โดย ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์
ในสังคมสูงวัยและสังคมคนโสด คนจำนวนมากที่ไม่มีลูกหลานคอยดูแลอยากฝากชีวิตระยะท้ายไว้ที่เนอร์สซิ่งโฮม และเมื่อถึงวาระสุดท้าย ก็อยากเสียชีวิตที่ “บ้านหลังสุดท้าย” หลังนี้ แทนการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวที่โรงพยาบาล ทว่าระบบเนอร์สซิ่งโฮมในปัจจุบันเกื้อหนุนให้เราสามารถเสียชีวิตหรือตายดีได้หรือไม่
กิจกรรม sharing Practice ชีวาภิบาล ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่ม Peaceful Death และได้รับการสนับสนุนจาก สสส. หัวข้อ การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายใน เนอร์สซิ่งโฮม (Nursing Home) หรือสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ได้เชิญวิทยากรจากเนอร์สซิ่งโฮม 3 แบบ 3 สไตล์มาให้คำตอบว่า เราสามารถ “ตายดี” ที่เนอร์สซิ่งโฮมได้หรือไม่
สถาบันผู้สูงอายุแม็คเคน เชียงใหม่…เนอร์สซิ่งโฮมที่ตายดีได้เพราะมีโรงพยาบาลในสถาบัน
แพทย์หญิงประดับพร วีระศาสน์ (คุณหมอหลุยส์) แพทย์ประคับประคองประจำสถาบันผู้สูงอายุแม็คเคน จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าสถาบันแม็คเคน มีงาน 3 ส่วน คือ ส่วนบ้านพักผู้สูงอายุหรือเนอร์สซิ่งโฮม จำนวน 35 ห้อง สำหรับคนไทยและต่างชาติ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ขนาด 30 เตียง และบ้านพักผู้สูงอายุที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยดูแลผู้ป่วย 3 กลุ่ม คือ การดูแลฟื้นฟูหลังออกจากโรงพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แบบระยะยาว และการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย

ทั้งนี้สถาบันแม็คเคนใช้แนวคิดการดูแลแบบประคับประคองแบบองค์รวม ประกอบด้วยการดูแลร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ผ่านการดูแลอาการตามความเจ็บป่วย การจัดประชุมครอบครัว (Family Meeting) เพื่อให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษา และการสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลระยะท้ายในสถานที่ที่เหมาะสม เช่น หากไม่ต้องการเสียชีวิตในโรงพยาบาล ก็สามารถเสียชีวิตในเนอร์สซิ่งโฮมได้ เนื่องจากมีโรงพยาบาลอยู่ภายในสถาบันและมีแพทย์เฉพาะทางด้านการดูแลแบบประคับประคอง และเมื่อเสียชีวิตแล้วโรงพยาบาลสามารถออกใบรับรองการเสียชีวิตได้
แพทย์หญิงประดับพรกล่าวว่า โดยทั่วไปการเสียชีวิตในเนอร์สซิ่งโฮมมีความยุ่งยาก ในเรื่องการทำเอกสาร การชันสูตร หรือการติดต่อหน่วยงานภายนอกพื้นที่ แต่ปัจจุบันแพทย์สามารถเขียนใบรับรองแพทย์ ซึ่งมีแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ สามารถใช้เสมือนใบรับรองการตาย แล้วนำไปยื่นกับองค์กรส่วนท้องถิ่นเพื่อออกใบมรณบัตรได้
“เราเพิ่งมีกรณีคนไข้สมองตีบ หลังจากนั้นเป็นมะเร็ง อยู่ห้องรวมกับเพื่อนร่วมห้องมากกว่า 10 ปี เหมือนเป็นครอบครัว เมื่อมีคนจากไปจะส่งผลกระทบต่อคนเตียงข้างๆ เช่น กลัว เราก็จะย้ายเขาไปอยู่อีกห้องหนึ่งที่บรรยากาศใกล้เคียง ยกของไปตั้งมุมตรงนั้นเหมือนที่เดิม แล้วให้ใช้เวลากับครอบครัว และบอกคนในห้องที่เหลือว่าลูกมารับกลับบ้านแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นคนที่เหลืออยู่ในห้องจะรู้สึกห่อเหี่ยว”
แพทย์หญิงประดับพร กล่าวว่าอุปสรรคสำคัญในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายคือการขาดการวางแผนสุขภาพล่วงหน้า (Advance Care Planning:ACP) ทำให้เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ผู้ป่วยและครอบครัวไม่ได้เตรียมตัว ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการทำ ACP ผ่านการประชุมครอบครัว นอกจากนี้ยังพบว่า การสื่อสารระหว่างโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยรับการรักษากับเนอร์สซิ่งโฮมยังไม่สมบูรณ์ ทำให้ขาดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการดูแล เช่น คนไข้ป่วยเป็นอะไร มีระยะเวลาเหลือมากเท่าไหร่ การวินิจฉัยโรค นอกจากนี้ยังพบอุปสรรคสำคัญ คือ บุคลากรที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคอง
“เวลาคนไข้กินไม่ได้ ก็อาจมีการใส่สายให้อาหาร และส่งเข้าโรงพยาบาล หรือกลัวมีความขัดแย้งกับครอบครัวเลยพาผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาล ทั้งๆ ที่คุณยายอยู่ในวาระสุดท้ายและเคยบอกไว้ว่าอยากเสียชีวิตที่เนอร์สซิ่งโฮม สุดท้ายคุณยายก็จะถูกส่งเข้าโรงพยาบาลและเกิดการยื้อชีวิต นอกจากนี้เนอสซิ่งโฮมยังมีปัญหาการใช้และ การเข้าถึงยาต่างๆ เช่น มอร์ฟีนหรือยานอนหลับ ทำให้ผู้ดูแลเกิดความไม่มั่นใจในการใช้ ก็เลยผลักดันให้คนไข้เข้าโรงพยาบาล ทั้งๆ ที่คนไข้อยู่ที่นี่จนเป็นบ้านหลังที่สอง แต่ระยะหลังมีความเข้าใจขึ้นและมีโรงพยาบาลเฉพาะ ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น และผู้ป่วยสามารถเสียชีวิตในห้องที่เนอร์สซิ่งโฮมได้” แพทย์หญิงประดับพรกล่าว
แพทย์หญิงประดับพรเล่าว่าปัจจุบันสถาบันแม็คเคนกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาการดูแลคนไข้ระยะท้าย ซึ่งเป็นคนไข้ชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ คนไข้กลุ่มนี้มีการวางแผนสุขภาพมาล่วงหน้าแล้ว ทำให้ได้ทำงานง่ายขึ้น แต่คนไทยยังไม่กล้าพูดคุยเรื่องความตาย ดังนั้นทางสถาบันจะมีการพูดคุยในครอบครัวว่าการเตรียมตัวมีประโยชน์ทั้งต่อผู้สูงอายุและครอบครัว เพราะครอบครัวจะได้รับรู้ว่าสักวันนึงคนไข้จะต้องจากไป และกลับมาเชื่อมโยงกับคนไข้ได้ดีขึ้น
ส่วนการดูแลจิตใจและจิตวิญญาณนั้น เนื่องจากโรงพยาบาลแม็คเคนเป็นโรงพยาบาลคริสเตียนที่รับคนไข้ทุกศาสนา จึงมีการดูแลด้านจิตวิญญาณในวาระสุดท้ายด้วย เช่น การอ่านพระคัมภีร์ และหากเป็นคนไข้ที่นับถือศาสนาพุทธที่อยากพบพระ ก็จะนิมนต์พระสงฆ์ให้
“ผู้เสียชีวิตในเนอร์สซิ่งโฮมอาจโดดเดี่ยว เพราะครอบครัวมาไม่ทัน หรือไม่มีครอบครัว แต่สิ่งที่เนอร์สซิ่งโฮม สามารถทำได้คือการเป็นบ้านหลังที่สอง เพราะการเป็นที่รักและมีคุณค่าในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ อย่างกรณีคนไข้สมองเสื่อม ต่อให้ความจำไม่หลงเหลือแต่สามารถรู้สึกถึงความรักที่เรามอบให้ได้” แพทย์หญิง ประดับพรกล่าว
Aging Hero เนอร์สซิ่งโฮมคือบ้าน…แต่ไม่ใช่โรงพยาบาล
สถานฝึกอบรมให้บริการผู้สูงอายุและเนอร์สซิ่งโฮม Aging Hero เริ่มต้นจากการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจในสิงคโปร์และโรงเรียนบริบาล เปิดดำเนินการมา 20 ปีแล้ว ปัจจุบันทำงานด้านการดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ทั้งอบรมบุคลากรและให้คำปรึกษาในการเปิดเนอร์สซิ่งโฮม

พว.ธีรยุทธ อยู่นันต์ พยาบาลวิชาชีพและหัวหน้าฝ่ายบริหารด้านปฏิบัติการ Aging Hero กล่าวว่า ในปัจจุบันเนอร์สซิ่งโฮมที่ได้มาตรฐานยังมีไม่มาก และคนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่าการไปอยู่เนอร์สซิ่งโฮมหมายถึง “การถูกทอดทิ้ง” ดังนั้นในการพัฒนาเนอร์สซิ่งโฮมให้สามารถดูแลผู้ป่วยระยะท้ายอย่างมีคุณภาพจึงต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ด้านการดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care และมีระบบการดูแลที่ชัดเจน ผ่านโครงการเตรียมบุคลากรและการฝึกอบรม เช่น บุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยต้องผ่านการอบรมเบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ
เขาบอกว่า เนอร์สซิ่งโฮมมีอัตราการลาออกของผู้ดูแลสูง ดังนั้นสิ่งที่จะควบคุมได้คือการมี Standard Operating Procedures (SOPs) หรือมาตรฐานแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น กรณีเกิดอุบัติเหตุ การเสียชีวิต หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด และมีระบบสนับสนุน Supervision & On-call Support เพื่อให้มั่นใจว่าหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน จะมีทีมที่สามารถให้คำแนะนำและตัดสินใจได้ทันที
พว.ธีรยุทธ์ กล่าวว่าคนไข้ที่เข้าอยู่อาศัยในเนอร์สซิ่งโฮมของ Aging hero จะมีแผนการดูแล (care plan) ตั้งแต่แรกรับ ซึ่งประกอบด้วยจุดประสงค์และความต้องการของคนไข้และครอบครัวในการเข้าอยู่เนอร์สซิ่งโฮม เช่น บางคนมาเพื่อฟื้นฟูเพราะต้องการหายจากโรค เช่น เส้นเลือดสมองแตก (สโตรค) บางคนมาเพื่อประคับประคอง และหลังจากนั้นจะมีการปรับปรุงแผนการดูแลตามอาการหรือวัยของคนไข้
“ เราจะถามก่อนว่าเขาอยากเสียชีวิตแบบไหน เพราะการดูแลแบบประคับประคองไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จตายตัว เช่น ฟังธรรมะ หรือรับยาแก้ปวดอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของครอบครัวและคนไข้ ส่วนเรื่องแผนการดูแล (care plan) คนไข้จะมีมาตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลว่าเขาและครอบครัวต้องการอะไร เวลารับลูกค้าใหม่เราจะไม่ได้บอกราคา เราจะถามความต้องการก่อน”
อย่างไรก็ตามคนทั่วไปมักสับสนระหว่างบทบาทของเนอร์สซิ่งโฮมและโรงพยาบาล โดยคิดว่าเนอร์สซิ่งโฮม สามารถให้การรักษาพยาบาลได้ ขณะที่เนอร์สซิ่งโฮมมีหน้าที่ดูแลสุขภาพ แต่ไม่สามารถให้การรักษา หรือทำหัตถการได้ เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตดำเนินการดังกล่าว แม้ว่าจะมีพยาบาลวิชาชีพประจำเนอร์สซิ่งโฮมก็ตาม
“มักมีคนสับสนบทบาทระหว่างเนอร์สซิ่งโฮมกับโรงพยาบาล เช่น จะรักษาได้ไหม จะทำหัตถการได้แค่ไหน เจาะเส้นเพื่อให้น้ำเกลือได้ไหม ในความเป็นจริงเราไม่สามารถทำได้ เราคือบ้านของคนไข้ เราจะดูว่าเขาจะกินจะนอนอย่างไร เราจะมีคนดูเขาตลอด 24 ชั่วโมง เพราะญาติไม่สามารถดูแลเขาได้ หรือไม่มั่นใจวิธีการดูแล เราคือบ้านหลังที่สองของเขา เขาต้องรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน อยากจะกินหรืออาบน้ำสายหน่อยก็ได้ จะไม่เหมือนโรงพยาบาลที่เช็ดตัวตอนตีห้า คนมาเนอร์สซิ่งโฮมเพื่อฟื้นฟู มาเพื่อใช้ชีวิตหลังจากออกจากโรงพยาบาล เขาจะต้องอยู่กับเราแบบมีความสุขที่สุด เราจะมองเรื่องความสุขของคนไข้เป็นอันดับแรกระดับความเข้มข้นในการดูแลของเราต่างจากโรงพยาบาล เพราะเราคือบ้านหลังที่สองไม่ใช่โรงพยาบาล” พว.ธีรยุทธ์กล่าว
ส่วนการดูแลระยะท้าย พว.ธีรยุทธ์กล่าวว่า ส่วนใหญ่คนไข้จะผ่านการวินิจฉัยโรคจากโรงพยาบาลแล้วว่าการเจ็บป่วยอยู่ในขั้นตอนใด แต่มักเกิดปัญหามักกับญาติ เช่น มีญาติที่รับรู้อาการคนไข้ตลอดเวลา แต่ญาติคนอื่นไม่รู้และรับไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการพูดคุยกันในครอบครัว อย่างไรก็ตามหน้าที่หลักประการหนึ่งของ Aging Hero คือเมื่อรับคนไข้เข้ามาต้องระบุได้ว่าใครคือผู้รับผิดชอบหลัก และทำเอกสารตามกฎหมายว่ากรณีฉุกเฉินจะติดต่อคนที่ลงนามในสัญญาเพียงผู้เดียว
อย่างไรก็ตามคนไข้ส่วนใหญ่มักเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เพื่อความสะดวกในการจัดการเอกสารต่างๆ แต่คนไข้สามารถเสียชีวิตที่เนอร์สซิ่งโฮมได้ โดยมีข้อปฏิบัติคือญาติเป็นฝ่ายไปแจ้งความ และAging Hero ทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชนเยือนเย็น เพื่อความเข้าใจและการวางแผนเกี่ยวกับการตายดี
การดูแลแบบองค์รวมที่ Cherish Home
Cherish Home International Hospital อยู่ในเครือบริษัทเคพีเอ็น ประกอบด้วยโรงพยาบาลผู้สูงอายุ และเนอร์สซิ่งโฮมหลายแห่ง ทั้งแบบพรีเมียมและบ้านธรรมชาติ ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น รพ.รามาธิบดี รพ.ศิริราช โดยมีทั้งผู้ป่วยชาวไทยและต่างชาติ ดูแลผู้ป่วยหลายระดับ ทั้งผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลระยะยาว และผู้ป่วยระยะท้าย

คุณฟ้าวลัย แสงอรุณ ผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาลของ Cherish Home กล่าวว่าการอยู่เนอร์สซิ่งโฮมจะเป็นทางเลือกที่ดีหากมีการจัดการที่ดี มีบุคลากรที่เข้าใจการดูแลแบบประคับประคอง ส่วนค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับระดับของการดูแลและสถานที่ แต่มีแนวโน้มว่าค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้น เนื่องจากต้องมีบุคลากรเฉพาะทาง ส่วนการเสียชีวิตที่เนอร์สซิ่งโฮมสามารถทำได้หากมีการวางแผนล่วงหน้าและได้รับการดูแลที่เหมาะสม และเนอร์สซิ่งโฮมสามารถให้การดูแลแบบองค์รวมทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณได้ หากมีการฝึกอบรมที่ดีและมีความร่วมมือระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ ครอบครัว และภาคส่วนอื่น ๆ
ทั้งนี้ในการรับผู้ป่วยใหม่ ที่ Cherish Home จะมีระบบก่อนรับ pre-admission โดยญาติจะสอบถามและนัดหมายล่วงหน้าเพื่อประเมินความเหมาะสม และเมื่อตัดสินใจรับผู้ป่วย จะมีการเตรียมพร้อมทั้งทีมพยาบาล อุปกรณ์ และสถานที่ โดยผู้สูงอายุที่มาจากโรงพยาบาลต้องเตรียมยาประจำตัวมาด้วย นอกจากนี้ทางศูนย์ดูแลยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับญาติและโรงพยาบาลต้นสังกัดของผู้ป่วย เพื่อจัดเตรียมการรักษาที่เหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังหรือระยะสุดท้าย
เมื่อผู้สูงอายุเข้าพื้นที่แล้ว จะมีการพูดคุยเรื่องเป้าหมายการดูแล (goal of care) เพื่อให้แน่ใจว่าบริการตรงตามความต้องการของผู้ป่วยและญาติ อีกทั้งยังมีการตรวจสอบเอกสารทางกฎหมายเกี่ยวกับผู้ดูแลหลักของผู้ป่วย เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการตัดสินใจ เช่น ญาติที่เป็นผู้ดูแลหลัก อาจไม่ใช่บุคคลที่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย
“การสื่อสารสําคัญที่สุด เริ่มจากการสื่อสารระหว่างญาติกับทีมว่าระดับการดูแลของเราไม่ได้เข้มข้นเท่าโรงพยาบาล เพราะเราไม่ใช่โรงพยาบาล เราคือบ้านหลังนึง และการที่มีโรงพยาบาลแม่ข่ายช่วยสนับสนุนก็สำคัญตรงที่ทำให้การทำงานของเนอร์สซิ่งโฮมง่ายและอุ่นใจขึ้น”
ทั้งนี้หนึ่งในปัญหาหลักที่พบคืออาการรบกวนในช่วงท้ายของชีวิต ซึ่งอาจส่งผลต่อความสบายของผู้ป่วยและสร้างภาระทางอารมณ์ให้กับผู้ดูแล ตัวอย่างเช่น มีกรณีของผู้ป่วยที่ตัดสินใจหยุดการรักษา แต่ต่อมากลับเปลี่ยนใจและต้องการรับยาเคมีบำบัดอีกครั้ง หรือเดินทางกลับไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลและกลับมาเนอร์สซิ่งโฮมหลายรอบ
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายไม่ได้เป็นเพียงแค่การให้การรักษาเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ป่วยด้วย ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแล นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายยังมีความปรารถนาสุดท้ายที่ต้องการทำก่อนเสียชีวิต เช่น การออกไปทำผม หรือไปรับประทานอาหารที่ชอบ สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับมีความหมายอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และการให้ผู้ป่วยได้ทำในสิ่งที่ต้องการแม้ในช่วงสุดท้ายของชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะช่วยให้พวกเขาจากไปอย่างสงบและสมศักดิ์ศรี
นอกเหนือจากการดูแลระหว่างที่ยังมีชีวิต อีกปัญหาหนึ่งที่เนอร์สซิ่งโฮมต้องเผชิญคือกระบวนการจัดการหลังจากผู้ป่วยเสียชีวิต ซึ่งมีขั้นตอนทางกฏหมายหลายขั้นตอนและใช้เวลานาน เช่น มีการชันสูตรการเสียชีวิต จึงจะออกใบรับรองการตายได้ แล้วนำใบรับรองการตายไปที่สำนักงานเขตเพื่อออกใบมรณบัตร แล้วนำใบมรณบัตรกลับมาที่เนอร์สซิ่งโฮมเพื่อเคลื่อนย้ายร่างไปที่วัด หากไม่มีชื่อวัดก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายศพได้ บางกรณีใช้เวลาถึงครึ่งวัน ขณะที่เนอร์สเซอรี่ส่วนใหญ่ไม่มีพื้นที่เฉพาะสำหรับเก็บร่างผู้เสียชีวิต ทำให้ผู้ดูแลและผู้ร่วมห้องรู้สึกหวาดกลัว หรือมีพื้นที่สำหรับแยกผู้เสียชีวิตแต่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ทำให้ศพเปลี่ยนสภาพ
“ การนำร่างออกจากศูนย์ บางทีครึ่งวันยังไม่เรียบร้อย ก็เป็นปัญหาที่ค้างคาใจและความกังวลใจของเนอสซิ่งโฮมในเรื่องการทำสถานชีวาภิบาลในเนอร์สซิ่งโฮม ดังนั้นจึงมักจะเห็นรถพยาบาลจากเนอร์สซิ่งโฮมไปจอดที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล เพื่อให้โรงพยาบาลออกใบรับรองการเสียชีวิต เพื่อแก้ปัญหาความยุ่งยากภายหลังการเสียชีวิตนั่นเอง” คุณฟ้าวลัยกล่าว
ซึ่งปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงนโยบายและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เสียชีวิตในเนอร์สซิ่งโฮม ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เนอร์สซิ่งโฮม เป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบสุขและไม่โดดเดี่ยวอย่างแท้จริง
บทสรุป
การเสวนาครั้งนี้ ได้ข้อสรุปว่าเพื่อให้การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเในเนอร์สซิ่งโฮม เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วย ควรมีการปรับปรุงระบบดังนี้
- ปรับปรุงการดูแลด้านชีวาภิบาล – เพิ่มแนวทางที่ช่วยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายสามารถเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองที่เนอร์สซิ่งโฮม โดยไม่ต้องถูกส่งเข้าโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น
- ลดขั้นตอนหลังการเสียชีวิต – ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการออกใบมรณบัตรเพื่อให้ การเสียชีวิตที่เนอร์ซิ่งโฮมสามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น
- ให้ความรู้แก่ผู้ดูแล – จัดอบรมเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงการบริหารจัดการหลังการเสียชีวิต
ทั้งนี้การทำเนอร์สซิ่งโฮมให้เป็น “บ้านหลังสุดท้าย” ที่ผู้อยู่สุขสบายทั้งกายและใจ และจากไปอย่างสงบและมีศักดิ์ศรีสามารถทำได้หากบุคลากรที่มีความเข้าใจและให้ความสำคัญกับทั้งมิติทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ, มีความเข้าใจเรื่องการดูแลแบบประคับประคอง, มีระบบข้อมูลและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับ ผู้ป่วยและญาติและหน่วยงานภายนอก เช่น โรงพยาบาล นักจิตวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และมีการวางแผนสุขภาพล่วงหน้าร่วมกันระหว่างผู้ป่วยและญาติ มีระบบการจัดการภายหลังการเสียชีวิตที่สะดวก และสิ่งที่จะขาดหายไปไม่ได้เลยคือการดูแลด้วยหัวใจ
“จริงๆ แล้วงานนี้ไม่ต้องใช้ความเป็นมืออาชีพหรือบุคลากรทางการแพทย์ หรือความเป็นหมอเลย แต่ว่าเป็นงานที่ใช้หัวใจของความเป็นมนุษย์ว่าเราสัมผัสถึงชีวิตของผู้สูงอายุหรือคนไข้คนนี้ที่อยู่ต่อหน้าเรา และเขากําลังจะเข้าสู่โค้งสุดท้ายของชีวิตหรือไม่ สิ่งไหนที่เราดูแลเขาด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ได้ถือว่าดีที่สุด” แพทย์หญิงประดับพรสรุป



