parallax background
 

บทพิเคราะห์
ความกรุณาบนความตาย

ผู้เขียน: กฤติน ลิขิตปริญญา หมวด: ชุมชนกรุณา


 

คำว่า ความกรุณา นี้อ่านผ่านๆ ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวและไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตเราๆ ท่านๆ แต่ประการใด ทว่าแท้จริงแล้วชีวิตมนุษย์สัมพันธ์กับความกรุณามากกว่าที่ใครหลายคนเข้าใจ ซ้ำทั้งยังคลับคล้ายคลับคลาจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในทุกๆ สังคมของมนุษย์ ประหนึ่ง ความรัก ความชังและอื่นๆ

ความกรุณาถูกนิยามอย่างหลวมๆ เอาไว้ว่า “การปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์” ในภาษาอังกฤษแปล ความกรุณา เป็นคำว่า Compassion ซึ่งถูกประกอบขึ้นจากคำว่า Co และ Sufferingโดยคำว่า Co นี้เอาไปใส่หน้าคำใดก็จะได้ความหมายว่า Together ดังนั้นเมื่อไปอยู่หน้า Suffering มันจึงมีความหมายว่า การรวมความทุกข์ของผู้อื่นเข้ากับตัวเราหรือการเข้าใจความทุกข์ของผู้อื่นนั่นเอง

ตามที่ได้กล่าวเอาไว้ในย่อหน้าแรกว่า ความกรุณานี้เป็นเรื่องสากล การกล่าวอ้างเช่นนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเกินจริงและเหมือนกล่าวเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐาน แต่ความจริงแล้วหลักฐานยืนยันมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง แต่คงจะเหมือนเรื่องใต้จมูกไปเสียหน่อย คืออยู่ใกล้จนเกินกว่าจะมองเห็น ตัวอย่างเช่น เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ ก็ปรากฏทุกครั้งไปว่า ประเทศต่างๆ บนโลกนี้พร้อมจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กันและกันเสมอๆ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะเป็นที่รู้จักดีก็คือ การติดเหมืองของ 33 ชีวิตในชิลี หรือเร็วๆ นี้ อย่างเหตุการณ์นักฟุตบอลเยาวชนและโค้ชรวม 13 ชีวิต ติดถ้ำหลวงจังหวัดเชียงราย ก็ปรากฏว่าได้รับทั้งความสนใจและการช่วยเหลือจากทั่วทุกมุมโลก

เนื่องด้วยสองเหตุการณ์ข้างต้นอาจจะกล่าวได้หรือไม่ว่า ความช่วยเหลือทั้งจากคนไทยและคนต่างประเทศนั้น“มีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้พ้นจากความทุกข์” เป็นแรงขับเคลื่อน ถ้าใช่ ก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่ความกรุณาจะเป็นเรื่องสากล เพราะไม่ว่ามนุษย์สัญชาติใด ก็ดูเหมือนว่าจะสามารถเข้าใจความทุกข์ของมนุษย์ด้วยกันได้ทั้งสิ้น

ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า “การปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์” นี้เป็นเพียงการนิยามเอาไว้อย่างหลวมๆ มิติอื่นๆ ที่น่านำมาพิจารณาสำหรับคำนิยามนี้มีว่า ถ้าการปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์มีการหวังผลประโยชน์ตอบแทนในอนาคตแอบแฝง เราจะยังถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความกรุณาอยู่หรือไม่? หรือแม้แต่การตามใจลูกเพียงเพราะไม่อยากให้เด็กพบกับความผิดหวังเล็กๆ น้อยๆ– การกระทำดังกล่าว จะเห็นได้ว่าไม่หลุดไปจากนิยาม“การปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์” เลย แต่ในสามัญสำนึกทั่วๆ ไป ดูเหมือนมันจะไม่ใช่ความกรุณา แต่เป็นเพียงเรื่องที่จะทำให้เด็กเสียคนมากกว่า

ความกรุณากับการุณยฆาต
อีกหนึ่งประเด็นที่ดูเหมือนว่าความกรุณาไม่อาจเข้าไปเกี่ยวข้องได้เลยก็คือ ประเด็นเกี่ยวกับ “ความตาย” ทว่าข่าวหนึ่งที่อาจยกขึ้นเป็นเชิงประจักษ์ว่า ทั้งความกรุณาและความตายมีความเกี่ยวข้องกันดูเหมือนจะหนีไม่พ้น ข่าวใหญ่ในเดือนพฤษภาคม 2018 เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเมื่อ นายเดวิด กู้ดออล นักวิทยาศาสตร์ วัย 104 ปี เดินทางออกจากบ้าน ณ ประเทศออสเตรเลีย บินข้ามโลกไปยังสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อจบชีวิตตัวเอง ด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์ หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า “การรุณยฆาต” (การฆ่าด้วยความกรุณา)

นายเดวิด กู้ดออล จากไปอย่างสงบขณะกำลังฟังซิมโฟนีหมายเลข 9 ของบีโธเฟ่น เขาเคยกล่าวเอาไว้ก่อนการการุณยฆาตหนึ่งเดือนว่า "ผมรู้สึกเสียใจที่มีอายุมาถึงขนาดนี้ ผมไม่มีความสุข ผมต้องการตาย ความตายไม่ได้น่าเศร้าอะไรนักหรอก"

ประโยคดังกล่าวท้าทายทัศนะในการจบชีวิตมนุษย์คนหนึ่งเป็นอย่างมาก โดยทั่วๆ ไปแล้วการช่วยให้ตายดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวกันกับการฆ่า เพราะการฆ่าและการช่วยให้ตายนั้นก็เป็นสาเหตุทำให้มนุษย์ต้องจบชีวิตลงเหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ แพทยสมาคมโลก (อาชีพที่มีแก่นคือการช่วยชีวิตมนุษย์) ได้ประกาศจุดยืนต่อต้านเรื่องการทำการุณยฆาตเอาไว้ว่า

“การกระทำโดยตั้งใจที่จะทำลายชีวิตของผู้ป่วย แม้ว่าจะเป็นการทำตามคำร้องขอของผู้ป่วยหรือญาติสนิทก็ตามถือว่าผิดหลักจริยธรรม แต่ไม่รวมถึงการดูแลของแพทย์ที่เคารพต่อความปรารถนาของผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิตซึ่งประสงค์ที่จะเสียชีวิตตามธรรมชาติ” (Euthanasia, that is the act of deliberately ending the life of a patient, even at the patient’s own request or at the request of close relatives, is unethical. This does not prevent the physician from respecting the desire of a patient to allow the natural process of death to follow its course in the terminal phase of sickness.)

ดูเหมือนว่า “การช่วยให้ตาย” จะเป็นหัวใจสำคัญของความขัดแย้งในครั้งนี้ แต่เป็นไปได้ไหมว่ามโนทัศน์ของผู้สนับสนุนการการุณยฆาตจะพิจารณาลงลึกในมิติ “ความทุกข์ทรมานในการมีชีวิต” มากกว่า เพราะมีปรากฏในกระบวนการอนุมัติการการุณยฆาตในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาว่า กระบวนการดังกล่าวจะต้องอาศัยความคิดเห็นทางการแพทย์ถึงสองคน เพื่อยืนยันความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยของผู้ที่จะเข้ารับสิทธิ์

ความข้อนี้ทำให้น่าคิดว่า เป็นไปได้ไหมที่ผู้สนับสนุนการการุณยฆาตจะมีความเห็นว่า “การช่วยให้ตาย” เป็นการ “ปลดปล่อยผู้ป่วยจากความทุกข์” และช่วยให้จากโลกนี้ไปอย่างสงบสุขเหมือนกับที่ เดวิด กู้ดออล พริ้มตาหลับลงครั้งสุดท้ายพร้อมกับฟังซิมโฟนีหมายเลข 9 ส่วนผู้ที่มีความเห็นไปในทิศทางตรงข้ามอย่างแพทยสมาคมโลกจะยังคงยืนยันว่า “การช่วยให้ตาย” เป็นเรื่องตรงกันข้ามกับการรักษา และไม่มีวันที่จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องได้ แต่ฝ่ายนี้อาจจะละเลยประเด็นเรื่องความทุกข์ทรมานในการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วยไป

อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่ากฎหมายเมืองไทยจะยังไม่ยอมรับการการุณยฆาต แต่การส่งผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้จากโลกนี้ไปอย่างสงบสุขก็พอจะมีบริการทางสาธารณสุขมารองรับอยู่บ้าง บริการนี้ถูกเรียกว่า“การรักษาแบบประคับประคอง” (Palliative care) หลักการของแนวคิดนี้ เป็นแนวทางการดูแลที่ให้ความสำคัญกับการบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทั้งทาง ร่างกาย จิตใจ ของผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมไปถึงครอบครัว โดยเน้นให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการรักษา, ดูแลมากขึ้น

ความกรุณากับการดูแลแบบประคับประคอง
องค์การอนามัยโลกได้ให้คำจำกัดความ “การรักษาแบบประคับประคอง” (Palliative care) ว่าหมายถึงการดูแลเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย (ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก) และครอบครัวที่มีปัญหาเกี่ยวกับความเจ็บป่วยที่คุกคามชีวิต รวมถึงการป้องกันและบรรเทาความทุกข์ทรมาน หรือ รวมไปถึงการบริบาลผู้ป่วยแบบประคับประคอง, การบริบาลเพื่อบรรเทาอาการ, การดูแลผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ซึ่งมีแนวโน้มที่ทรุดลงหรือเสียชีวิตลงจากโรคในอนาคต หรือป่วยอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต โดยเน้นการดูแลแบบองค์รวม ครอบคลุมมิติกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณของทั้งผู้ป่วย ครอบครัวและผู้ดูแล โดยอยู่บนเป้าหมายหลักคือการเพิ่มคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและครอบครัว ที่จะทำให้ผู้ป่วยได้เสียชีวิตอย่างสงบ สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนการดูแลครอบครัวและญาติภายหลังการจากไปของผู้ป่วย

ทั้งนี้การรักษาที่ครอบครัวของผู้ป่วยเข้ามามีส่วนช่วยในกระบวนการรักษา จะต้องอาศัย“ความเข้าใจในความทุกข์ของตัวผู้ป่วย” เป็นอย่างมาก ทราบหรือไม่ว่าภาวะจิตใจของผู้ป่วยระยะสุดท้าย เมื่อรู้ว่าชีวิตของตนเองกำลังเข้าใกล้ความตาย มักจะมีอาการ ซึมเศร้า (Depression) โกรธ กลัวการถูกทอดทิ้ง กลัวความตายและรู้สึกเจ็บปวด นั่นยังไม่นับอาการทรุดลงตามกายภาพในส่วนต่างๆ เช่น การสูญเสียภาวะอยากอาหาร หรือกระทั่งการสูญเสียความสามารถในการพูดและได้ยิน และส่วนอื่นๆ ที่สร้างความทุกข์ ความทรมานให้กับผู้ป่วยอีกด้วย

เช่นในกรณีของคุณยายเหลี่ยม ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย เป็นอีกกรณีหนึ่งที่สามารถยกเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงความทุกข์ทรมาน ทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้ดี เมื่อคุณยายทราบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ก็ตัดสินใจจะรักษาแบบชีวจิต กินยาบรรเทาความเจ็บปวดและปฏิเสธการรักษากับโรงพยาบาล

ปรากฏว่าคุณยายเหลี่ยมนั้นไม่อยากฟังบทสวดมนต์ในช่วงชีวิตสุดท้าย ทั้งๆ ที่ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชรานั้น การไหว้พระ ใส่บาตร-ทำบุญ เป็นกิจวัตรประจำวันของคุณยายมาโดยตลอด แพทย์ที่คอยรักษาและแนะนำครอบครัวของคุณยายลงความเห็นว่า “การฟังเทปสวดมนต์นี้ทำให้คุณยายต้องอยู่คนเดียวในห้อง ซึ่งในช่วงสุดท้ายของชีวิตคุณยายอาจจะรู้สึกว้าเหว่ โดดเดี่ยว”

นอกเหนือไปจากเรื่องภาวะจิตใจแล้ว อาการมะเร็งระยะสุดท้ายยังส่งผลรุนแรงต่อร่างกายจนถึงขนาดที่การกลืนยาเม็ดยังเป็นเรื่องยากลำบาก หลานของยายเหลี่ยมกล่าวว่า “พี่ไม่กล้าป้อนยายายแล้ว ถ้ายายสำลักและตายตอนนั้น พี่คงรู้สึกเหมือนเป็นคนฆ่ายาย”

ปฏิเสธได้หรือว่า การเข้าใจความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยระยะสุดท้าย เป็นหนึ่งในการเยียวยาทั้งร่างกาย จิตใจ และเป็นหนึ่งในกระบวนการส่งผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้จากไปอย่างสงบ ความข้อนี้สะท้อนให้เห็นว่า “การตายอย่างสงบ” นี้ ไม่ได้ครอบคลุมอยู่เพียงการสิ้นสุดชีวิตลงของผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความรู้สึกของครอบครัวผู้ป่วยอีกด้วย ดังที่ปรากฏให้เห็นว่า ช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิตหรือการเสียชีวิตเป็นไปอย่างไรของผู้ป่วยนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวบันทึกเอาไว้อยู่ในความทรงจำตลอดไป

ตามคำนิยามขององค์การอนามัยโลก การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองนี้ (Palliative care) มีเป้าหมายหลักคือ ทำให้ผู้ป่วยได้เสียชีวิตอย่างสงบ สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่บางครั้ง หลักคิดดังกล่าวจะปฏิเสธการยื้อชีวิตของผู้ป่วยด้วยเครื่องมือกู้ชีพต่างๆ เช่น การเจาะคอต่อท่อหายใจหรือการใส่สายอาหาร เป็นต้น เพราะการกระทำดังกล่าว แม้จะยืดชีวิตของผู้ป่วยออกไปได้ แต่ก็จะเพิ่มความทุกข์ทรมานให้แก่ตัวผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

การปฏิเสธเครื่องมือกู้ชีพนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับข้อสนับสนุนของฝ่ายสนับสนุนการการุณยฆาต โดยดูเหมือนว่าทั้งสองแนวคิดจะมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การจากโลกนี้ไปอย่างสงบ มีคุณค่ามากกว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างทุกข์ทรมาน และประเด็นต่อมาที่ทั้งสองแนวคิดมีความละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างมากก็คือ “ความกรุณา”

เราจะสามารถปฏิเสธได้หรือว่า การประคับประคองผู้ป่วยระยะสุดท้ายนั้น จะต้องอาศัยความเข้าใจและการปรารถนาจะให้ผู้ป่วยพ้นจากความทุกข์ ทั้งสภาพร่างกาย จิตใจ และเรื่องดังกล่าวไม่ต่างอะไรเลยจากความกรุณา ส่วนการการุณยฆาตเป็นไปได้หรือไม่ว่า การทำใจยอมรับว่าคนในครอบครัวที่กำลังจะจากไปด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์ ก็ต้องอาศัยความกรุณาเป็นแรงขับเคลื่อนในการทำใจยอมรับด้วยเช่นกัน

เอกสารอ้างอิง
พรทวี ยอดมงคล, คู่มือสำหรับประชาชน การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (Palliative care), สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), กรุงเทพฯ. 2556
en.wikipedia.org/wiki/Compassion
en.wikipedia.org/wiki/2010_Copiap%C3%B3_mining_accident
www.psychologytoday.com/intl/blog/happiness-in-world/200911/what-compassion-is
www.wma.net/policies-post/wma-declaration-on-euthanasia
edition.cnn.com/2017/06/28/health/california-end-of-life-2016-bn/index.html
www.bbc.com/thai/international-44001955
www.tcijthai.com/news/2018/7/scoop/8109
happydeathday.co/จุดประกาย-การดูแล
happydeathday.co/the-last-minute-of-life/
thaipsychiatry.wordpress.com/2013/03/19/การดูแลด้านจิตใจในผู้ป

[seed_social]
22 กันยายน, 2560

ใครอ่านข้อความนี้ต้องตาย

คุณอ่านไปแล้ว อย่าทำเป็นไม่เห็น เพราะถ้าคุณอ่านมาถึงประโยคนี้ มันก็สายเกินไปแล้ว จากนี้ไปเตรียมตัวได้เลย “คุณ ต้อง ตาย” เพราะนี่คือข้อความต้องคำสาป
24 ตุลาคม, 2560

คุยกับลูกเรื่องความตาย

‘ความตาย’ เป็นสิ่งที่น่ากลัว และไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันบ่อยนัก พวกเรากลัวความตาย เพราะไม่รู้ว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน บางคนกลัวความตาย ก็เพราะยังพะวงอยู่กับตัวตนในสังคม
25 เมษายน, 2561

โรคพุ่มพวง กับชีวิตที่ไม่ห่วงอะไรอีกแล้วของคุณต้อย ณัทยา

ไม่น่าเชื่อว่า ผู้หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าตรงนี้ เมื่อหลายเดือนก่อน จะป่วยหนักจนแพทย์แผนปัจจุบันถึงกับเอ่ยปากว่า ธาตุไฟของเธอแตก ระบบอวัยวะภายในไปหมดแล้ว