parallax background
 

จดหมายถึงจ้อย...

ผู้เขียน: แม่จ้อย หมวด: ประสบการณ์ชีวิต


 

จ้อยลูกแม่... เกือบครึ่งปีแล้วที่หนูจากไป แต่หนูไม่เคยห่างหายไปจากใจแม่เลยแม้แต่วันเดียว หนูเป็นแมวตัวที่สองจากเจ็ดตัวที่แม่ได้เลี้ยง แต่มีชีวิตยืนยาวอยู่ด้วยกันมาเป็นตัวสุดท้าย เมื่อหนูไม่อยู่แล้ว แม่ก็ไม่ได้หาแมวตัวใหม่มาเลี้ยงอีกด้วยความจำเป็นของจังหวะชีวิตยังไม่อำนวย แต่ทุกครั้งที่แม่เดินไปเจอแมวที่ไหนก็ตาม แม่จะเข้าไปทักทายพูดคุยด้วยทุกตัว เหมือนแม่เห็นภาพหนูซ้อนอยู่ในตัวแมวเหล่านั้น และความรักที่แม่มีต่อหนูก็ส่งผ่านไปสู่บรรดาแมวทุกตัวที่แม่พบเจอด้วย.... หนูไม่เคยไปไกลจากหัวใจของแม่เลยจริงๆ

เกือบยี่สิบปีที่อยู่ด้วยกันมา ความทรงจำระหว่างเราสองมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่หนูยังเล็กๆ แม่พาอุ้มขึ้นรถสามล้อไปทำหมัน หรือตอนที่หนูไม่สบาย แม่ป้อนยาแต่หนูดื้อไม่ยอมกิน ทำน้ำลายฟูมปาก แม่โกรธมากเลยตีหนู แล้วก็เลยน้ำตาไหลทั้งคนทั้งแมว การที่แม่ได้เลี้ยงหนูทำให้แม่ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ได้รู้ว่าจิตใจที่ห่วงใยลูกที่ยังไม่ประสากับโลกภายนอกเป็นอย่างไร เวลาที่หนูซนอยากวิ่งออกไปเล่นนอกบ้าน แม่ก็แสนจะห่วงว่าหนูจะเป็นอันตรายไหม แต่อีกใจก็ไม่อยากบังคับกักขังอิสรภาพที่หนูควรได้รับ มันทำให้แม่เข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ที่ห่วงลูกในวัยที่ไม่ประสีประสา แต่มักคะนองอยากลองเรียนรู้โลกได้เป็นอย่างดี ช่วงที่หนูโตเป็นสาวแต่ทำหมันแล้วเลยไม่มีโอกาสเป็นแม่แมว แต่พอมีลูกแมวคลอดในบ้าน หนูก็รับสมอ้างเป็นแม่แมวอย่างแนบเนียน คอยร้องเรียกเด็กๆ ให้เข้าบ้าน ตัวไหนไม่ยอมเข้าก็ไปคาบหลังคอมา ภาพที่หนูนอนให้ลูกแมวดูดนมทั้งที่ไม่มีน้ำนมจนเต้านมแดงเถือก กับภาพที่แม่หนูจ้อยคอยกกกอดเลียขนให้ลูกแมวตลอดเวลาเหมือนกับเป็นลูกของตัวเอง ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของแม่เสมอ จนเวลาผ่านไปหลายปี ลูกแมวเหล่านั้นโตขึ้นและตายจากไปหมดแล้ว แต่หนูก็ยังอยู่ให้แม่ได้กอดอุ่นๆ ต่อมาอีกหลายปี

ช่วงปีท้ายๆ ที่หนูอายุมากขึ้น แม่เริ่มสังเกตเห็นขนที่หน้ากับขนตามอุ้งเท้าของหนูเป็นสีขาวแซมกับขนสีน้ำตาลเข้มเดิม เป็นสัญญาณว่าจ้อยของแม่เข้าสู่ช่วงวัยชราแล้วจริงๆ แต่เพราะเราไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันในตอนนั้น ทำให้แม่ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ ของหนู นอกจากความอ่อนแรงและเชื่องช้าลงเรื่อยๆ เมื่อถึงกำหนดพาไปหาหมอ จึงพบว่าเล็บอุ้งเท้าหน้าของหนูยาวทิ่มทะลุเข้าไปในเนื้อทั้งสิบนิ้ว!! อันเป็นผลจากการที่หนูหยุดลับเล็บมายาวนานหลายเดือน ตั้งแต่นั้นแม่เลยตัดสินใจย้ายหนูมาอยู่ด้วยกัน เพื่อที่จะได้ดูแลอย่างใกล้ชิด คืนแรกที่หนูมาอยู่บ้านใหม่ หนูเดินวนอยู่ในห้องและร้องทั้งคืน แม้ว่าขาหน้าจะเจ็บจากแผลที่เล็บทิ่มเนื้อ และไม่ยอมกินอะไรเลยเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ หมอบอกว่าค่าไตหนูไม่ดี ต้องให้น้ำเกลือ ป้อนยา และป้อนข้าว หนูมีอาการผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ จนแม่รู้สึกได้ว่าเราคงเหลือเวลาอยู่ด้วยกันอีกไม่นาน

ในช่วงนั้นแม่พยายามดูแลหนูอย่างดีที่สุด ป้อนยา ป้อนน้ำ ให้น้ำเกลือด้วยตัวเองทุกมื้อ ป้อนข้าวในปริมาณที่หนูควรจะได้รับ ถ้ามื้อไหนที่หนูกินแล้วขย้อนออกมา แม่ก็ป้อนใหม่ให้ได้ปริมาณเท่าเดิม อะไรที่คิดว่าจะทำให้หนูดีขึ้นจากอาการป่วย แม่ทุ่มเททำทุกอย่าง แต่มีอย่างหนึ่งที่แม่ลืมใส่ใจมองคือ หนูมีอาการเครียด บ่ายเบี่ยงไม่ยอมกิน ตลอดเวลาสามเดือนที่แม่บังคับป้อนโน่นนี่ ให้แม่ยังคงมุ่งมั่นทุ่มเทในแนวทางนี้ คิดว่าดีที่สุดแล้วที่จะทำให้หนูได้ จนเช้าวันหนึ่งที่แม่เปิดประตูห้องเข้ามาพบว่าหนูนอนตาลอย หมดแรง ขาแบะลุกไม่ขึ้น จมอยู่กับกองฉี่ของตัวเอง แม่ตกใจและใจหายมาก ระหว่างล้างตัวให้หนูในห้องน้ำ หนูไม่มีอาการตอบสนองใดๆ เลย ไม่มีเสียงร้องแม้แต่แอะเดียว แม่น้ำตาไหลได้แต่คิดทบทวนว่าแม่ทำอะไรผิดไปหรือ ทำไมหนูถึงเป็นแบบนี้ เช้าวันนั้นแม่คิดว่านี่คงจะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน

หลังจากทำความสะอาดเสร็จแล้ว แม่จัดท่าให้หนูนอนสบายๆ เปิดเพลงเบาๆ ให้หนูฟัง คอยอยู่เป็นเพื่อน ลูบหัวเบาๆ อย่างที่หนูชอบ แม่ตั้งใจกับตัวเองว่า ไม่ว่าหนูจะจากไปเมื่อไหร่ ตอนไหน แม่จะอยู่ข้างๆ คอยส่งหนูจนถึงลมหายใจสุดท้าย หนูนอนหลับไปเงียบๆ อย่างนั้นอยู่สองวัน เป็นสองวันที่แม่ไม่ได้ปลุกหนูเลย ไม่มีการบังคับป้อนข้าวป้อนน้ำ ไม่มีการให้น้ำเกลือและป้อนยาใดๆ เป็นเวลาสองวันของการปล่อยวางอย่างแท้จริง พอบ่ายของวันที่สาม จู่ๆ หนูก็ลุกขึ้นเดินและร้องครางเบาๆ ทำให้แม่ตื่นเต้นดีใจมาก และดีใจยิ่งกว่าเมื่อแม่ลองเอาชามข้าวกับน้ำมาวางตรงหน้า ปรากฏว่าหนูก้มหน้าลงชามกินข้าวกินน้ำได้เองโดยไม่ต้องให้ป้อนเลย วินาทีนั้นเหมือนมีแสงสว่างวาบขึ้นภายใน พร้อมเสียงกระซิบว่า นี่สินะสิ่งที่หนูต้องการจะบอกแม่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต หนูต้องการอิสรภาพที่จะเลือกอยู่และจากไปด้วยตัวของหนูเอง แม่มีหน้าที่แค่ช่วยประคอง บรรเทาที่ทุกข์ให้หนูอยู่เป็นสุขสบายตัวและสบายใจมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้เพียงเท่านั้น

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม่จึงปล่อยวางการรักษาทุกอย่าง วางชามข้าวชามน้ำให้หนูกินเองตามใจชอบ ถ้าหนูไม่อยากกิน แม่ก็ไม่บังคับฝืนใจ หนูจ้อยอยู่กับลมหายใจที่แผ่วเบาอย่างเป็นอิสระและผ่อนคลายมาได้อีกราวเจ็ดเดือน จึงค่อยๆ ทรุดลงจนหยุดกินอาหารและน้ำ และในไม่กี่วันต่อมาหนูก็จากไป ขณะนั้นเป็นเวลาค่ำของวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๘ แม่คอยอยู่ข้างๆ ตัวหนู คอยลูบหัวอย่างที่หนูชอบ รอเวลาส่งหนูออกเดินทางไกล เสียงซีดีธรรมะและบทสวดมนต์จากเครื่องเสียงที่เปิดอยู่ทำให้บรรยากาศในห้องสงบและเป็นสุข ลมหายใจของหนูเข้าออกช้าลงเรื่อยๆ จนช่วงเวลาสุดท้าย เหมือนมีเสียงห้วงของลมที่ขาดหายดังออกมาจากช่องอกเบาๆ สองสามครั้ง แล้วทุกอย่างก็สงบนิ่ง แม่เปิดหนังสือสวดมนต์แล้วสวดบทที่เตรียมไว้เบาๆ เวลาผ่านไปราว ๑๕ นาที เมื่อสวดมนต์เสร็จ แม่จึงนำร่างของหนูห่อในผ้าที่เตรียมไว้เพื่อพาหนูกลับสู่ผืนดินอย่างสงบสุข

แม่ฝังร่างหนูไว้ที่บ่อดินหน้าบ้าน ตอนนี้หนูคงกลืนกลายไปอยู่กับต้นกล้วยและต้นไม้อื่นๆ ไปอยู่กับดอกไม้ ใบไม้ หนอน และหอยหาก สารพัดสิ่งมีชีวิตที่ได้อาศัยผืนดินตรงนั้น.... หนูจ้อยลูกแม่.....สิ่งที่หนูให้บทเรียนแก่แม่นั้นช่างเป็นประสบการณ์ที่มีค่าและมีความหมายมากเหลือเกิน การมีศรัทธาในพลังชีวิตของผู้อื่น การวางใจที่จะรักโดยไม่ต้องควบคุม เพียงแค่คอยประคับประคองดูแลกันไป สามารถทำให้ช่วงเวลาแห่งการจากลาเป็นห้วงยามที่งดงามในความทรงจำ ไม่มีความติดค้าง ไม่มีความเสียใจ เป็นการจบลงของชีวิตอย่างสมบูรณ์ ด้วยรอยยิ้มและความรัก ขอบคุณที่หนูเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของแม่ตลอดระยะเวลาเกือบยี่สิบปี แม่รักหนูเสมอ และรักตลอดไปจ้ะ
...จาก แม่.

22 เมษายน, 2561

มนต์ขลังอิติปิโส

ชาวพุทธคงจะคุ้นเคยกับบทสวดดังกล่าวดี เพราะได้ยินพระสงฆ์สวดบ่อยๆ ไม่ว่าจะในงานบุญวันเกิด ทำบุญบ้านใหม่ ไปจนถึงงานศพ สมัยเป็นนักเรียนหลายคนคงได้ยินบ่อยมาก
18 เมษายน, 2561

ป่วยและพร้อมจะตาย แต่คนรอบข้างกลับทุกข์ใจ

คนส่วนใหญ่ยอมรับความจริงข้อนี้ไม่ได้ ทำให้ทุกข์ทั้งกายและใจ เขาคิดว่าไม่มีวิธีใดรักษาให้หายได้ มีแต่จะทำให้ความเจ็บปวดเพิ่มพูนขึ้น
13 มีนาคม, 2561

แค่เสี้ยววินาที

ไม่มีใครที่สมบูรณ์หรือมีดีร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม... บางคนโชคดีปนโชคร้าย บางคนเจอเรื่องร้ายแต่พลิกกลับมาเป็นเรื่องที่แสนสวยงาม ดังคำที่ว่า “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน”