เรื่อง ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์
ภาพ The Cloud
คุณเคยถามตัวเองไหมว่า หากวันสุดท้ายมาถึง คุณอยากเสียชีวิตที่ไหน? ที่บ้านหรือโรงพยาบาล
คนส่วนใหญ่มักตอบว่าอยากเสียชีวิตที่บ้าน หรือในสถานที่ที่คุ้นเคยและแวดล้อมด้วยญาติมิตร แต่ในความเป็นจริง ระบบสุขภาพของบ้านเราถูกออกแบบให้คนส่วนใหญ่ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
การออกแบบโรงพยาบาลที่เป็นมิตรกับการตายดี หมายถึง “อำนวย” ให้เกิดความสบายกาย ใจสงบ และเปิดโอกาสให้คนใกล้ชิดได้อยู่เคียงข้างจึงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะการออกแบบ “ห้องสุดท้าย” หรือ “ห้องบอกรักบอกลา” เพราะการตายดีคงเกิดขึ้นไม่ได้ หากเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ส่งเสียงเตือนถี่ๆ รายวินาที แสงจ้าส่องสว่างทั้งวันทั้งคืน และบุคลากรทางการแพทย์ที่วิ่งวุ่นอยู่รอบตัว
การเสวนา “Death Friendly Hospital” การออกแบบพื้นที่โรงพยาบาลที่เอื้ออำนวยต่อการตายดี เป็นมิตรกับผู้ที่จากไป เป็นความสบายใจให้คนข้างหลัง ในงาน Death Fest 2025 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2568 มีการนำเสนอ “แม่แบบ” โรงพยาบาลที่เอื้อต่อการตายดี 3 แห่ง คือ โรงพยาบาลคูน โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ และโรงพยาบาลสิรินธร ทั้งหมดอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ละแห่งสามารถรองรับการตายดีแก่ผู้ป่วยระยะท้าย ตามสิทธิการรักษาพยาบาล และเศรษฐานะ

โรงพยาบาลคูน ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ป่วย
โรงพยาบาลคูณเป็นโรงพยาบาลเอกชนด้านการดูแลแบบประคับประคองแห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานของแพทย์หญิงนิษฐา เอื้ออารีมิตร หรือ “หมอแนท” ซึ่งมีเป้าหมายการดูแลรักษาที่ชัดเจนว่า “โฟกัสที่ความสุขของผู้ป่วย ไม่ใช่ที่ตัวโรค” ดังนั้นการออกแบบสถานที่และบริการในโรงพยาบาลจึงมีเป้าหมายเพื่อความสุขของผู้ป่วยเป็นสำคัญ เช่น มีการออกแบบห้องที่โปร่งโล่งสบาย มีพื้นที่ส่วนตัว สามารถทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวได้ รวมทั้งทำสิ่งที่ผู้ป่วยปรารถนาได้ เช่น ตกแต่งห้องให้เหมือนบ้าน อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด หรือทำอาหารกับคนที่รัก
“ทีมสถาปนิกและทีมออกแบบประสบการณ์ตั้งใจทำให้เป็นเหมือนบ้านหรือรีสอร์ท เราใช้ระบบไฟแสงสะท้อนเพดานที่แสงไม่จ้าและนุ่มนวล เพดานโค้งให้ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยน ห้องระบบเปิด ใกล้ชิดธรรมชาติ มีระเบียงขนาดใหญ่ สามารถเข็นเตียงคนไข้ไปรับอากาศบริสุทธิ์ได้ ห้องคนไข้แต่ละห้องจะไม่เห็นกัน ทำให้มีความเป็นส่วนตัว มีห้องนั่งเล่นเป็นที่ที่ใช้สอยร่วมกันของญาติ สามารถนำสัตว์เลี้ยงมาอยู่ได้ ทำให้คนไข้มีความสุขเมื่อเห็นสัตว์เลี้ยง คนไข้สามารถตกแต่งห้องของตัวเองให้รู้สึกสบายและคุ้นเคยเหมือนบ้าน“ แพทย์หญิงนิษฐากล่าว
“นอกจากนี้ยังมีห้องพิธีกรรม หรือ “ห้องสุดท้าย” เป็นห้องสำหรับคนไข้ที่เสียชีวิตแล้วและรอทำพิธีกรรมตามศาสนาและความเชื่อ เช่น พิธีรดน้ำ ในห้องนี้ตกแต่งด้วยภาพวาดลายดอกไม้และผีเสื้อ เพื่อให้ญาติได้เห็นว่าการจากลาคือการเปลี่ยนผ่านของชีวิต สู่ความทรงจำนิรันดร์”
แพทย์หญิงนิษฐากล่าวย้ำว่า การดูแลแบบประคับประคองไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นรูปแบบการดูแล ขณะที่สถานที่คือองค์ประกอบที่ทำให้ทุกอย่างไปกันได้ดี แต่สิ่งสำคัญคือรูปแบบการดูแลที่ทำให้คนไข้และญาติเห็นว่าสิ่งที่ได้รับ เหมาะสมกับคนที่เขารัก
“พอได้ทำสิ่งนี้ ญาติจะรู้สึกว่าการจากไปเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เป็นความทรงจำที่สวยงามที่สุดที่เขาได้ทำให้คนที่รัก การจากไปย่อมมีความเศร้าโศก แต่โอกาสที่จะเกิดความเศร้าโศกแบบผิดปกติจะลดลง สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดีขึ้น และเมื่อกลับมานึกถึงเหตุการณ์ในวาระสุดท้าย เขาจะมีความภาคภูมิใจว่าเขาได้ทำดีที่สุด ให้กับครอบครัวแล้ว” แพทย์หญิงนิษฐากล่าว

โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ การตายดีที่เข้าถึง “ทุกกลุ่ม ทุกที่ ทุกเวลา”
โรงพยาบาลราชพิพัฒน์เป็นที่รู้จักในฐานะโรงพยาบาลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เป็นโรงพยาบาลขนาด 500 เตียง แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยทั่วไป และโรงพยาบาลสำหรับดูแลผู้ป่วยแบบประคับ เฉพาะส่วนนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ 5 ไร่ ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองได้ 60 เตียง มีห้องไอซียูสำหรับผู้ป่วยแบบประคับประคอง 10 เตียง และสำหรับพระสงฆ์อีก 10 เตียง รวมทั้งมีกุฏิสำหรับพระสงฆ์ที่มาดูแลพระอาพาธอีกด้วย
“เรามีการอบรมเจ้าหน้าที่ทุกแผนก ให้เข้าใจหลักการการดูแลแบบประคับประคอง และการจัดการเพื่อตอบสนองความต้องการของคนไข้แต่ละกลุ่ม ทำให้เกิดสังคมแห่งการดูแลแบบประคับประคองที่กลมกล่อมขึ้น เช่น มีการทำบุญใส่บาตรเช้าและฉันเพล สัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับคนไข้ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ห้องพิเศษ ก็มีห้องพิเศษในห้องผู้ป่วยสามัญ เพื่อให้ญาติมารวมตัวในระยะท้ายระยะเวลา 1-2 วันก่อนเสียชีวิต มีการสร้างบรรยากาศให้เหมาะสม เช่น หากต้องการให้พระมาทำพิธี เราก็มีพระอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว ” นายแพทย์ภูริทัต แสงทองพานิชกุล กล่าวและสรุปว่า “เราทำครบหมด ยกเว้นแต่ไม่ได้ตามไปที่วัด”
นายแพทย์ภูริทัตกล่าวว่าโรงพยาบาลราชพิพัฒน์มีประสบการณ์การดูแลจิตใจผู้ป่วยระยะท้าย จากการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 โดยเป็นโรงพยาบาลที่เปิดโอกาสให้ญาติเข้าเยี่ยมผู้ป่วยโควิดระยะท้ายได้ เพราะเข้าใจความรู้สึกของทั้งผู้ป่วยและญาติเป็นอย่างดี
เมื่อโควิด-19 ผ่านไป พื้นที่ดูแลผู้ป่วยแบบประคับก็ขยายมาเป็นโรงพยาบาลที่เน้นการดูแลแบบประคับประคอง ที่ดูแลครบทุกมิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม ตั้งอยู่บนพื้นที่ 5ไร่ จนถึงปัจจุบันมีผู้ได้รับประโยชน์และเห็นความสำคัญบริจาคเงินประมาณ 1,000 ล้านบาทแล้ว ดังนั้นบริการที่นี่จึงเป็นแบบ แบบ “เข้าถึงได้และฟรี”
มิเพียงการดูแลแบบประคับประคองในพื้นที่โรงพยาบาลเท่านั้น โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ยังเป็นโรงพยาบาลต้นแบบที่ออกแบบการดูแลระยะท้ายครอบคลุมถึงบ้าน โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นตัวช่วย ซึ่งอาจเรียกได้ว่า “โรงพยาบาลออนไลน์” ที่ให้การรักษาได้ “ทุกที่ทุกเวลา”
“เราออกแบบการดูแลประคับประคองครอบคลุมไปถึงที่บ้านด้วย เพราะผู้ป่วยระยะท้ายหนึ่งคนอาจใช้เวลาดูแลนาน 3-6 เดือน หรือมากกว่า ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นระยะ บางคนกลับไปอยู่บ้านหรือเนิร์สซิ่งโฮม ทางโรงพยาบาลจึงมีแอพพลิเคชั่นและไลน์ เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติสามารถติดต่อแพทย์ได้ เมื่อมีปัญหาให้โทรหาเรา เช่น ผู้ที่ต้องการเสียชีวิตที่บ้านและต้องการคำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เรามีโรงพยาบาลออนไลน์ที่มีหมอและพยาบาลที่มีความเข้าใจให้ข้อมูลและตอบคำถาม และมีบริการเสียชีวิตที่บ้าน เช่น มียาและมอร์ฟีนไปให้บริการที่บ้าน” นายแพทย์ภูริทัตกล่าว

โรงพยาบาลสิรินธร “ห้องสุดท้าย” ของชีวิต
แพทย์หญิงจิราภา คชวัฒน์ หรือ “หมอบาส” แห่งโรงพยาบาลสิรินธร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐ เล่าว่า ห้องผู้ป่วยระยะท้าย หรือ “ห้องสุดท้าย“ เป็นส่วนหนึ่งของห้องผู้ป่วยสามัญ ซึ่งในยุคโควิด-19 เป็นห้องแยกโรค แต่ปัจจุบันจัดทำขึ้นเพื่อรองรับผู้ป่วยระยะท้ายที่ไม่สามารถใช้บริการห้องพิเศษได้ เพื่อให้ผู้ป่วยได้เสียชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากที่สุด กล่าวคือมีพื้นที่ที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว สามารถอยู่ร่วมกับสมาชิกครอบครัวในช่วงสุดท้ายของชีวิตได้
“ด้านกายภาพ เราทำเป็นห้องที่เข้าถึงแสงธรรมชาติ กลางคืนมืดสนิทมีม่านปิด มีนาฬิกาในห้อง เพื่อลดภาวะสับสนเรื่องเวลาของผู้ป่วยระยะท้าย เป็นห้องเดี่ยว มีแอร์ มีโซฟานอนเพื่อให้ญาตินอนเฝ้า มีไฟหัวเตียง เพื่อทำหัตถการได้สะดวก”
ด้านบริการ เน้นการจัดการอาการที่ไม่สุขสบายในช่วงระยะสุดท้ายให้มากที่สุด ไม่รักษาโรค แต่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสุขสบาย หากมีอาการหอบเหนื่อยไม่สุขสบาย จะมีพยาบาลไปประเมินอาการทุก 2 ชั่วโมง และสามารถเข้าถึงยาจัดการความเจ็บปวดได้ทันที
“หลักการคือเน้นการพยาบาลมากกว่าการรักษา เช่น เช็ดตา ดูความสะอาดช่องปาก เมื่อปากแห้งหรือมีเสมหะ และเว้นการรักษาที่ไม่เกิดประโยชน์ เช่น การเจาะเลือดไปตรวจ เพื่อดูความเข้มข้นของเลือด หรือปริมาณน้ำตาลในในเลือด หยุดการมอนิเตอร์ที่ทำให้ญาติวิตกกังวล เช่น เครื่องมือที่ส่งเสียงเตือน และเมื่อคนไข้เสียชีวิตแล้ว มีพื้นที่เพื่อให้ญาติได้ทำพิธีทางศาสนา”
“ห้องนี้ไม่มีชื่อห้อง ไม่มีรูป ไม่มีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่มีบทสวดมนต์ของศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลามให้เลือกใช้ตามความเชื่อ ห้องนี้ไม่มีค่าบริการเพิ่มเติมจากห้องผู้ป่วยสามัญ”
ปัจจุบันโรงพยาบาลสิรินธรมี “ห้องสุดท้าย” จำนวน 1 ห้อง สำหรับผู้ป่วยระยะท้ายที่มีเวลาเหลืออยู่หลักวัน เช่น 3-5 วัน แต่โรงพยาบาลกำลังมีโครงการจะเปิดหอผู้ป่วยแบบประคับประคอง ซึ่งจะรองรับความต้องการได้มากขึ้น
บทส่งท้าย การตายดีเป็นสิทธิพื้นฐาน…ไม่ใช่โชคชะตา
ปัจจุบันการ “เข้าถึง” การดูแลแบบประคับประคองในโรงพยาบาล ที่มีการออกแบบสถานที่และบริการที่เอื้อต่อการตายดีดังตัวอย่างข้างต้น ดูเหมือนเป็นเรื่องโชคชะตาฟ้าลิขิต
คนส่วนใหญ่มักพูดว่า “โชคดี” หรือ “มีบุญ” ที่ได้เข้าโรงพยาบาลแบบนี้ แต่แท้จริงแล้ว สิทธิการตายดีเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ ดังนั้นการจัดการระบบสุขภาพที่เอื้อต่อการตายดีจึงเป็นสิ่งที่ต้องมีและต้องทำให้แพร่หลายเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
มิเพียงเพื่อรองรับสิทธิพื้นฐานของคนไทยเท่านั้น แต่การดูแลแบบประคับประคอง ยังเป็นการรักษาที่ช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศได้มหาศาล เนื่องด้วยโรงพยาบาลไม่ต้องเสียงบประมาณไปกับการรักษาในระยะท้ายโดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์มากมายเพื่อยื้อชีวิต และในห้องไอซียูเป็นเวลายาวนาน ซึ่งนอกจากจะใช้งบประมาณจำนวนมากแล้ว ผู้ป่วยยังมีคุณภาพชีวิตระยะท้ายที่ไม่ดี “ตายไม่ดี” อีกด้วย



