สูงวัยไม่เดียวดาย ระยะท้ายไม่โดดเดี่ยว ด้วยเพื่อนบ้านประคับประคอง
Sharing Practice ปี 2 ครั้งที่ 2
ผู้เขียน: ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ
ท่ามกลางภาวะประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ อัตราการเกิดของประชากรลดลงถึงขั้นอัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการตาย และการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลน คุณเคยสงสัยไหมว่าเมื่อแก่ชราและเจ็บป่วยแล้วใครจะเป็นผู้ดูแลเรา สังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมแห่งการโดดเดี่ยว จนนำไปสู่การตายตามลำพังอย่างเดียวดายเหมือนข่าวที่พบเห็นในต่างประเทศบ่อยๆ หรือไม่
รายการชีวาภิบาล Sharing Practice ซีซั่น 2 ครั้งที่ 2 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 หัวข้อ “สูงวัยไม่เดียวดาย ระยะท้ายไม่โดดเดี่ยว” ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานในโครงการ “เพื่อนบ้านประคับประคอง” ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะท้ายที่บ้านและชุมชนที่ทำให้พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายน้อยลง ซึ่งเกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมอย่างน่าชื่นชม
จุดเริ่มต้น…ชุมชนกรุณา
ย้อนกลับไปเมื่อสองปีที่แล้ว ในระหว่างปลายปี 2566-2567 กลุ่ม Peaceful Death ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เริ่มต้นโครงการ “เพื่อนบ้านประคับประคอง“ ซึ่งเป็นโครงการที่ต่อยอดจากโครงการชุมชนกรุณาของกลุ่ม Peaceful Death ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดทำโครงการนำร่องในพื้นที่ “ชุมชนกรุณา” ที่มีศักยภาพ 2 แห่ง ที่ภาคเหนือ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และภาคใต้ ในกลุ่มจังหวัดสงขลา พัทลุง และตรัง
โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและผู้ป่วยระยะท้ายในชุมชน ที่เผชิญปัญหาการขาดแคลนผู้ดูแล ผู้ดูแลขาดทักษะ และการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ การออกแบบให้ เพื่อนบ้านเข้ามามีบทบาทในการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจคนกลุ่มนี้ เสมือน “เพื่อนบ้าน” หรือ “ญาติมิตร”
เจนจิรา โลชา “เจน” ผู้ดำเนินรายการจากชุมชนกรุณาขะไจ๋ จังหวัดเชียงราย และ “พี่เลี้ยง” โครงการเพื่อนบ้านประคับประคองจังหวัดเชียงรายเล่าในรายการว่า หัวใจที่สำคัญและทรงพลังที่สุดของโครงการเพื่อนบ้านประคับประคองคือการ “พลิกมุมมอง” ที่มีต่อการดูแลแบบประคับประคอง จากเดิมที่ถูกจำกัดอยู่ในแวดวงการแพทย์ ให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ทุกคนเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้
พอใช้คำว่าเพื่อนบ้านประคับประคอง มันหมายถึงว่าใครก็ได้ในชุมชน อยู่บ้านข้างๆ รู้จักกัน เป็นเพื่อนกัน สามารถทำหน้าที่ประคับประคองให้แต่ละคนผ่านช่วงยากๆ ในชีวิตได้… มันเป็นการเพิ่มศักยภาพคนในชุมชนว่าเราสามารถทำหน้าที่แบบดูแลแบบประคับประคองได้ ไม่ต้องรอให้เป็นคุณหมอคุณพยาบาลทำก็ได้ …เจนจิรากล่าว
ภาคใต้…จากชุมชนกรุณาพะตง สู่กลุ่มจังหวัด “สงขลา ตรัง พัทลุง”
ดิเรก ชัยชนะ “เชค” หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนชุมชนกรุณาพะตง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในโครงการ “เพื่อนบ้าน ในการประคับประคอง” ในพื้นที่ภาคใต้ เขาเริ่มต้นโครงการด้วยการสำรวจปัญหาและความจำเป็นในชุมชน โดยพบว่าปัญหาหลักคือผู้ป่วยระยะท้ายขาดคนดูแล ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยขาดทักษะในการดูแล และบุคลากรสุขภาพไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันพบว่ามีแหล่งทุนหลากหลายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สามารถนำมาสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยได้
จากนั้นเขาเริ่มสร้างเครือข่ายด้วยการนำแนวคิดไปเสนอในชุมชนกรุณาพะตงและหน่วยงานใกล้เคียง เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทุ่งปรือ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุด และรพ.สต. อื่น ๆ ในจังหวัดสงขลาที่สนใจประเด็นการสร้างชุมชนกรุณาและเครือข่าย รวมทั้งเปิดรับสมัครเพื่อนบ้านประคับประคองในงานการวางแผนสุขภาพล่วงหน้า หรือ Living Will ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งนำมาสู่การขยายเครือข่ายไปเป็นกลุ่มจังหวัด 3 จังหวัด คือ สงขลา ตรัง และพัทลุง
ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินการของ Peaceful Death ดิเรกในฐานะ “พี่เลี้ยง” ทำหน้าที่สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของสมาชิกโดยเริ่มจากการอบรมเพื่อทำความเข้าใจในโครงการร่วมกัน การพัฒนาทักษะผู้ดูแลทั้งเรื่องการอภิบาลดูแลผู้ป่วย และการดูแลจิตใจผู้ป่วยและผู้ดูแล รวมถึงการการวิเคราะห์หาทุนในพื้นที่ และการเขียนโครงการเพื่อนำทุนท้องถิ่นมาสนับสนุน ให้เกิดการดำเนินโครงการที่ต่อเนื่องระยะยาวโดยมีดิเรกเป็น “ พี่เลี้ยง” ทำหน้าที่ติดตามผลและถอดบทเรียนการทำงานร่วมกันตลอดโครงการ
“การที่เพื่อนบ้านเข้าไปดูแลผู้ป่วยนั้นให้มิติที่ลึกซึ้งกว่าการดูแลทางการแพทย์ เวลาที่เพื่อนบ้านไปเยี่ยม เขาไปฟังความทุกข์ที่ใหญ่กว่าเรื่องโรค เนื่องจากความใกล้ชิดและความคุ้นเคย การสื่อสารภาษาเดียวกันทำให้สามารถเข้าถึงประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ป่วยได้มากกว่า องค์ประกอบมันจะใหญ่กว่าการที่หมอมาตรวจแค่โรค” ดิเรกบอกเล่า

ตรัง…ฝึกดูแล “เพื่อนบ้าน” และนำมาดูแลตัวเอง
ชลิดา ณ ตะกั่วป่า (พี่ไก่) หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนหลักของโครงการ “เพื่อนบ้านประคับประคอง” จังหวัดตรังเล่าว่า
เธอเคยเป็นอาสาสมัครอ่านหนังสือธรรมะให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาล ดังนั้นโครงการเพื่อนบ้านประคับประคอง จังหวัดตรังจึงมีความโดดเด่นเรื่องการดูแลจิตใจ โดยขยายขอบเขตการทำงานจิตอาสาในโรงพยาบาลไปสู่ชุมชนด้วยการพูดคุยกับทั้งผู้ป่วยและญาติ
ตัวอย่างความสำเร็จที่น่าประทับใจที่สุดของทีมงานพี่ไก่คือกรณี “ป้าแดง” ผู้ป่วยติดเตียง ที่ทีมงาน CG (Caregiver) พาเด็กในชุมชนไปเยี่ยมและนวดบีบมือให้ป้าไก่ เพื่อแลกกับสินน้ำใจครั้งละ 20 บาท การแลกเปลี่ยนกับเงินเล็กน้อยนี้เป็นกลยุทธที่ทำให้เกิดความผูกพันและมุ่งมั่นรักษาตัว จนปัจจุบันป้าแดงสามารถ “พลิกตัวได้” และรอเด็ก ๆ มาเยี่ยมทุกวัน
นอกจากนี้ยังมีกรณีการพูดคุยกับผู้ป่วยระยะท้ายและญาติให้ยอมรับสภาพความเจ็บป่วยในระยะท้าย และเสียชีวิตอย่างสงบ ส่วนความภาคภูมิใจสูงสุดคือการ “พี่ไก่” สามารถใช้ทักษะเดียวกันนี้ไปดูแลผู้เป็นพ่อที่ไม่สนใจธรรมะให้หันมาสนใจธรรมะและการดูแลตัวเองได้
ภาคเหนือ…การรวมพลังของ “เพื่อนบ้าน” ที่หลากหลาย
เจนจิรา โลชา “เจน” คือผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการเพื่อนบ้านประคับประคองในภาคเหนือ เธอเริ่มต้นโครงการนี้ที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นบ้านเกิดและเป็นพื้นที่ชุมชนกรุณาที่เธอดำเนินมาก่อนหน้าหลายปี โดยเห็นโอกาสในการเพิ่มศักยภาพชุมชนของตนเอง และเป็นการเติมเต็มช่องว่างที่บุคลากรทางการแพทย์เข้าไม่ถึง และโครงการนี้ยังช่วยให้ผู้ป่วยในชุมชนไม่โดดเดี่ยวอีกด้วย
รู้สึก “ว้าว” กับคำว่า “เพื่อนบ้านประคับประคอง” เพราะมันเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับคนในชุมชนว่า “ใครก็ได้ในชุมชน” สามารถทำหน้าที่ดูแลแบบประคับประคองได้ โดยไม่ต้องรอให้เป็นคุณหมอหรือคุณพยาบาล การมีทีมเพื่อนบ้านเข้าไปเป็นหูเป็นตาให้ จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ว่าตนเองถูกทิ้ง ถูกลืม หรือถูกปล่อยให้ป่วยไปในสังคมโดยที่ไม่มีใครรู้” เจนจิราเล่าดวงตาเป็นประกาย
ในฐานะพี่เลี้ยงของโครงการ เธอได้ชักชวนกลุ่มเป้าหมายในชุมชน 5 กลุ่มมาทำกิจกรรมร่วมกัน ประกอบด้วย กลุ่มโรงเรียนผู้สูงอายุ, อดีตพยาบาลเกษียณ/จิตอาสา, ทีมอสม. (CG), กลุ่มชาวบ้านหน้าใหม่ที่ไม่ได้เป็นอสม. แต่สนใจดูแลผู้ป่วยหรือมีญาติป่วย และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแม่สรวย ที่ทำเรื่องปฐมภูมิ โดยชวนอสม. มาเข้าร่วมด้วย
ภายใต้การสนับสนุนด้านการเงินและความรู้จากกลุ่ม Peaceful Death เจนจิราเริ่มสร้าง “เพื่อนบ้านประคับประคอง” ด้วยการชักชวนวิทยากรจากกลุ่ม Peaceful Death มาช่วยอบรมให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน และสอนการเขียนโครงการแบบง่าย ๆ โดยมีเธอทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการอบรมในแต่ละพื้นที่ และ ไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยด้วยตนเอง
ากนั้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการร่วมกันตั้งโจทย์จากปัญหาของแต่ละพื้นที่ เพื่อเสริมทักษะหรือแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่นั้นๆ เช่น บางพื้นที่ต้องการเรียนรู้ทักษะเรื่องการบริบาล เนื่องจากมีคนไข้ที่ใส่ท่อช่วยหายใจ ขณะที่กลุ่ม อบต. มีปัญหาแพมเพิสขาดแคลน จึงทำโครงการกองทุนแพมเพิส เป็นต้น
ภาพฝันของเจนจิราคือการสร้างความต่อเนื่องของโครงการ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการเชื่อมโยงความสัมพันธ์และเชื่อมต่อระบบในพื้นที่ เช่น ระหว่างรพ.สต. กับอบต. ให้เข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยแบบต่อเนื่องในกรณีที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม และอยากเห็นการบูรณาการการเยี่ยมผู้ป่วยของหลายหน่วยงาน (โรงพยาบาล, อสม., อบต.,จิตอาสา) ให้สอดคล้องไปในทางเดียวกัน
อยากให้คนที่เข้ามาร่วมโครงการยังคงเป็นเพื่อนบ้านประคับประคองอยู่ และยังคงเป็นเครือข่ายที่สอบถามและสนับสนุนกันเมื่อติดปัญหา อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าเราสามารถดูแลกันและกันได้ และควรจะทำงานกับเด็กมากขึ้นด้วย เพราะในอนาคตพวกเขาจะต้องเป็นคนดูแลผู้สูงอายุ
นักวิชาชีพในฐานะ “เพื่อนบ้านประคับประคอง”
พรทิพย์ เรืองฤทธิ์ เป็นพยาบาลเกษียณที่ทำงานจิตอาสาในชุมชนมาเป็นเวลานาน เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในฐานะพยาบาล เธอเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการเพื่อนบ้านประคับประคองที่เชียงราย มีบทบาทหลักในการนำทีมจิตอาสาและอสม.ไปเยี่ยมบ้าน และแนะนำทักษะการผู้แลผู้ป่วยและผู้ดูแล
เธอและทีมงานได้ทำโครงการ “ร่วมด้วย ช่วยช่วยกัน” เพื่อสำรวจข้อมูลผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง หรือกลุ่มเปราะบางในชุมชน และนำข้อมูลไปคืนให้คณะกรรมการหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนโครงการต่อไป, ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่บ้านให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น ทีมงานช่วยกันทำราวฝึกเดินให้ผู้ป่วยติดเตียงและปรับปรุงบันไดทางขึ้นบ้าน และประสานงานกับ อบต. เพื่อขออุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น แพมเพิส รวมถึงการดูแลผู้ป่วยที่มือใช้การไม่ได้ด้วยเทคนิคการพูดคุยให้กำลังใจ ทำให้ผู้ป่วยมีแรงใจฝึกกายภายจนสามารถใช้มือและขับรถได้ และไม่ลืมเรื่องการฟื้นฟูใจผู้ดูแลที่รู้สึกเหนื่อยล้า
สิ่งที่พรทิพย์ภูมิใจที่สุดในการทำงานในโครงการนี้คือการดูแลผู้ป่วยจนถึงวาระสุดท้าย โดยช่วยจัดส่งผู้ป่วยให้จากไปอย่างสงบและยังได้ดูแลจิตใจของญาติด้วย เธอกล่าวว่ากรณีการดูแลจนเสียชีวิตนั้นถือเป็นการดูแล “ที่ดีที่สุดในชีวิต”
จากผู้รับสู่ผู้ให้…เรื่องเล่าบันดาลใจ
คุณลักษณะพิเศษ “ไม่เหมือนใคร” ของโมเดลเพื่อนบ้านประคับประคองคือความสามารถในการตอบสนองต่อมิติความทุกข์ แบบ “เพื่อนบ้าน” นั่นคือการ “ไปฟังความทุกข์” ที่ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ บนพื้นฐานของความคุ้นเคยและความไว้วางใจ
- การดูแลที่ครบมิติ อาสาสมัครในชุมชนสามารถเข้าถึงและเข้าใจบริบทชีวิตของผู้ป่วยได้ดีกว่า ทำให้การดูแลไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องอาการป่วย แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์ และความกังวลใจของครอบครัว เช่น กรณีการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยและญาติในวาระสุดท้าย
- จุดประกายความหวัง เรื่องราวของคุณยายที่ไม่สามารถเดินได้ แต่กลับมามีกำลังใจฝึกเดินอีกครั้งหลังจากที่เพื่อนบ้านในโครงการช่วยกันมาทำราวไม้ให้ เป็นเครื่องยืนยันว่าการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ที่ตรงจุด สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และคืนความหวังให้กับชีวิตได้
- ส่งต่อการดูแล (Pay it Forward) กรณีของลูกสาวผู้ป่วยที่เคยได้รับการดูแลจนมีความเชี่ยวชาญ และได้ผันตัวมาเป็นจิตอาสาเพื่อดูแลผู้ป่วยรายอื่นต่อ เป็นการสร้างวงจรผู้ดูแลที่ขยายตัวได้เองแบบธรรมชาติ เป็นคำตอบของปัญหาการขาดแคลนอาสาสมัครในระยะยาว
บทส่งท้าย…เพื่อนบ้านประคับประคอง สู่ชุมชนที่ไม่โดดเดี่ยวเดียวดาย
โครงการนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า ใครๆ ก็เป็นเพื่อนบ้านประคับประคองได้ นี่คือเส้นทางที่เป็นรูปธรรมและทำซ้ำได้ เพื่อสร้างสังคมที่คำว่า “สูงวัยไม่เดียวดาย ระยะท้ายไม่โดดเดี่ยว” ไม่ใช่เพียงภาพฝัน แต่คือความจริงที่เราทุกคนร่วมกันสร้างได้ ผ่านการกระทำเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ เพื่อโลกที่อบอุ่นและไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง
4 ขั้นตอน สู่เพื่อนบ้านประคับประคอง
- ค้นหาและชักชวน เริ่มต้นจากการมองหาและสร้างพันธมิตรในชุมชน โดยระบุกลุ่มคนที่มีศักยภาพและมีใจ เช่น รพ.สต., กลุ่มอสม., โรงเรียนผู้สูงอายุ, พยาบาลเกษียณ หรือชาวบ้านทั่วไป เพื่อสร้างแกนนำในการขับเคลื่อน
- อบรมและเติมทักษะ จัดกระบวนการเรียนรู้โดยทีมงาน Peaceful Death เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน พร้อมทั้งเสริมสร้างทักษะที่จำเป็น ไม่ใช่แค่ความรู้เชิงเทคนิค แต่รวมถึงทักษะการเขียนโครงการอย่างง่าย และการวิเคราะห์ “ทุนในชุมชน” เพื่อให้สามารถดึงทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้สร้างความต่อเนื่องระยะยาวได้
- ลงมือทำในพื้นที่ แต่ละทีมนำความรู้และงบประมาณสนับสนุนไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทและความต้องการของพื้นที่ตนเอง ทำให้เกิดรูปแบบการทำงานที่หลากหลาย เช่น ทีมเชียงรายเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่พบเจอ (กองทุนแพมเพิร์ส, การปรับปรุงบ้าน) ส่วนทีมภาคใต้เน้นการสร้างเครือข่ายข้ามจังหวัดและพัฒนาศักยภาพจิตอาสาเดิมให้แข็งแกร่งขึ้น
- บทเรียนและสนับสนุน: การมี “พี่เลี้ยง” คอยติดตาม ให้คำปรึกษา และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาตลอดโครงการ และเมื่อสิ้นสุดโครงการ ทุกทีมจะกลับมารวมตัวกันเพื่อสรุปและถอดบทเรียนที่ได้รับ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาและขยายผลต่อไป



