ผู้แต่ง: พันธกานต์ อินต๊ะมูล ชุมชนกรุณาเชียงใหม่
“เด็กและเยาวชนอยู่ตรงไหนของชุมชน”
“แล้วในงานชุมชนกรุณาละ เด็กและเยาวชนอยู่ตรงไหน”
เป็นคำถามที่ผู้เขียน ในฐานะคนทำงานชุมชนกรุณา ตั้งคำถามตลอดระยะเวลา 5 – 6 ปีที่ผ่านมา การเริ่มต้นทำงาน ชุมชนกรุณา (Compassionate Communities) ภายใต้แนวทางของการส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคคลและชุมชนมีความพร้อมด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติ นำไปสู่ความสามารถในการรับมือกับความทุกข์จากความเจ็บป่วย การดูแล การตาย และความสูญเสีย บนพื้นฐานของความกรุณา การสร้างการมีส่วนร่วม การคำนึงถึงนิเวศชุมชน และความเป็นธรรมทางสังคม ด้วยแนวทางนี้ การทำงานชุมชนกรุณาในช่วงแรกจึงมุ่งแน่นไปที่การทำงานกับผู้ใหญ่ ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมถึงบุคลากรสุขภาพในระดับปฐมภูมิ เด็กและเยาวชนมีบทบาทเพียงผู้เข้าร่วมกิจกรรมระดับสองหรือสามเท่านั้น เป็นเพียงผู้ติดตามพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ที่มาเข้าร่วมกิจกรรม จวบจนปี 2564 ช่วงสถานการณ์ COVID-19 ชุมชนกรุณาลำปางเป็นพื้นที่การทำงานพื้นที่แรก ๆ ที่ได้ริเริ่มจัดกิจกรรมบ่มเพาะความกรุณาในเด็กและเยาวชนผ่านการเล่านิทาน การชมภาพยนตร์ การเพ้นท์ถุงผ้า และการทำเจลล้างมือ

กิจกรรมทำเจลล้างมือเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุกับเยาวชน เมื่อเด็ก ๆ ทำเจลล้างมือจากว่านหางจระเข้เสร็จแล้ว ก็พากันเดินไปเยี่ยมผู้สูงอายุที่บ้านได้สนทนากับผู้สูงอายุในชุมชน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็สร้างประสบการณ์อย่างมากให้กับตัวเด็กและเยาวชน รวมถึงเป็นการจุดประกายให้มีการออกแบบกิจกรรมสำหรับเยาวชนในโครงการชุมชนกรุณานับแต่นั้นเป็นต้นมา
การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครอบครัวในสังคมปัจจุบัน ส่งผลให้ครอบครัวเดี่ยวมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนำมาสู่ความท้าทายในการดูแลเด็กและผู้สูงอายุที่อาจต้องเผชิญกับความห่างเหินและความเหงา สถานการณ์นี้ทำให้เด็ก เยาวชน อาจขาดโอกาสในการเรียนรู้ทักษะทางสังคม ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุอาจรู้สึกโดดเดี่ยว และไม่มีคุณค่า สายสัมพันธ์ระหว่างวัยที่หายไป การเปลี่ยนแปลงนี้ค่อย ๆ ปรากฎให้เห็นในสังคมภาคเหนือหลายจังหวัด “เด็กที่ไม่เข้าใจผู้สูงอายุ” ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุเองก็ไม่มีทักษะในการอยู่ร่วมกับเด็ก พื้นที่ชุมชนกรุณาจึงเปรียบเสมือนพื้นที่ทดลองในการกระชับความสัมพันธ์ที่ห่างเหินนี้ให้ค่อย ๆ เข้ามาใกล้ชิดกัน ผ่านการฝึกทักษะ เช่น การรับฟังเพื่อดูแลใจ การสนทนาเรื่องคุณค่าความหมายของชีวิต ทำกิจกรรมอาสาสมัครอย่างง่าย การนวดเพื่อผ่อนคลาย ทำความสะอาดบ้าน เป็นต้น
งานอาสาสมัครกับเยาวชน
การทำงานอาสาสมัครเป็นกิจกรรมสำคัญส่วนหนึ่งของหลักสูตรกระบวนกรชุมชนรุ่นเยาว์ ที่ออกแบบอย่างตั้งใจให้เยาวชนได้ใช้ทักษะการรับฟังเพื่อดูแลใจไปรับฟังผู้สูงอายุกับการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านในชุมชน รวมทั้งการทำกิจกรรมอาสาสมัครอย่างง่าย กิจกรรมเหล่านี้มีคุณค่าและส่งผลดีต่อทั้งตัวเยาวชนเองและชุมชน เยาวชนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคม ชุมชน และพัฒนาตนเองผ่านกิจกรรมอาสาสมัครได้หลากหลายรูปแบบ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นทั้งได้พัฒนาทักษะและความรู้ ช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เช่น ทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหา นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงในสาขาต่าง ๆ ที่ตนเองสนใจ การเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาตรีหลังเรียนจบ ม.6 มีความสำคัญกับตัวเยาวชนอย่างมาก
การได้มาเรียนรู้ผ่านหลักสูตรกระบวนกรชุมชนก็มีส่วนช่วยในการตรอกตรึงความสนใจว่าอยากเรียนในสายวิทยาศาสตร์สุขภาพจริง ๆ หรือไม่ งานอาสาสมัครเป็นส่วนช่วยสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคม การทำงานอาสาสมัครช่วยให้เยาวชนได้ตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของสังคม ชุมชน และปลูกฝังจิตสำนึกในการช่วยเหลือผู้อื่น ได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนในฐานะ “พลเมือง” ได้เสริมสร้างความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง การได้เห็นผลงานของตนเองในการช่วยเหลือผู้อื่น ได้เห็นว่าการรับฟังก็สามารถช่วยเหลือผู้สูงอายุได้ ช่วยให้เยาวชนรู้สึกภาคภูมิใจและมั่นใจในตนเองมากขึ้นอีกด้วย
กระบวนกรชุมชน กับกระบวนกรชุมชนรุ่นเยาว์
เริ่มต้นจากการทำความรู้จักกระบวนกรชุมชนของ Peacful Death ซึ่งหมายถึง บุคลากรสุขภาพ นักพัฒนา บุคลากรทางการศึกษา บุคคลทั่วไปที่ผ่านการฝึกอบรมให้มีความรู้ และทักษะ ในการเผยแพร่ความรู้เรื่องการวางแผนดูแลล่วงหน้าในชุมชน กระบวนกรชุมชนมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักให้ผู้คนในชุมชนเห็นความสำคัญของการวางแผนดูแลล่วงหน้า แล้ว “เยาวชนสามารถเป็นกระบวนการชุมชนได้หรือไม่” มาถึงวันนี้คำตอบที่บอกว่า “ได้” คงจะไม่เกินความจริง เนื่องจากเยาวชนสามารถฝึกฝนให้มีความรู้ และทักษะ ที่จะไปชวนคนในชุมชนให้รู้จักการวางแผนดูแลล่วงหน้าได้ โดยเริ่มต้นจากการรับฟังกันและกัน
กระบวนการฝึกอบรมทักษะ “กระบวนกรชุมชนรุ่นเยาว์” นั้น เริ่มต้นจากการเติมทักษะการรับฟังอย่างตั้งใจ เพื่อให้เยาวชนมีเครื่องมือสำคัญในการเดินทางลงไปปฏิสัมพันธ์กับผู้สูงอายุ การฟังที่มีคุณภาพช่วยให้คนต่างวัยมีความเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น นอกจากนั้น เยาวชนเองยังได้รับประโยชน์จากการรับฟังอย่างตั้งใจ ทำให้มีพื้นที่ปลอดภัยในการผ่องถ่ายความรู้สึก และสามารถค้นหาความต้องการได้ด้วยศักยภาพของตนเอง เมื่อมีทักษะการรับฟังกันอย่างมีคุณภาพแล้ว ในกระบวนการได้มีการให้เครื่องมือที่จะเป็นตัวช่วยให้เยาวชนสามารถเป็นนักรับฟัง มีขั้นตอน และเป็นระบบ นั้นก็คือ “ไพ่ฤดูฝน” เครื่องมือรับฟังเพื่อดูแลใจของ Peacful Death ที่ใช้งานง่าย ผู้ใช้งานที่มีทักษะการรับฟังอย่างตั้งใจแล้วก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำให้พวกเขาสามารถรับฟังคนตรงหน้าได้ดีขึ้น ไพ่ฤดูฝนยังช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถค้นหาความรู้สึกและความต้องการ ได้จากไพ่ในสำรับ มีตัวอย่างของความรู้สึกที่ช่วยให้เชื่อมโยงกับความต้องการได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเยาวชนเองก็สามารถใช้ไพ่ฤดูฝนได้ไม่ยากนัก
“เมื่อเผชิญความทุกข์ ความไม่สบายใจ จะจัดการกับอารมณ์และความรู้สึกนั้นอย่างไรดี”
เป็นความกังวลของวัยรุ่นหลายคน ที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรู้ การได้รู้จักอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับเราและสามารถจัดการอารมณ์ ความรู้สึกนั้นได้อย่างชาญฉลาด น่าจะเป็นคำตอบที่ฟังดูเข้าที ในกระบวนการได้มีการนำงานศิลปะมาช่วยให้เยาวชนได้อยู่กับอารมณ์ ความรู้สึก ผ่าน “ศิลปะด้านใน” หรือ Inner Art ด้วยกระบวนการสีฝุ่น ความฟุ้งกระจาย ความไม่คุ้นชิน ทำให้เห็นความรู้สึกมากยิ่งขึ้น การได้นั่งร่วมโต๊ะกับเพื่อน ค่อย ๆ ฝนสีฝุ่น ใช้สำลีปัดสีไปที่กระดาษสีขาว มีเวลาในการสนทนากับเพื่อนอย่าง ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ศิลปะด้านในทำให้เรา “กล้าที่จะรู้สึก” (impress) รู้สึกเข้าไปภายในใจต่อสถานการณ์ที่กำลังมากระทบกับความรู้สึก และในขณะเดียวกันก็กล้าที่ “แสดงความรู้สึก” (express) แสดงออกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในใจ กระบวนการเหล่านี้ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเยาวชนเอง รวมถึงเป็นพื้นฐานสำหรับการจัดการกับอารมณ์ ความรู้สึก เมื่อต้องไปเยี่ยมผู้สูงอายุ ที่อาจจะเจอกับน้ำตาของคุณตา คุณยาย
ในกระบวนการฝึกอบรมกระบวนกรชุมชนรุ่นเยาว์ ของชุมชนกรุณาเชียงใหม่ ปี 2567 ได้ออกแบบกระบวนการร่วมกับโครงการผู้สูงอายุต้นเปาม่วนใจ๋ บ้านปลอดภัย ไม่ล้ม โดยโครงการพัฒนานักกายภาพบำบัดสร้างเสริมสุขภาพ (กสส.) เพื่อชุมชนไทยเข้มแข็ง ที่ได้เข้ามาทำงานในพื้นที่ ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เช่นกัน ความรู้ที่เยาวชนได้รับอีกส่วนจึงเกี่ยวข้องกับการประเมินความเสี่ยงหกล้ม และการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุ เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้นำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้กับผู้สูงอายุในชุมชนผ่านการปฏิบัติในชุมชน วันรุ่งขึ้นจะเป็นฝึกปฏิบัติจริงในชุมชนของเยาวชนแต่ละกลุ่มจะเดินเข้าไปในบ้านของผู้สูงอายุ ทักทาย ทำความรู้จักแล้วจะใช้ไพ่ฤดูฝนในการรับฟังเพื่อดูแลใจผู้สูงอายุและผู้ดูแล การสนทนาใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง นอกจากผู้สูงอายุจะมีพื้นที่ในการสื่อสารเรื่องราวที่อยู่ในภายในใจ ได้ผ่องถ่ายความรู้สึกที่อัดอั้น เยาวชนที่ได้สนทนากับผู้สูงอายุยังได้รับฟังประสบการณ์ชีวิตของผู้สูงอายุคนนั้น ๆ ผู้อายุที่เป็นปราชญ์ภูมิปัญหาทำโคมล้านนา ทำร่ม ทำกระดาษสา แม้ว่าวันนี้หลายท่านจะร่างกายร่วงโรยเสื่อมถอยไปตามวัยแล้ว แต่ความทรงจำ หัวใจที่แข็งแกร่ง ยังพร้อมที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นหลังได้ นอกจากนั้นการรับฟังเพื่อดูแลใจของกระบวนกรชุมชนรุ่นเยาว์กับผู้สูงอายุที่ติดบ้าน เยาวชนได้เรียนรู้ว่า ในความสูงวัยนั้นความสูญเสียเกิดขึ้นได้หลายกรูปแบบแม้ความตายจะยังไม่มาเยือน ผู้สูงอายุสูญเสียศักยภาพในการทำงาน สูญเสียอิสรภาพในการเคลื่อนไหวร่างกาย ร่างกายที่เจ็บป่วย อวัยวะหลายส่วนพุพัง ผู้สูงอายุหลายคนมีน้ำตาขณะเล่าเรื่องราวความทุกข์ผ่านไพ่ฤดูฝน เมื่อได้ตรวจสุขภาพใจแล้วก็ถึงเวลาตรวจสุขภาพกายผ่านการประเมินความเสี่ยงต่อการหกล้ม
ช่วงบ่ายวันที่ 2 ของกระบวนการฝึกอบรม ผู้เขียนพาทุกคนกลับมาเจอกันในห้องประชุมอีกครั้งเพื่อสะท้อนการเรียนรู้ร่วมกัน (self-reflection) จากการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านผู้สูงอายุ ประเด็นหนึ่งที่ได้รับฟังคือ เยาวชนแปลกใจปนสะเทือนใจ แต่เดิมพวกเขาจะเข้าใจว่าวัยสูงอายุเป็นวัยที่ต้องสุขสงบ เบา สบาย ไม่เดือดร้อน หรือเป็นทุกข์ นั้นเป็นความเข้าใจที่ไม่สามารถใช้ได้กับผู้สูงอายุทุกคนได้ เราในฐานะเยาวชนและกระบวนกรชุมชนรุ่นเยาว์จะต้องช่วยกันดูแลใจผู้สูงอายุผ่านการทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือง่ายที่สุดก็ผ่านการเปิดพื้นที่ปลอดภัย หันหน้ามารับฟังกันและกัน โดยเฉพาะลูกหลานและคนในครอบครัว
ประโยชน์ที่เยาวชนได้รับผ่านแบบวัดสุขภาวะทางปัญญาของเด็กและเยาวชน
เมื่อสะท้อนการเรียนรู้ทำให้ผู้เขียนทราบว่า นอกจากการเรียนรู้ที่ทำให้เยาวชนเกิดความรู้และทักษะแล้วนั้น เมื่อเยาวชนได้ฝึกปฏิบัติในชุมชนกับผู้สูงอายุ ทำให้เยาวชนได้สัมผัสการเป็น “ผู้ให้” ที่เป็นรูปธรรม เกิดความรู้สึกดีกับตัวเอง มีความมั่นใจในตัวเอง (self-esteem) สูงขึ้น พบว่าตัวเองมีคุณค่า มีประโยชน์จากการได้เรียนรู้และทำกิจกรรมการดูแลในชุมชน อาจกล่าวได้ว่าการที่เยาวชนได้ทำกิจกรรมการดูแลผู้ป่วยในชุมชน กิจกรรมเกี่ยวกับความสูญเสีย ความตาย ฯลฯ ได้สร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมในเยาวชน ได้เรียนรู้ในมิติความเห็นอกเห็นใจต่อผู้สูงอายุ ผู้ดูแล และผู้ที่ประสบความทุกข์ยากในชุมชน มีอีกหนึ่งคำถามของผู้เขียนและคณะทำงานว่า “แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ากระบวนการสร้างกระบวนกรชุมชนรุ่นเยาว์เกิดประโยชน์กับเยาวชนจริง ๆ” Peacful Death จึงร่วมกับคณะทำงานชุมชนกรุณาลำปางและเชียงใหม่ในการพัฒนาแบบวัดสุขภาวะทางปัญญาของเด็กและเยาวชนสำหรับเยาวชนอายุ 12 – 25 ปี ที่พัฒนามาจาก แบบวัดสุขภาวะทางปัญญาของความสุขประเทศไทย
|
A ต้นทุนกายและใจ 10420_c46609-82> |
B กระบวนการบ่มเพาะและคงไว้ 10420_538e33-39> |
C องค์ประกอบทางสุขภาวะทางปัญญาของเด็กเยาวชน 10420_efd279-0b> |
|
A1 พื้นฐานส่วนบุคคล |
B1 ทักษะในการรู้เท่าทันและการจัดการอารมณ์ |
C1 ความสุขสงบภายใน |
แบบวัดสุขภาวะทางปัญญาของการทำงานจิตอาสาของเด็กและเยาวชน อายุ 12 – 25 ปี
แบบวัดสุขภาวะทางปัญญาของเด็กและเยาวชน เป็นแบบสอบถามที่ให้เยาวชนได้ทำช่วงต้นก่อนเริ่มกระบวนการฝึกอบรมและทำหลังจบการฝึกอบรมแล้ว เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของเยาวชนที่เข้ามาร่วมกระบวนการ มีจำนวน 24 คำถาม ใน 5 มิติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสุขภาวะทางปัญญาของเยาวชน ได้แก่ความสุขสงบภายใน ความเมตตาต่อผู้อื่น การเชื่อมโยงกับธรรมชาติของชีวิต การมีความหมายในชีวิต และการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชุมชนกรุณาเพื่อการอยู่และตายดี ผลจากแบบวัดพบว่า เยาวชนให้คะแนนการเปลี่ยนแปลงในด้านสุขภาวะทางปัญญาของตัวเองเพิ่มสูงขึ้นหลังเข้าร่วมโครงการในหลายด้าน ดังนี้
- ความสุขสงบภายใน เช่น การพบประสบการณ์ความสุขและสงบในใจ เป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว รู้สึกสบายใจและสุขใจกับตัวเอง
- ความเมตตาต่อผู้อื่น เช่น การเชื่อว่าการฟังที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา
- การเชื่อมโยงกับธรรมชาติของชีวิต เช่น ความเข้าใจธรรมชาติของชีวิต มีเกิดขึ้น มีตั้งอยู่ และมีดับไป
- การมีความหมายในชีวิต เช่น การเห็นคุณค่าของคนที่พบเจอหรือเกี่ยวข้อง
- การเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชุมชนกรุณาเพื่อการอยู่และตายดี เช่น การเห็นว่าการทำงานอาสาสมัครเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและคนอื่น
ในแบบวัดนี้ ยังเห็นมิติของการเรียนรู้ที่เยาวชนได้ทบทวนตัวเอง เห็นว่าการเป็นผู้ดูแลหรือการจะดูแลคนอื่นๆ ให้ได้ดี ต้องดูแลตัวเองให้ได้ดีก่อน รู้จักตัวเองมากขึ้น เป็นโอกาสในการค้นพบความสนใจ ความถนัด ความชอบของตัวเอง มองเห็นเป้าหมายต่อการศึกษาต่อ โดยเฉพาะในด้านการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยพื้นที่การทำกิจกรรมในชุมชนกรุณาเป็นพื้นที่ให้เยาวชนได้สำรวจความสนใจของตัวเอง ได้ฝึกฝนและอยู่ร่วมกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วยในชุมชน ได้เรียนรู้ประเด็นสุขภาพที่เชื่อมโยงด้านวัฒนธรรม สังคม ความคิด ความเชื่อ การส่งเสริมสุขภาพ เช่น เยาวชนคนหนึ่งที่อยากเรียนทันตแพทย์ได้เรียนรู้ว่า การส่งเสริมสุขภาพฟันให้กับผู้ป่วยฝ่ายเดียวไม่เพียงพอ เพราะการดูแลสุขภาพฟันขึ้นอยู่ผู้ดูแลในบ้านด้วย โดยเฉพาะหากเป็นผู้ป่วยที่ต้องการการพึ่งพิงจากผู้ดูแล การส่งเสริมสุขภาพฟันในชุมชนจึงต้องเข้าใจและเชื่อมโยงการส่งเสริมสุขภาพร่วมกันระหว่างผู้ป่วยและผู้ดูแล ได้ทำกิจกรรมที่แบ่งเบา ช่วยเหลือผู้ดูแลและผู้ป่วยในครอบครัวตามกำลังและศักยภาพ เช่น จัดเตรียมยาให้ผู้สูงอายุในบ้าน ชวนผู้สูงอายุในบ้านคุยแก้เหงา ตั้งใจจะให้เวลากับผู้สูงอายุและครอบครัวมากขึ้น เยาวชนพบว่าตัวเองมีคุณค่าและความหมายของครอบครัว เช่นเดียวกับที่พบว่าครอบครัวมีคุณค่าและความหมายกับเยาวชน ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุในบ้าน ในชุมชนก็รู้สึกดีที่มีเยาวชนมารับฟัง รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
บทเริ่มต้นของการเรียนรู้บ่มเพาะความกรุณาในเยาวชน
เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้ ผู้เขียนอยากจะสื่อสารว่า นี่ไม่ใช่บทสุดท้ายของบทความ ผู้เขียนอยากใช้เป็นพื้นที่บันทึกประสบการณ์ที่เหล่ากระบวนกรชุมชนรุ่นเยาว์นำพามาให้เรา เป็นเสมือนท้องทุ่งที่แปรเปลี่ยนไม่หยุดนิ่ง ปฏิบัติการของชุมชนกรุณาทั้งลำปางและเชียงใหม่ ช่วยทำให้เห็นว่าการส่งเสริมความรู้เรื่อง Death education ในเด็กและเยาวชนสามารถทำได้จริง ผ่านการจัดกิจกรรมที่ต่อเนื่อง ระยะยาว เช่น ออกแบบกิจกรรมเป็นหลักสูตร มากกว่าเป็นกิจกรรมระยะสั้นรายครั้งแล้วสิ้นสุดไป รวมถึงการทำงานชุมชนกรุณากับเด็กและเยาวชน ยังสามารถพัฒนาเป็นแนวทางการแนะแนว การฝึกงานของเยาวชนที่อยากศึกษาต่อในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพได้



