header
 

ความเคลื่อนไหว เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในมาเลเซีย

ผู้เขียน: นภนาท อนุพงศ์พัฒน์ หมวด: ในชีวิตและความตาย


 

กล่าวกันว่า รากฐานเริ่มแรกของขบวนการฮอสพิซในมาเลเซีย เป็นผลงานการบุกเบิกของ ดาโต๊ะ ศรี จอห์น คาร์โดซา (John Cardosa) ในช่วงทศวรรษที่ ๗๐ และ ๘๐ เมื่อจอห์นพบว่าตนเองป่วยเป็นโรคมะเร็งใน ปี ค.ศ.๑๙๗๒ ทำให้เขาประสบกับการบำบัดโรคร้ายที่คุกคามชีวิต ไร้ซึ่งการดูแลมิติทางอารมณ์และจิตใจของผู้ป่วยด้วยตนเอง เขาจึงหาทางที่จะทำให้ตัวเองและผู้ป่วยคนอื่นๆ ได้รับการดูแลในมิติดังกล่าว และเริ่มต้นผลักดันให้เกิดสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในมาเลเซีย ซึ่งมาประสบผลสำเร็จเอาในทศวรรษที่ ๙๐

ดาโต๊ะศรี ดร.ท. เทวราช (Dato’ Seri Dr. T Devaraj) หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร/ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของ รูมาห์ ฮอสพิซ ปูเลา ปีนัง (Rumah Hospis Pulau Pinang) ได้ขยายความว่า

“การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเข้ามาในประเทศนี้อย่างง่ายๆ เพราะการที่ จอห์น คาร์โดซา รอดตายจากมะเร็งได้สองครั้งสองครา และมาเป็นเลขานุการของสมาคมมะเร็งในปีนัง เขาได้เดินทางไปประชุมเรื่องสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายครั้งที่สอง ณ สิงค์โปรเมื่อ ค.ศ.๑๙๘๙ และมีคนจากกัวลาลัมเปอร์ไปร่วมประชุมพร้อมเขาด้วยอีกสามสี่คน เมื่อกลับมาเขาก็ตัดสินใจว่า ต้องมีการดูแลแบบประคับประคองในประเทศนี้”

เมื่อเริ่มงานในทศวรรษ ๙๐ การก่อตั้งบ้านพักสำหรับดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในปีนัง อยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมมะเร็งแห่งชาติมาเลเซีย พร้อมกับในกัวลาลัมเปอร์ได้เกิดความเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน องค์กรพัฒนาเอกชน “ฮอสพิซ มาเลเซีย” ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ.๑๙๙๑ โดย ดาโต๊ะ ดร.ปีเตอร์ มูนีย์ (Dat Dr. Peter Mooney) พยายามก่อตั้งหน่วยดูแลแบบประคับประคองในโรงพยาบาลอัสซุนตา (Assunta Hospital) ซึ่งเขาเป็นประธานอยู่ แต่ต้องหยุดชะงักไป เนื่องจากบุคลากรด้านการแพทย์เห็นว่า การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย “เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามมากเกินไป” และอยู่นอกเหนือภาระงานของโรงพยาบาล

มีการรับอาสาสมัครเข้ามาฝึกอบรมทั้งสองพื้นที่ โครงการที่ปีนังมุ่งเปิดรับผู้ป่วยในเดือนมิถุนายน ค.ศ.๑๙๙๑ แต่หาพยาบาลมาทำหน้าที่ประสานไม่ได้ จนต้องมาเปิดทำการใน ค.ศ.๑๙๙๒ ส่วนพื้นที่ทางแถบคาบสมุทร ฮอสพิซ มาเลเซีย เปิดโครงการเยี่ยมบ้านไปหนึ่งเดือนก่อนหน้า ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๙๒ โดยตอนแรกให้บริการครอบคลุมบริเวณ เปตาลิง จายา (Petaling Jaya) ก่อนจะขยายไปครอบคลุมเขตกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.๑๙๙๒

ในปี ค.ศ.๑๙๙๒ ศัลยแพทย์และเจ้าหน้าที่ในแผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลควีนอลิซาเบธ ในโกตา คินนาบาลู (Queen Elizabeth Hospital in Kota Kinabalu) พบว่า ผู้ป่วยที่เข้ามารักษาโรคมะเร็งในระยะลุกลาม เมื่อได้รับรักษาและผู้ป่วยกลับบ้านไปแล้ว ร้อยละ ๗๐ ต้องมาโรงพยาบาลอีกเพื่อที่จะลดผลข้างเคียงจากมะเร็งที่กลับมา จึงมีการก่อตั้งบ้านพักเพื่อดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองขึ้นในปี ค.ศ.๑๙๙๓ ภายใต้ร่มของสมาคมมะเร็งแห่งซาบาห์ แต่ต่อมาจึงพบว่า หน่วยดูแลผู้ป่วยในต้องการความสนับสนุนจากโครงการเยี่ยมบ้าน และต้องหาวิธีการอำนวยความสะดวกให้สามารถรับผู้ป่วยเข้ามาดูแลได้อย่างรวดเร็ว แทนที่จะต้องผ่านขั้นตอนที่ยืดยาด จึงทำให้เกิดรูปแบบการดูแลระยะสุดท้ายในโรงพยาบาลและโครงการเยี่ยมบ้านที่อยู่บนฐานของเครือข่ายโรงพยาบาลอำเภอเข้มแข็งของมาเลเซียเอง ในการจัดหา ”การดูแลที่ไม่สะดุด” ซึ่งรูปแบบดังกล่าวทำให้กระทรวงสาธารณสุขให้ความสนใจ และนำไปสู่การก่อตั้งแผนกดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในโรงพยาบาลรัฐ

คุณหมอรันจิต โอมเมน (Dr.Ranjit Oommen) ขยายความในเรื่องดังกล่าวว่า

“ผมคิดว่ารูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายนี้น่าจะเป็นตัวแบบที่จะใช้ในมาเลเซีย เพราะไม่มีหน่วยงานขององค์กรภาคเอกชนใดๆ ที่สามารถเข้าถึงในระดับหมู่บ้านได้ รัฐบาลเป็นหน่วยงานซึ่งมีภารกิจในการเข้าหาทุกคนในประเทศ ดังนั้นหากทำงานผ่านช่องทางของรัฐ เราสามารถจะเข้าไปหาทุกคนได้ แต่หากเราทำงานในลักษณะของโครงการเยี่ยมบ้านเหมือนเดิม เราก็คงทำงานได้เฉพาะใน โกตา คินาบาลู นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องทำงานร่วมกับรัฐบาล”

[seed_social]
8 พฤศจิกายน, 2560

ความหมายที่แท้จริงของการโอบอุ้ม – ให้พื้นที่แก่ใครบางคน

ตอนที่แม่ของฉันกำลังจะตาย ฉันกับญาติๆ มารวมกันอยู่กับท่านในวันสุดท้ายของชีวิต ไม่มีใครในพวกเราที่รู้เรื่องการช่วยคนให้เปลี่ยนผ่านจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้าเลยแม้แต่คนเดียว แต่เราค่อนข้างมั่นใจว่าต้องการดูแลเธอที่บ้าน และเราทำตามที่คิด
20 เมษายน, 2561

ดูแลใจด้วยงานศิลปะ

งานดูแลผู้ป่วยระยะท้ายหรือผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เป็นงานหนักและต่อเนื่อง ต้องอาศัยความทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจและเวลา เพราะผู้ป่วยบางรายอาจต้องดูแลตลอด ๒๔ ชั่วโมง ดังนั้นผู้ดูแลทั้งที่เป็นบุคลากรสุขภาพหรือเป็นญาติผู้ป่วย ต่างต้องเหนื่อยล้า ประสบภาวะเครียด ท้อแท้ หงุดหงิดรำคาญใจ
22 เมษายน, 2561

ตามรอยหนังสือแสดงเจตนาฯ

๑๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔ - ในการสัมนาวิชาการ เรื่อง “การปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขฯ ... ขัดกฎหมายหรือหลักจริยธรรมหรือไม่?” ในมุมมองทางจริยศาสตร์ กฎหมาย และการแพทย์
ความเคลื่อนไหว เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในมาเลเซีย
"เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพประสบการณ์การใช้งานของคุณ"