parallax background
 

ชุมชนกรุณาเริ่มต้นที่หมู่บ้าน

ผู้เขียน: ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ หมวด: ชุมชนกรุณา


 

ในฐานะนักเขียนและคอลัมนิสต์ที่สนใจประเด็นสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และศาสตร์การพัฒนาตนเอง ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับความตายหลายเล่ม เช่น ฉลาดทำศพ วันนี้คือของขวัญของชีวิต ประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของอรทัย ชะฟู และทำงานกระบวนการพัฒนาตัวเองด้านการสื่อสารและการตายดี ฉันจึงได้รับคำเชิญชวนจากเทศบาลบ้านเกิดให้จัดอบรมพัฒนาศักยภาพสตรีในตำบลบ้านเกิดของตัวเอง โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 40 คน ซึ่งล้วนเป็นคนที่มีความเกี่ยวข้องกับสุขอนามัยในชุมชน เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เจ้าหน้าที่เทศบาล กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน

"ฉันเริ่มต้นสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกและผ่อนคลายผ่านเกมสันทนาการ ตามด้วยกิจกรรมการฟัง"

ฉันเริ่มต้นสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกและผ่อนคลายผ่านเกมสันทนาการ ตามด้วยกิจกรรมการฟัง ฉันให้ทุกคนมีโอกาสเล่าเรื่องราวของตัวเองในกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน เรื่องที่ให้เล่าคือ เรื่องประทับใจในวัยเด็กหรือวัยทำงาน และเรื่องที่อึดอัดใจในปัจจุบันหรือช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ส่วนคนที่รับหน้าที่ฟัง ให้ฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตั้งคำถามขณะเล่า เมื่อฟังจบ ให้ผู้ฟังสะท้อนว่าได้ยินคำสำคัญอะไร เห็นภาษากายอะไรบ้าง

นอกเหนือจากการรู้จักกันและกันมากขึ้น เรื่องราวสุขทุกข์ที่แบ่งปันทำให้พวกเขาเห็นอกเห็นใจกัน บางคนเล่าเรื่องความทุกข์จากความเจ็บป่วยทั้งทายกายและใจของตัวเองและคนในครอบครัว เมื่อมีผู้รับฟังก็รู้สึกสบายใจขึ้น ผลพลอยได้ที่มากกว่าการมีคนรับฟังคือ ผู้เข้าอบรมบางคนที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องสุขอนามัยในชุมชนเสนอตัวไปเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้านและพาผู้ป่วยจิตเวชไปโรงพยาบาล

ทว่าเป้าหมายหลักของการอบรมครั้งนี้ คือการสนับสนุนให้ผู้ดูแลสุขภาพของคนในชุมชนกลุ่มนี้พูดคุยและใคร่ครวญเกี่ยวกับชีวิตและความตาย เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจและวางแผนเรื่องชีวิตและความตายของตัวเอง คนใกล้ตัว และชุมชน ผ่านการตั้งคำถามที่เรียกได้ว่าเป็นคำถามเปลี่ยนชีวิต

คำถามเปลี่ยนชีวิต
“การตายดีเป็นอย่างไร” ฉันตั้งคำถามแรก เสียงพึมพำวิพากษ์วิจารณ์ดังทั่วห้อง แล้วเงียบเสียงไปพักใหญ่เพื่อครุ่นคิดและใคร่ครวญหาคำตอบ
“การตายดีคือการตายที่ไม่เจ็บปวดทุกข์ทรมาน หรือนอนหลับตายเฉยๆ” คือคำตอบของคนส่วนใหญ่
“แล้วคนเป็นมะเร็งที่เจ็บปวดทรมานแสนสาหัสไม่มีโอกาสสัมผัสการตายดีหรือ” ฉันตั้งคำถามต่อ และยกตัวอย่างพี่ชายของฉันที่ป่วยเป็นมะเร็งตับและเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้ และคนส่วนใหญ่ในห้องรู้จัก

หลังจากแพทย์วินิจฉัยพี่ชายของฉันว่า อาการของเขาอยู่ในระยะสุดท้าย ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดหรือให้ยาเคมีได้ ทำได้เพียงการดูแลความปวด ครอบครัวฉันและผู้ป่วยตกลงใจว่าจะรักษาที่บ้าน โดยรับยาจากโรงพยาบาล

ในช่วงเวลาประมาณหนึ่งเดือนที่พี่ชายนอนรักษาตัวที่บ้าน ญาติพี่น้องและคนในชุมชนต่างมาเยี่ยมเยียนอยู่เนืองๆ บ้างเห็นด้วยกับการรักษาที่บ้านและให้กำลังใจ บ้างกดดันให้พาผู้ป่วยไปนอนโรงพยาบาล บางคนแนะนำว่า “หมอย่อมรู้ดีที่สุด” บ้างพูดผ่านเพื่อนบ้านมาเข้าหูฉันว่า “ปล่อยให้ตายอยู่บ้าน”

ในที่สุดพี่ชายของฉันก็เสียชีวิตที่บ้านอย่างสงบ ท่ามกลางการดูแลของคนใกล้ชิด ได้ทำพิธีกรรมตามความเชื่อ และสวดมนต์บทที่ผู้ป่วยเตรียมไว้จนลมหายใจสุดท้ายและสวดต่อไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมง ตามความเชื่อว่าแม้จะหมดลมหายใจไปแล้ว จิตสุดท้ายจะยังคงอยู่อีกระยะหนึ่ง หลังจากนั้นคนในครอบครัวก็ช่วยกันเช็ดตัวและแต่งชุดที่เตรียมไว้

“เพิ่งเคยเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาและไปอย่างสงบเหมือนนอนหลับไปเฉยๆ” ญาติผู้ใหญ่วัยกว่าแปดสิบปีที่มาร่วมเฝ้าไข้และสวดมนต์พูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าโล่งใจระคนประหลาดใจกับความตายที่ปรากฎตรงหน้า

ฉันถือว่านี่คือการตายดีในเชิงจิตใจและความสัมพันธ์ เพราะทั้งผู้ป่วยและครอบครัวได้พูดคุยสิ่งค้างคาใจและฟื้นคืนความสัมพันธ์ต่อกันในห้วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งมิเพียงดีต่อผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังเยียวยาจิตใจคนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปมิให้รู้สึกผิดอีกด้วย

“ผู้ปั๊มหัวใจต้องใช้แรงอย่างมาก และผู้ถูกปั๊มต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัส”

เมื่อคำถามข้อแรกเริ่มต้นขึ้นแล้ว คำถามข้อต่อไปก็ติดตามมาพร้อมกับเรื่องเล่าและกรณีตัวอย่าง ซึ่ง “ดูจริง” และ “รู้สึกร่วม” เสียยิ่งกว่าเรื่องเล่าความตายที่เห็นภาพสื่อต่างๆ เสียอีก เพราะเป็นเรื่องที่เกิดจากประสบการณ์ตรงของแต่ละคน และบางคนรู้จักผู้คนในเรื่องเล่าเป็นอย่างดี เช่น อสม. ชายคนหนึ่งเล่าว่า เขาเคยผ่านการอบรมการช่วยชีวิตผู้ป่วยด้วยการปั๊มหัวใจมาแล้ว จึงรู้ว่าผู้ปั๊มหัวใจต้องใช้แรงอย่างมาก และผู้ถูกปั๊มต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัส ส่วนผู้เข้าร่วมหญิงอีกคนหนึ่งเล่าถึงญาติผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคไตวาย เขาหยุดหายใจและญาติตัดสินใจให้แพทย์ใส่เครื่องช่วยหายใจ เขาจึงอยู่ในสภาพ “ผัก” ไม่รับรู้หรือตอบสนองใดๆ เป็นเวลานานถึงสามเดือน ก่อนจะเสียชีวิตในที่สุด

ชุมชนตายดีสร้างได้
ชุมชนดั้งเดิมมักมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือต่อเนื่องกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ส่วนใหญ่มองเห็นความตายเป็นเรื่องต้องห้าม มิควรพูดคุยแบบเปิดเผย กอรปเข้ากับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมทำให้เราเห็นความตายเป็นเรื่องน่ากลัวและห่างไกลจากความตายไปทุกที

เรายกภาระความรับผิดชอบเกี่ยวกับความตายให้แก่นักวิชาชีพอย่างแพทย์หรือพยาบาลอย่างเบ็ดเสร็จ เราพึ่งพานักวิชาชีพมานานจนลืมไปว่าแท้จริงเราสามารถดูแลและประคับประคองคนในครอบครัวและชุมชนให้ตายดีได้ในเชิงจิตใจและความสัมพันธ์ ดังที่ปู่ย่าตายายของเราเคยตายที่บ้านอย่างสงบและอบอุ่นท่ามกลางการ “ดูใจ” ของญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน

ขณะที่การดูแลความเจ็บป่วยทางกายเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานจากอาการของโรคยังอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของนักวิชาชีพ เราสามารถร่วมสร้างการตายดีทางด้านจิตใจและความสัมพันธ์ได้ ด้วยความเข้าใจและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการตายดี ซึ่งมิเพียงจะช่วยตัวเราและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังเป็นการกรุณาต่อคนที่เลือกการตายดีที่บ้าน ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและสนับสนุนเกื้อกูลจากคนในชุมชนอย่างมาก

จากประสบการณ์ครั้งนี้ฉันเห็นว่าการพูดคุยเรื่องชีวิตและความตายเช่นนี้เป็นอิฐก้อนแรกหรือบันไดขั้นแรกในการสร้างชุมชนกรุณาที่มีความเข้าใจเรื่องชีวิตและความตาย กุญแจแห่งความสำเร็จคือการตั้งคำถามที่ดีและเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างอิสระ ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องชีวิตและความตายที่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะการเรียนรู้ผ่านเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของผู้ร่วมอบรม และบางครั้งเป็นเรื่องราวของคนรู้จัก

หมายเหตุ
ผู้สนใจสั่งซื้อเกมไพ่ไขชีวิตไปเป็นเครื่องมือสร้างบทสนทนาเรื่องชีวิตและความตาย สามารถติดต่อได้ที่ Line @peacefuldeath ราคาเฉพาะชุดเกมไพ่ไขชีวิตชุดละ 160 บาท (ไม่รวมค่าจัดส่ง)

4 เมษายน, 2561

วาระสุดท้ายแห่งชีวิตของแม่

การจากไปของแม่อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นแรงบันดาลใจให้เขียนบทความขึ้น เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างในสองมิติ ได้แก่ มิติ “ความแก่” หรือ “ชราภาพ” กับ มิติ “ความตาย”
18 เมษายน, 2561

ท่ามกลางเทคโนโลยียังมีหัวใจ

อานนท์ เป็นเด็กพิเศษ ดาวน์ ซินโดรม ถูกพ่อ แม่ ทิ้งไว้ให้ยายเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก แม้จะอายุสามสิบกว่าปีแล้ว แต่ยายกลับต้องดูแลอานนท์อย่างใกล้ชิด
22 พฤศจิกายน, 2560

จดหมายถึงก้อนเมฆ

ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไป หนูไม่มีแรงใจอยากจะทำอะไรเลยค่ะ มองไปทางไหนก็เซ็งสุดๆ เฮ้อออ! ขนาดนั่งเขียนจดหมายอยู่นี่ก็ยังไม่อยากเขียนเลยค่ะ ยิ่งฝนตกพรำๆ แบบนี้