parallax background
 

ตายที่บ้าน “ดีกว่า”
แต่คนส่วนใหญ่กลัวที่จะพูดถึง

ผู้เขียน: Jesse Singal หมวด: ในชีวิตและความตาย


 

พวกเรารู้ว่า การพูดคุยเรื่องความตายเป็นเรื่องยาก งานวิจัยใหม่ในวารสารความปวดและการจัดการความปวด แสดงให้เห็นว่าทำไมพวกเราควรจะทำให้ดีกว่าเดิม

การศึกษาทำขึ้นโดยนักวิจัยขอให้ผู้ดูแลของผู้ป่วย ๔๐๒ คนที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๘ และ ๒๕๕๓ ในเมืองโตรอนโต แคนาดา ตอบแบบสอบถามคุณภาพของการตายและความตาย (Quality of Dying and Death: QODD) เพื่อประเมินสิ่งที่นักวิจัยเรียกว่า “คุณภาพของความตาย” คือการทำให้ผู้ตายสุขสบายขึ้น เป็นอิสระจากอาการปวดหรือเรื่องที่คล้ายๆ กัน

โดยรวมแล้ว บรรดาผู้ดูแลให้คะแนนคุณภาพการตายของกลุ่มคนที่เขาดูแลค่อนข้างสูง คือ ร้อยละ ๓๙ ตอบว่าอยู่ในขั้น “ดี” ถึง “เกือบจะสมบูรณ์แบบ” ในขณะที่ร้อยละ ๖๑ อยู่ในขั้น “ไม่ดีไม่เลว” แต่เรื่องนี้ไม่ได้บอกอะไรเรามากนัก เนื่องจากสิ่งที่นักวิจัยชี้ให้เห็นคือ ตัวอย่างในการศึกษาดังกล่าวเป็นผู้ป่วยที่มีฐานะดีจากเมือง (และประเทศ) ที่ร่ำรวยและมีระบบการดูแลสุขภาพที่ดีมาก

หากสิ่งที่การศึกษาชิ้นนี้บอกแก่เราคือ อัตราผู้ป่วยที่ไม่ได้ตายที่บ้าน

แม้ขอบเขตการศึกษาวิจัยจะอยู่ในบริเวณเขตเมืองโตรอนโต ซึ่งมีหลักประกันสุขภาพสำหรับการดูแลแบบประคับประคองที่บ้าน แต่การศึกษาพบว่า ประมาณหนึ่งในสามของผู้ป่วยมะเร็งเท่านั้นที่ตายที่บ้าน ในขณะที่ร้อยละ ๔๐ ตายในสถานดูแลผู้ป่วยระยะท้ายหรือหน่วยดูแลแบบประคับประคอง และร้อยละ ๒๘ ตายในหน่วยดูแลผู้ป่วยวิกฤตในโรงพยาบาล แม้แต่ผู้ป่วยที่ได้รับการติดตามดูแลจากหน่วยดูแลแบบประคับประคองที่บ้าน ยังมีเพียงร้อยละ ๕๔ ที่เสียชีวิตที่บ้าน

ผลการศึกษาชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า โดยรวมแล้ว การตายที่บ้านสัมพันธ์กับคุณภาพของการตายที่ดีกว่า รวมถึงการดูแลอาการและการเตรียมตัวตายที่มีคุณภาพดีกว่าการตายนอกบ้าน ส่วนการตายในโรงพยาบาลและในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือหน่วยดูแลแบบประคับประคองไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

แม้การดูแลแบบประคับประคองที่บ้านจะทำได้ง่าย มีสิ่งแวดล้อมที่เรียกได้ว่าเป็น “อุดมคติ” คือเพียบพร้อมด้วยเงินอุดหนุนและการเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งมีโอกาสตายในสถานที่ที่พวกเขาปรารถนา แต่การดูแลอาการที่ยุ่งยากและการขาดการวางแผนดูแลรักษาตนเองล่วงหน้า อาจจะทำให้คนเป็นจำนวนมากยังต้องไปตายในโรงพยาบาลหรือสถาบันทางการแพทย์ต่อไป

ผลจากการศึกษาไม่ใช่การชี้ว่า การตายในโรงพยาบาลจำเป็นต้องทนทุกข์ทรมานแต่อย่างใด เพียงแต่มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า ทั้งๆ ที่ผู้ป่วยสามารถจะตายที่บ้านได้ อันจะทำให้ตัวผู้ป่วยและครอบครัวมีความสุขสบายกว่า แต่ก็ยังไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

ทำไมน่ะหรือ? ซาร่าห์ เฮลส์ ผู้เขียนรายงานการศึกษากล่าวว่าในอีเมลฉบับหนึ่งว่า "ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขาดการวางแผนการดูแลรักษาตนเองล่วงหน้า (การพูดคุยในเรื่องดังกล่าวกับผู้ป่วยล่วงหน้ายังทำได้ไม่ดี) และยังเป็นเพราะการเสียชีวิตที่บ้านต้องใช้ทรัพยากร ความตั้งใจ ศักยภาพ และความพร้อมของครอบครัวอย่างมาก รวมถึงการควบคุมอาการของโรค หลายคนวางแผนจะตายที่บ้าน แต่กลับต้องไปลงเอยตายในโรงพยาบาลเนื่องจากความยุ่งยากในการควบคุมอาการ(อาการปวด ความสับสน ฯลฯ)"

แน่นอนว่า เรื่องบางอย่างย่อมอยู่นอกเหนือการควบคุมของใครคนใดคนหนึ่ง แต่บางเรื่องจะนำไปสู่คำถามยากๆ ที่แสนเจ็บปวดว่า ครอบครัวจะมาร่วมกันตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อสมาชิกของครอบครัวกำลังจะตายที่บ้าน “เมื่อใด” และ “อย่างไร” (สมมุติว่าครอบครัวมีทรัพยากรเพียงพอที่จะตัดสินใจเลือกตายที่บ้านได้ ในขณะที่หลายคนทำไม่ได้) เป็นธรรมดาว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้ดีกันหมด ซึ่งเป็นเหตุผลที่เข้าใจกันได้ แต่การศึกษาเหมือนอย่างรายงานชิ้นนี้ เน้นให้เห็นว่า การเผชิญหน้ากับความจริงของวาระสุดท้ายชีวิตอย่างตรงไปตรงมาและเป็นจริงเท่าที่จะเป็นไปได้มีความสำคัญอย่างไร

แปลและเรียบเรียงจาก
“It’s Better to Die at Home, But Many People Are Scared to Talk About It”
โดย Jesse Singal, www.nymag.com

18 เมษายน, 2561

วิวาทะ (ล่าสุด) เรื่องการุณยฆาต

เจสสิกาเกิดที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ พร้อมกับความผิดปกติของหัวใจขั้นรุนแรง โดยมีอาการลิ้นหัวใจตีบตันและหัวใจห้องล่างพัฒนาไม่เต็มที่
7 ตุลาคม, 2560

ชุมชนแห่งความเอื้ออาทร

หากคุณคือแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ทุกวัน ห้องฉุกเฉินของคุณจะมีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุเข้ามาให้คุณรักษา บางคนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย หลายคนบาดเจ็บสาหัส
19 เมษายน, 2561

บทเรียนจากการจากไปของหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

ในสังคมไทย พระอาจารย์ชื่อดังหลายๆ รูป มักถูกยื้อชีวิต ยืดความตายในระยะท้ายของชีวิต หลายรูปจากไปท่ามกลางความไม่สงบ เนื่องจากท่านสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ขั้นสูง อีกทั้งผู้ดูแลที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาก็มักต้องการให้ท่านมีชีวิตอยู่ยืนยาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้