปแล้วมันโตขึ้นๆ  ไม่สำคัญเท่ากับลำไส้เนื่องจากมะเร็งกระจายไปที่ลำไส้ แล้วทำให้การเคลื่อนไหวลำไส้น้อยลง ทำให้ลำไส้บวม ที่เรียกว่า Irritable bowel พอลำไส้บวมก็จะแน่น ปวด มวน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่อยู่โรงพยาบาล การแก้ไข Irritable bowel ก็ทำได้ยาก  นอกจากต้องทำให้ metastasis ของมะเร็งลดน้อยลง  อาจารย์ก็ให้ยากิน targeted therapy และก็ไป Drip ยา Immuno เป็นระยะๆ  แต่ปัญหาเราไม่มีแรงนะครับ ผมก็พยายามบอกท่านทั้งหลายว่า จะเล่าเรื่องอะไรต่างๆให้ฟังเยอะแยะเลย แต่ไม่มีแรง ไม่มีพลังที่จะเล่าให้มันมากมาย  

แต่รู้ว่าเมื่อมันเจ็บ เจ็บที่กาย  ตัวที่ไปรับความเจ็บนี้คือจิตทั้งนั้นเลย ก็คือตัวเวทนา ที่เป็นขันธ์หนึ่ง ที่อยู่ในจิต  เวทนานี่มันไปรับการเจ็บการป่วย  ถ้าเกิดเวทนาไม่ไปรับ  กายเจ็บก็เจ็บไปมันไม่กระทบกระเทือนอะไรเราหรอก  แต่พอจิตไปรับ ตัวเวทนาไปรับว่าตอนนี้เจ็บหนอๆ มันก็อยู่กับความเจ็บของมันไปเรื่อยๆ  ตัวสัญญา ไปรับว่าฉันจำได้นะ ว่าที่มันเจ็บนี้เกิดจากการที่ลำไส้มีปัญหาและมันก็รับกันไปอย่างต่อเนื่อง ตัววิญญาณก็มารับรู้  จากการสัมผัสของความเจ็บ  รับรู้การสัมผัสของการจำได้ ก็คือตัววิญญาณ นั่นแหละมารับรู้  เสร็จแล้วหลังจากนั้นตัวที่เลวร้ายที่สุดก็คือสังขารขันธ์ จะมาปรุงแต่ง จะมียาสักตัวหนึ่งที่จะไม่ทำให้ลำไส้บวม  เราควรจะมียาอะไรสักอันหนึ่งที่จะทำให้ก้อนนี้มันค่อยๆ เล็กลง ควรจะมีอย่างโน้น อย่างนี้ ทำไมไม่มีอย่างนู้นอย่างนี้  อันนี้คือตัวสังขาร มันชักแม่น้ำทั้ง 5 ไปเรื่อย  ไปทั่วบ้านทั่วเมือง

ผมก็พยายามจะสู้กับมันนะครับ ก็คือว่า ฉันไม่เอากับกาย กายจะเป็นอะไรช่างหัวมัน แล้วตอนนี้ก็จะพยายามไม่ยุ่งกับจิต  จิตมันจะเป็นยังไง ไม่ว่าเวทนาขันธ์ ไปรับรู้ความเจ็บ สัญญาไปจำว่ามันเจ็บยังไง สังขารไปปรุงแต่งว่ามันควรจะมีวีการจัดการกับมันยังไง  แล้ววิญญาณไปรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในกายเรา พยายามลืมทั้งกายทั้งจิต 

แต่ผมอยากจะเรียนว่า ไม่งาย ที่เคยคิดว่าเราก็ฝึกแล้วพอสมควรนะ ไอ้การทำใจให้มันว่าง คือดีที่สุดก็การทำอย่าให้มีใจ เหมือนกับเรานี้ไม่มีใจ  ใจไม่เอา กายไม่เอา แล้วให้มันอยู่ในความว่างเฉยๆ มันถึงจะพ้นจากสิ่งเหล่านี้ไปได้

ทำได้เป็นช่วงๆ ทำได้เป็นบางเวลา มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ  เพราะเรายังเป็นปุถุชนธรรมดา ยังศึกษามายังไม่ดีพอ มันถึงได้มีความทุกข์ในขณะนี้ วันนี้ตื่นขึ้นมาก็ยังมีความปวดท้อง ถ่ายไม่ออก ที่ถ่ายไม่ออกเพราะว่ากินได้นิดเดียว มันก็ไม่มีกาก มันมีแต่ลำไส้ ที่มันบวมอยู่  ก็รู้อยู่ไม่จำเป็นจะต้องถ่ายกัน ก็โอเคไม่ว่ากัน

วันนี้ก็จะนั่งเป็นมัคนายก ทุกๆ ปีที่ทำบุญผมจะเป็นมัคนายกเอง แล้วก็นำกล่าวอาราธนาศีล อาราธนาธรรม อะไรต่างๆ เหล่านี้ อาราธนาพระปริตร แล้วก็ถวายสังฆทาน ไปตามปกติ เป็นสิ่งที่ชอบในทางนี้อยู่แล้ว วันนี้ก็คิดว่าก็เหมือนในทุกๆ ปี  ต่างคนก็ต่างนำอาหารมาคนละอย่าง เสร็จแล้วก็มาวาง เอาไว้เลี้ยงพระด้วย เลี้ยงคนด้วย มันเหลือพอทุกปี เสร็จแล้วก็เสร็จจากงานทุกคนก็ตักใส่กล่องของตัวเองกลับไปกินที่บ้านต่อ  ของตัวเองให้คนอื่นตักไป ของคนอื่นอร่อยก็เอากลับบ้าน

งานนี้เป็นเหมือนกับการทำบุญพบปะในครอบครัวจริงๆ น่าชื่นใจ แล้วตอนนี้ก็มากันเยอะแล้ว  พระยังไม่มา  พระมาสัก 9 โมงกว่าๆ ปรากฏว่าลูกๆ หลานๆ ตั้งแต่เดินได้  3-4 ขวบ มากันหมดในวันนี้  อันนี้ก็เป็นธรรมเนียมที่ทำกันมาตลอด เพราะเราต้องการให้ลูกหลานของครอบครัวต่างๆ ทั้งหลายที่เป็นญาติมิตรกัน มาทำความรู้จักกันด้วย  แล้วจะได้มีโอกาสในการไปเรียนหนังสือในโรงเรียนเดียวกัน อะไรต่าง ๆ ในอนาคต ในโคราชหรือในที่อื่น ๆ วันนี้ก็มากันแล้วก็มาสนทนาปราศรัย มาพูดมาคุย มาหารือ รื้อถึงเรื่องเก่าๆ มั้ง เรื่องใหม่ๆ มั้ง   

 เสร็จจากการทำบุญในวันนี้ พรุ่งนี้ผมก็จะกลับกรุงเทพนะครับ  กลับไปลาดพร้าว เพื่อจะทำกิจกรรมอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะทานยา  targeted ต้องทานตรงเวลาเป๊ะๆ เลย เช้า 8 โมง เย็น 6 โมง อันนี้ก็ให้เห็นข้อเท็จจริงว่าเป็นภาระอันหนึ่ง และมันเป็นสารพิษ เมื่อเรากินเสร็จ ทั้งฟรอยด์ ทั้งอะไรต่างๆเราต้องเก็บไปคืนโรงพยาบาล เพราะไม่ต้องการให้เอาไปทิ้งตามขยะทั่วไป อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับ เราก็ปฏิบัติตามทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้มันเกิดความปลอดภัยกับทุกคนนะครับ

ผมเรียนท่านทั้งหลายว่า สิ่งที่มันเป็นทุกข์เป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นอย่างนี้ของมันจริงๆ  ผมก็ไม่แน่ใจว่า มันจะบรรเทาลงเมื่อไหร่ คือถ้าเผื่อผมอยู่กรุงเทพ ผมก็จะไปโรงพยาบาลบาลง่ายขึ้น เพราะว่าตั้งต้นประวัติอยู่ตรงนั้น ถ้ามาเริ่มโรงพยาบาลที่โคราช ก็อาจจะต้องเริ่มกันใหม่ ซึ่งอาจจะไม่สะดวก ก็ดูกันไปก่อน ว่ามันจะขับเคลื่อนไปยังไง ก็แล้วแต่บุญแต่กรรม ไม่ได้ ซีเรียสเรื่องนี้มากมายนักนะครับ

แล้วก็จะไลฟ์สดให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ ได้ติดตามนะครับ อย่างที่ผมได้เรียนไว้แล้ว ช่วงสุดท้ายของชีวิตคนเราต้องยอมรับ เราจะประมาทไม่ได้  ผมก็ได้ประสานกับโรงพยาบาลศิริราช ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ที่จะมารับร่างผมไปใช้ประโยชน์ ถึงแม้จะไม่ครบเครื่องก็ตาม ก็ใช้ประโยชน์ได้นะครับ  หลังจากนั้นให้ศิริราชดำเนินการตามปกติ ไม่ต้องมาเสียเวลาอย่างอื่นอีกเลย

การทำบุญของผมก็นัดกันเอาไว้หมดแล้วว่าจะไปทำที่วัดปริวาส พระราม 3  ไม่เอาศพไปวางทำบุญที่วัดนะครับ เอาแต่รูป ผมเอาอย่างอาจารย์หมอสุด อาจารย์ที่ผมเคารพที่สุดคนหนึ่ง  พระสวดแต่รูป เสร็จแล้ววันรุ่งขึ้นถวายเพลพระ แล้วก็เอารูปที่ไปสวดนั่นแหละ ไปเผาริมน้ำ และเอาเถ้าถ่านลอยไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นอันว่าจบชีวิตนี้ อันนี้เป็นสิ่งที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะทำแค่นี้ ที่เหลือจากนั้นก็เป็นเรื่องของลูก เป็นเรื่องของคนข้างหลัง ที่จะต้องรับผิดชอบดูแลอะไรต่างๆกันต่อไป 

แต่ผมก็ไม่ได้ทำภาระอะไรไว้ให้เขาต้องรับผิดชอบนะครับ สิ่งที่ผมทำมานั้นเป็นสิ่งที่ทำแล้วเสร็จ ไม่เป็นภาระกับคนหนึ่งคนใดนะครับ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถ้าเผื่อว่าผมมีโอกาส ผมจะมาเล่าให้ท่านทั้งหลายได้ฟังต่อ ๆไป ตามที่จะเล่าได้  แต่ถ้าเผื่อมันหมดโอกาสก่อน ก็ต้องขออภัย

อันนี้เห็นไหมบ้านที่พยายามสร้างมาตั้งแต่ปี 2535 นะครับ แล้วก็ไม่เคยได้มาอยู่ประจำเลยนะครับบ้านหลังนี้ ที่ทำตอนนั้นคือพยายามที่จะให้เป็นสวนป่า แล้วมันก็เป็นสวนป่าจริงๆ ตอนนี้ก็เอาเต็นท์มากาง กลัวว่าวันนี้ฝนตก คนที่มาจะไม่มีที่จะนั่งคุยกันะครับ  ในบ้านก็จะไม่พอ ก็เลยเอาเต็นท์มากางเพื่อจะมานั่ง มาคุย  เห็นไหมครับว่าบ้านเนี้ยมีแต่ป่า อันนี้ต้นข่อย อันนี้มะม่วง ข่อยกิ่งมันเยอะ ใบมันเยอะมาก  ต้นสีไม่เหมือนชาวบ้านเขา  ไม่ใหญ่ต้นนี้คือต้นหว้า  

เป็นสวนป่าจริงๆ แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะคนทำชื่นใจได้ไม่นาน แต่ก็ไม่เป็นไร คนรุ่นหลังเขาคงจะได้ใช้ประโยชน์กันต่อไป ไม่รู้จะเป็นประโยชน์ทางด้านไหน ถ้าเกิดว่าเขาเห็นว่ามันไม่เป็นประโยชน์เขาก็อาจจะตัดทิ้งไป เราก็ว่าอะไรไม่ได้ แล้วแต่ว่าเวลานั้นสถานการณ์มันจะเป็นอย่างไร ตอนที่ผมทำตรงนี้เป็นทุ่งไม่มีอะไร เคยเป็นสวนมะพร้าวมาก่อนแล้วตอนหลังเขาตัดทิ้งหมด ไม่มีต้นไม้ แล้วมันร้อนมาก หน้าแล้งนี่ร้อนมาก สิ่งที่อยู่ในใจของผมก็คือ สร้างป่าขึ้นมาให้ได้  และแต่ก่อนมันอยู่นอกเทศบาล เมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว เทศบาลขยายออกมาครอบคลุมพื้นที่นี่

เล่ามายาวพอสมควร วันนี้ก็ขออนุญาตเพียงแค่นี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุข ประสบแต่ความสมหวังในชีวิตทุกประการครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ

19 เมษายน, 2561

“ตัดกรรม รำแม่มด” พิธีกรรมรักษาใจ

การเกิดแก่เจ็บตายจะเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต แต่มนุษย์ทุกยุคสมัยยังพยายามคิดค้นและสรรหาร้อยแปดวิธีมาเพื่อยับยั้งหรือบรรเทา โดยเฉพาะความเจ็บป่วยที่ทำให้มนุษย์ทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ
25 เมษายน, 2561

เตรียมพร้อมตกกระไดพลอยกระโจน

หลักคิดที่เป็นฐานในการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติธรรมของพี่ คือการลดละตัวกูของกู อย่าเห็นแก่ตัว และคลายความยึดติด นี่คือเรื่องจิตใจ ส่วนเรื่องร่างกายก็มีหลักการว่า ฉันต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง จะได้ไม่เสียค่าใช้จ่าย
22 เมษายน, 2561

วิถีแห่งจิตวิญญาณ

“ถามว่าทำอย่างไร ถ้าพี่ตอบเป็นข้อๆ เป็นขั้นเป็นตอนเลย ก็จะไม่เห็น How to ขอเล่าเรื่องการดูแลคนไข้ให้ฟังสักคนดีกว่า แล้วตอนท้ายเราอาจได้วิธีการประเมิน และเข้าถึงความต้องการของคนไข้ได้บ้างนะคะ”