เรื่องและรูป : วราภัสร์ มาลาเพชร
จะทำอย่างไรในวันที่เราต้องอยู่คนเดียวอยู่คนเดียว
เรามักได้ยินประโยคหนึ่งเวลาใครสักคนกำลังเข้าสู่ช่วงท้ายของชีวิต “กลับบ้านนะ” เหมือนบ้านเป็นคำตอบที่ปลอดภัยที่สุดของมนุษย์ทุกคน เป็นสถานที่ที่เมื่อร่างกายเริ่มเสื่อมแรง เราควรได้กลับไปอยู่ท่ามกลางคนที่รักและรู้จักเราที่สุด แต่ความจริงของชีวิตไม่ได้เรียบง่ายแบบนั้นเสมอไป เพราะสำหรับคนจำนวนไม่น้อย บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย และครอบครัวก็ไม่ใช่เครือข่ายที่เราจะพึ่งพาได้ในทุกช่วงเวลาของชีวิต
มีคนจำนวนมากที่เดินออกจากบ้านตั้งแต่ยังมีแรง เพราะการอยู่ต่อหมายถึงการต้องละทิ้งตัวตนของตัวเอง กลุ่มคนหลากหลายทางเพศจำนวนไม่น้อยต้องออกจากครอบครัวเพื่อรักษาอัตลักษณ์ของตัวเองไว้ บางคนมีประวัติผู้ต้องขังเมื่อพ้นโทษออกมา โลกก็ไม่ได้รอรับพวกเขาด้วยทรัพยากรที่เพียงพอให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ง่าย บางคนย้ายจากต่างจังหวัดเข้ามาในเมืองเพื่อทำงาน สุดท้ายกลับกลายเป็นคนโดดเดี่ยวในเมืองที่ไม่มีใครรู้จักจริง ๆ ในหลายครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นการเป็นคนไร้บ้าน เพราะมีอิสระทางการใช้ชีวิตมากกว่าจะอยู่ภายใต้ระบบครอบครัวตามสังคมนิยาม
หรือในอีกด้านหนึ่งบางคนไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ลำพัง แต่ชีวิตค่อย ๆ พามาถึงจุดนั้นโดยไม่ทันรู้ตัว ผู้สูงอายุจำนวนมากมีลูกหลานอยู่ไกลเพราะภาระหน้าที่การงาน ช่วงแรกยังพอใช้ชีวิตได้แต่เมื่อร่างกายเริ่มเสื่อม การล้มเพียงครั้งเดียวก็อาจเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิต บางคนเคยเป็นผู้ป่วยสโตรกที่ยังพอประคองตัวเองได้ แต่ถ้าล้มอีกครั้งโดยไม่มีใครอยู่ใกล้ เหตุการณ์เล็ก ๆ ก็อาจนำไปสู่ภาวะพึ่งพิงทันที ในบางคนมีเพื่อนข้างกายที่ตกลงใช้ชีวิตมาด้วยกัน เมื่อคนคนนั้นจากไปก่อน ชีวิตที่เคยมีสองคนก็กลายเป็นความเงียบที่มาอย่างฉับพลัน
ทั้งหมดนี้ทำให้คำถามของการดูแลแบบประคับประคอง หรือ palliative care ไม่ได้มีแค่เรื่องการรักษาโรค แต่เป็นคำถามที่พื้นฐานกว่านั้นมาก ถ้าเราต้องอยู่คนเดียว ใครจะอยู่กับเราในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของชีวิต

เวทีเสวนาภายใต้หัวข้อคนโสด ในรายวิชา “Palliative Care ฉบับอยู่ตัวคนเดียว” ดำเนินรายการโดยคุณวรรณา จารุสมบูรณ์ ประธานกลุ่ม Peaceful Death และประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา ผู้ร่วมเสวนาบนเวทีประกอบด้วย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.พญ.เรือนขวัญ กัณหสิงห์ ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พญ. ชญานิศ ยอดเพชร นายแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลพุทธชินราช
โดยอาจารย์ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ได้พูดประโยคที่ฟังดูเรียบง่ายแต่ชวนคิดมากว่า การสร้างเครือข่ายเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการเตรียมตัวอยู่คนเดียว เพื่อให้ใช้ชีวิตภายใต้แนวคิด “alone but not lonely” บางครั้งเราอาจมีคนรู้จักมากมาย มีเพื่อนร่วมงาน มีคนในสังคม แต่กลับไม่มีใครสักคนที่รู้จักเราดีพอที่จะตัดสินใจแทนเราในวันที่เราตัดสินใจเองไม่ได้ คำถามจึงไม่ใช่แค่เรามีคนรอบตัวหรือไม่ แต่คือมีใครเข้าใจเรามากพอหรือยัง
การอยู่คนเดียวจึงมีหลายความหมาย บางคนเลือกอยู่คนเดียวเพราะต้องการเสรีภาพในการเป็นตัวของตัวเองมากกว่าที่จะอยู่ในความสัมพันธ์ที่กดทับ บางคนมีสังคม มีเพื่อน มีเครือข่าย แต่เลือกไม่สร้างครอบครัวในรูปแบบดั้งเดิม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ควรอยู่คนเดียวหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราต้องการใช้ชีวิตแบบไหน ถ้าเราจะอยู่คนเดียว เราอยากมีชีวิตที่ดีแบบไหน

พญ. ชญานิศ ยอดเพชร ชี้ว่าคำถามนี้ดูเหมือนง่าย แต่คนจำนวนมากไม่เคยตอบตัวเองจริง ๆ บางคนบอกว่าการอยู่ดีคือการเดินได้เองได้นานที่สุด บางคนบอกว่าถึงจะติดเตียงก็ไม่เป็นไร ถ้ายังได้มองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตกก็เพียงพอแล้ว คำนิยามของชีวิตที่ดีไม่มีคำตอบถูกหรือผิด แต่การสื่อสารคำตอบนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าวันหนึ่งเราป่วยหนักจนไม่สามารถสื่อสารได้ การรักษาที่เกิดขึ้นกับเราจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนอื่นทั้งหมด และในหลายครั้ง การรักษานั้นไม่ได้รักษาเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น แต่อาจเป็นเพียงการยื้อความตายออกไป
นี่จึงเป็นเหตุผลที่การทำ living will หรือการแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาในช่วงท้ายของชีวิตสำคัญมาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียว living will ไม่ใช่แค่เอกสารทางการแพทย์ แต่มันคือการบอกโลกไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าวันหนึ่งฉันพูดไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ฉันอยากให้เกิดขึ้นกับชีวิตของฉัน
ในสังคมไทย ความตายยังคงเป็นเรื่องที่หลายครอบครัวหลีกเลี่ยงจะพูดถึง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องนี้เริ่มมากขึ้นผ่านกิจกรรม สื่อ และเครื่องมืออย่างสมุดเบาใจ สมุดเล่มเล็ก ๆ ที่ชวนให้เราทบทวนชีวิตตัวเองว่าเราเป็นใคร ต้องการอะไร กลัวอะไร และอยากให้ชีวิตจบลงอย่างไร การเขียนสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่การเตรียมตัวตาย แต่มันคือการทำความเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง บางครั้งเมื่อเขียน เราอาจพบว่าคนรอบตัวไม่ได้เข้าใจเราอย่างที่เราคิด และนั่นอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาที่สำคัญในความสัมพันธ์
หลายครอบครัวอาจรู้สึกว่าการพูดเรื่องนี้เหมือนการสั่ง หรือเหมือนการยอมแพ้ต่อชีวิต แต่ในอีกมุมหนึ่ง การอธิบายด้วยเหตุผลว่าทำไมเราจึงคิดแบบนี้ ก็อาจเปิดพื้นที่ให้คนในความสัมพันธ์ได้มองกันในมุมอื่น บางครั้งความขัดแย้งในบทสนทนาเหล่านี้ก็เกิดจากความรัก เพราะคนที่รักเราอาจยังไม่พร้อมจะจินตนาการถึงวันที่ไม่มีเราอยู่
เมื่อพูดถึงการอยู่คนเดียว หลายคนมักคิดถึงการพึ่งพาตัวเองให้ได้ทั้งหมด แต่ความจริงคือมนุษย์ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่การไม่มีใครเลย แต่คือการสร้างระบบความสัมพันธ์แบบหลวม ๆ ที่ช่วยรองรับชีวิต ความสัมพันธ์แบบนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นครอบครัวเสมอไป อาจเป็นเพื่อน แพทย์ ชุมชน หรือแม้แต่เพื่อนบ้าน
สำหรับคนที่อยู่คนเดียว การวางแผนชีวิตอาจต้องคิดเป็นหลายระยะ ระยะแรกคือการอยู่ให้ดีให้นานที่สุด ดูแลสุขภาพ ลดความเสี่ยง และให้ความสำคัญกับ self-care อย่างจริงจัง ระยะถัดมาคือการเตรียมรับมือกับช่วงที่ร่างกายเริ่มเสื่อม เมื่อวันหนึ่งเราอาจต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น และระยะสุดท้ายคือการวางแผนการจากไป
งานของ palliative care อยู่ตรงจุดสมดุลที่ละเอียดอ่อนมาก ระหว่างการรักษาที่มากเกินไปจนไม่มีประโยชน์ กับการรักษาที่น้อยเกินไปจนชีวิตที่ดีหายไป สำหรับคนที่อยู่คนเดียว โจทย์นี้ยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะการตัดสินใจบางอย่างอาจไม่มีญาติอยู่ตรงนั้น
มีทีมดูแลแบบประคับประคองในโรงพยาบาลเล่าว่า คนที่ติดต่อพวกเขาบ่อยที่สุดผ่านช่องทางออนไลน์กลับเป็นคนที่อยู่คนเดียว หลายครั้งพวกเขาไม่ได้โทรมาเพราะอาการหนัก แต่เพราะช่วงเวลานั้นเปราะบางเกินไปที่จะอยู่กับมันคนเดียว
เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าการดูแลช่วงท้ายของชีวิตไม่ใช่เรื่องของแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องของระบบสังคมทั้งหมด ตั้งแต่กฎหมาย การเข้าถึง caregiver ไปจนถึงเครือข่ายชุมชน และในหลายกรณี สิ่งที่ดูเหมือนเป็นปัญหาส่วนบุคคล แท้จริงแล้วคือช่องโหว่ของระบบที่เรายังออกแบบไม่ดีพอ
อย่างไรก็ตาม ผศ.พญ.เรือนขวัญ กัณหสิงห์ บอกบนเวทีว่า แม้ระบบจะยังไม่สมบูรณ์ สิ่งหนึ่งที่เรายังทำได้เสมอคือเริ่มต้นจากตัวเอง เริ่มจากการสำรวจว่าเราอยากใช้ชีวิตแบบไหน สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเองและคนรอบข้าง สื่อสารสิ่งที่เราต้องการและไม่ต้องการในวันที่เรายังพูดได้ มอบหมายให้ใครสักคนที่เข้าใจเราเป็นผู้ตัดสินใจแทนในวันที่จำเป็น และเตรียมใจรับความไม่แน่นอนของชีวิต
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครควบคุมทุกอย่างได้ สิ่งที่เราทำได้อาจมีเพียงการใช้ชีวิตอย่างซื่อตรงกับตัวเอง ปล่อยวางสิ่งที่ไม่จำเป็น จัดการเรื่องที่ควรจัดการ และเดินหน้าต่อไปอย่างเบาใจ
แม้จะอยู่คนเดียวก็ตาม



