เรื่อง ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์
ภาพ The Cloud
ทุกการเจ็บป่วยมีค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการเจ็บป่วยในช่วงระยะท้ายของชีวิต แต่การดูแลรักษาแบบอยู่สบายตายสงบและไม่เสียค่าใช้จ่ายมีด้วยหรือ? ทำได้อย่างไร? หาเงินมาจากไหน?
เวทีเสวนา “ตายดี แบบไม่มีเงิน สำรวจทางเลือกในการดูแลช่วงระยะท้ายและการตายดีที่ไม่ต้องจ่ายแพงเสมอไป” ในงาน Death Feat 2025 วันที่ 21 มีนาคม 2568 มีคำตอบและตัวอย่างที่จับต้องได้ ว่าการตายดีแบบไม่มีเงินนั้นมีอยู่จริง
…ไม่ใช่ตายดีแบบธรรมดา แต่ตายดีระดับพรีเมี่ยม นั่นคือผู้ป่วยและญาติได้รับการดูแลแบบครบถ้วนทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ
อยู่สบาย ตายสงบ งบไม่เสีย” ที่วัดคำประมง สกลนคร
อโรคยาศาล วัดคำประมง จังหวัดสกลนคร เป็นสถานที่ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคร้ายแรงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมากว่า 20 ปี ถือเป็นต้นแบบสถานชีวาภิบาลแบบประคับประคองแห่งแรกของประเทศไทย ดำเนินการภายใต้สโลแกน “อยู่สบาย ตายสงบ งบไม่เสีย” ซึ่งไม่เพียงทำตามสโลแกนนี้เท่านั้น ผู้ป่วยมะเร็งที่นี่ยังได้รับการดูแลรักษาระดับพรีเมี่ยม ในแง่ของการดูแลครบมิติของการตายดี คือ กาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ ผู้ป่วยมะเร็งบางคนบอกว่าที่นี่คือสวรรค์บนดินเลยทีเดียว

พว. วิไลลักษณ์ ตันติตระกูล ผู้อำนวยการสถานชีวาภิบาล อโรคยาศาล วัดคำประมง กล่าวว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการตายดีคือการมีปัจจัยที่เอื้อต่อการตายดี นั่นคือการยอมรับว่ากระบวนการตายเป็นกระบวนการธรรมชาติ และมีการเตรียมตัวเตรียมใจรับความตาย หรือ “พร้อมตาย” ซึ่งแม้จะทำได้ยาก แต่สามารถทำได้ผ่านการมีชุมชนที่เอื้อต่อการตายดี หรือการดูแลและเยียวยาด้วยมิตรภาพในชุมชนนั่นเอง
“เราให้ความสำคัญกับการมีชุมชนที่เอื้อต่อการตายดี เรามีหมู่บ้านมะเร็งวิลล่าสปาแอนด์รีสอร์ท ซึ่งเป็นชุมชนที่คนเป็นมะเร็งรู้สึกว่ามีเพื่อน เช่น เราคิดว่าเราเป็นหนักแล้ว แต่มีคนหนักกว่าเรา ผู้ดูแลก็คิดว่า เราดูแลคนไข้หนักแล้ว แต่ก็ยังมีคนดูแลคนไข้ที่หนักกว่าเรา เกิดการช่วยเหลือแบ่งปันในชุมชน มีที่ปลูกผักปลอดสารพิษ เป็นการรักษาตามวิถีธรรมชาติบำบัดอย่างแท้จริง เป็นวิถีแห่งเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกผักกินเอง มีกิจกรรมดำนา เกี่ยวข้าว มีการตรวจเยี่ยมคนไข้ มีกิจกรรมกลางคืน ดนตรีบำบัด หัวเราะบำบัด หัวใจหลักคือภาวะสมาธิ”
ด้วยแนวคิด “อยู่ดี ตายสงบ งบไม่เสีย” ทำให้วัดคำประมงกลายเป็นสวรรค์บนดินสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งหากเปรียบเทียบกับโรงแรมก็อยู่ในระดับพรีเมี่ยมห้าดาว ผ่านการดูแลโดยญาติ จิตอาสา และเจ้าหน้าที่ โดยใช้หลักการแพทย์แบบผสมผสาน มีกิจกรรมที่ช่วยให้จากไปอย่างดีและสงบ จนทำให้คนที่อยากตายดีจากทั่วโลก เดินทางมาที่นี่
“เงินสำคัญ แต่เราจะออกแบบระบบอย่างไรให้ผู้มาใช้บริการไม่ต้องเสียเงิน การอยู่สบาย ตายสงบ งบไม่เสีย ทุกอย่างมีค่าใช้จ่าย แต่อยู่ที่การบริหารจัดการ วัดคำประมงไม่เคยขาดแคลน แค่บอกโลกไปว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ บอกผ่านคนที่มาที่นี่ บอกผ่านเครือข่าย เราตั้งมา 20 ปี รับคนไข้มาแล้ว 6,700 ราย ใช้เงินไปทั้งหมด 300 ล้านบาท เรามองว่าการรักษามะเร็งแต่ละเคส เราประหยัดงบประมาณของประเทศมหาศาล” พว.วิไลลักษณ์กล่าว

สถานสงเคราะห์คนชราบางละมุง “เราไม่มีงบ แต่มีกัลยาณมิตร”
หากคนทั่วไปมีความเหงาตัวเท่าบ้าน ผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์ที่เป็นโรคมะเร็งต้องเผชิญกับความเหงาขนาดใหญ่กว่าและเจ็บปวดกว่า ความเจ็บปวดจากตัวโรคมะเร็งหลายเท่า
ดังเรื่องของคุณยายที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะท้ายและมีแผลที่ด้านหลังที่เกิดจากการทำเคมีบำบัด ซึ่งต้องทำแผลทุกวัน เมื่อมีคนถามว่า “เจ็บไหม” คุณยายตอบว่า “แผลที่หลังไม่เจ็บเท่ากับความเหงา” เนื่องด้วยสามีที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเสียชีวิตไปก่อน ญาติพี่น้องก็ไม่อยากพูดคุยด้วยเพราะกลัวถูกยืมเงิน และเพื่อนร่วมศูนย์ไม่ยอมคบค้าสมาคมด้วย เพราะคิดว่าคุณยายเป็นโรคติดต่อ
อรอุมา อินทฉาย ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางละมุง จังหวัดชลบุรี บอกว่า จากการทำงานกับผู้สูงอายุพบว่าการตายดีคือการตายแบบไม่ทุกข์ทรมาน “ปลดล็อค” สิ่งค้างคางใจ และมีเรื่องที่ภาคภูมิใจสักเรื่องหนึ่งในชีวิต ดังนั้นจะพบว่าการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายนั้น นอกเหนือจากการดูแลร่างกาย สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการดูแลจิตใจ
เรื่องราวของคุณยายทำให้เธอกับเจ้าหน้าที่ทำโครงการ “มะเร็งไม่กินใจ” เพื่อสร้างการรับรู้ใหม่ว่ามะเร็งไม่ใช่โรคติดต่อ นอกจากนี้ยังทำโครงการ ”ห้องสุขปลายทาง“ โดยให้ผู้สูงอายุร่วมออกแบบห้องสุดท้ายในชีวิตของตัวเอง เพื่อให้ผู้สูงอายุเดินทางครั้งสุดท้ายไปพร้อมกับความรัก…ไม่ใช่ความเหงา…ดังเช่นคุณตาคนหนึ่งที่ในวาระสุดท้ายขอจากไปพร้อมกับเพลง Dizzy ของทอมมี โรว์ ซึ่งเป็นเพลงที่เตือนความจำว่า ครั้งหนึ่งคุณตาเคยมีความรัก เป็นครั้งแรก ความรักครั้งเดียว และเป็นความรักที่ดีที่สุดในชีวิต
“เราไม่มีงบแต่มีกัลยาณมิตรมาทำให้คนชรามีความสุข ถ้าไม่มีเงินก็ต้องหาเพื่อน เราใช้การสื่อสารด้วยการเล่าเรื่อง ถ้าเรื่องเล่าในบ้านพักคนชรากระทบใจ แล้วความช่วยเหลือก็จะตามมา เช่น ตอนอยู่ศูนย์ผู้สูงอายุที่นครพนม เรามีผู้ป่วยมะเร็งและไม่มีเงินซื้อแพมเพิส เราเอาลิ้นจี่พันธุ์ นพ.1 ที่คนในศูนย์ช่วยกันดูแลไปแลกแพมเพิส เป็นการให้ที่มีเกียรติและมีคุณค่า” อรอุมากล่าว
อรอุมายังมีเรื่องเล่า “ทัชใจ” ในโครงการ“สวนดอกไม้ในเรือนนอนของผู้ป่วยติดเตียง” ซึ่งเป็นการร่วมมือกับสมคิด ชัยจิตวณิชย์ ศิลปินจาก “พี่คิดอาร์ตแคร์” ทำเพดานสีขาวในเรือนนอนของผู้ป่วยติดเตียงให้กลายเป็นสวนดอกไม้ ภายใต้แนวคิด “ดอกไม้ที่เราอยากเห็น หากเราเป็นผู้ป่วยติดเตียง” ซึ่งคุณยายคนหนึ่งบอกว่าชอบมาก แต่อีกไม่นานตาจะบอด จึงอยากมองนานๆ เพื่อจดจำดอกไม้ที่หัวเตียงไว้ในความทรงจำ และจดจำความรักที่คุณยายได้รับจากทุกคน
….ปัจจุบันสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุ 11 แห่งทั่วประเทศมีห้องสวนดอกไม้ ที่เกิดจากการสนับสนุนจากกัลยาณมิตรและจิตอาสาจากภายนอก ซึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งการตายดี โดยที่ทางศูนย์ไม่ต้องใช้งบประมาณใดๆ

พะตงสมาร์ทแคร์ ระบบการตายดีระดับตำบลที่ไม่ธรรมดา
พะตง เป็นตำบลเล็กๆ ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่คนในชุมชนลุกขึ้นมาพัฒนาโครงสร้าง ระบบสาธารณสุขที่รองรับการตายดีมานานนับสิบปี และพัฒนาเป็นระบบการวางแผนสุขภาพและการส่งต่อผู้ป่วย ชื่อ “พะตงสมาร์ทแคร์”
ดร.สุคนธ์ ชัยชนะ ผู้อำนวยการสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ตำบลพะตงเป็นชุมชนขนาดเล็กที่ทำงานเรื่องการตายดีมาเป็นเวลายาวนาน และพบว่าการตายจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการวางแผนที่ดี ซึ่งแม้จะมีค่าใช้จ่าย แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพสต. เป็นหน่วยบริการที่ใกล้ประชาชนมากที่สุด และทำงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่รู้ข้อมูลผู้ป่วยมากที่สุด ที่พะตงพบว่าการตัดสินใจเรื่องการรักษาระยะท้ายไม่ได้อยู่ที่ผู้ป่วยแต่อยู่ที่ญาติ และผู้ป่วยที่มีญาติหลายคน ซึ่งหากไม่มีการวางแผนจะเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจด้านการรักษาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ป่วย
ด้วยเหตุนี้ รพสต.พะตง จึงใช้เกมไพ่ไขชีวิตและสมุดเบาใจ ของกลุ่ม Peaceful Death เป็นเครื่องมือในการวางแผนสุขภาพล่วงหน้า โดยปัจจุบันสมาชิกในชุมชนได้เขียนสมุดเบาใจแล้วกว่า 300 ราย และออกแบบระบบส่งต่อผู้ป่วย ภายใต้ชื่อ “พะตงสมาร์ทแคร์” ซึ่งหากเป็นผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง “ติดบ้านติดเตียง” ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และมีระบบ “ร่วมจ่าย” สำหรับบุคคลทั่วไป โดยบริหารงานภายใต้ระบบวิสาหกิจชุมชน

“การตายดีไม่ใช้เรื่องปัจเจก เราต้องทำงานทั้งชุมชน ทำในเชิงส่งเสริมป้องกัน ใครสั่งเสียและวางแผนได้ต้องทำเลย โดยมีกระบวนการ กระบวนกร และออกแบบทั้งระบบ ให้ชุมชนช่วยออกแบบการดูแลไข้แต่ละกลุ่มอย่างไร ต้องมีการดูแลก่อนตายและการวางแผนที่ดีจึงจะตายดีได้ ตั้งใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ตัวเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และผู้กำหนดนโยบาย ดังนั้นการตายดีจึงไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว” ดร.สุคนธ์สรุป
สันติภาวัน…ตายดีแบบพระคือตายในผ้าเหลือง
เป้าหมายอย่างหนึ่งของการบวชพระคือการตายดี และการตัดสินใจบวชพระคือการละทิ้งครอบครัวสู่สถานภาพใหม่ “พระสงฆ์” ดังนั้นเมื่อวาระสุดท้ายมาถึงพระสงฆ์จึงอยากตายแบบพระคือตายในผ้าเหลือง ดังเช่นในสมัยพุทธกาลที่มีชุมชน “พระดูแลพระ” ด้วยกันเองโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ปัจจุบันวัดไม่มีระบบรองรับพระสงฆ์อาพาธ เมื่ออาพาธร้ายแรง พระสงฆ์จึงมักถูกทางวัดหรือญาติโยมเรียกร้องหรือผลักไสให้สึกไปใช้ชีวิตฆราวาส ซึ่งมิต่างอะไรกับการพรากพระธรรมวินัยไปจากพระสงฆ์
ผลการสำรวจชิ้นหนึ่งพบว่า พระสงฆ์ส่วนใหญ่เห็นว่าเมื่อเจ็บป่วยระยะสุดท้ายจะสึกและกลับไปหาครอบครัว พระอีกกลุ่มหนึ่งให้ความเห็นว่าบุญกุศลที่ทำมาจะมีคนมาช่วยเหลือ และพระบางรูปตอบว่าเมื่อป่วยระยะท้ายจะหาวิธีฆ่าตัวตาย
พระวิชิต ธัมมชิโต ผู้ก่อตั้งสันติภาวัน สถานพำนักพระอาพาสระยะท้าย จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่าพระธรรมวินัยมีการจัดการชีวิตของพระสงฆ์ไว้เรียบร้อยแล้ว เรียกว่าชีวิตภายใต้กรอบพระธรรมวินัย ที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้ “พระดูแลกันเอง” โดยมีระบบสุขภาพในสังคมพระ เช่น พระอุปัชฌาย์มีหน้าที่ ดูแลพระสงฆ์ที่ตนเองบวชแล้วเจ็บป่วย (สัทธิวิหาริกวัตร) แต่สภาพสังคมเปลี่ยนไป ระบบสุขภาพเคยอยู่ในวัดถูกดึงไปโรงพยาบาล ขณะที่พระไม่คิดว่าการเจ็บป่วยเป็นเรื่องของตัวเอง ซึ่งเป็นระบบที่บั่นทอนพระพุทธศาสนา
“สำหรับพระพุทธศาสนา การตายดีโดยไม่ต้องมีเงินของพระเป็นเรื่องปกติธรรมดา ระบบการดูแลกันเองของคณะสงฆ์ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การตายดีในพระเกิดขึ้นได้ ประกอบกับท่าทีหรือมุมมองต่อความตายของพระ เช่น การมองความตายเป็นเรื่องธรรมดา การเจ็บป่วยเป็นเครื่องมือปฏิบัติธรรม แต่เมื่อระบบสงฆ์ ท่าทีของพระ และศรัทธาของคนในชุมชนหย่อนยาน สันติภาวันเลยเกิดขึ้น แต่แก้ปัญหาได้น้อยมาก การกระตุ้นให้คณะสงฆ์กลับมาเป็นชุมชนที่ดูแลกันเอง โดยมีศรัทธาในชุมชนเกื้อหนุนจึงสำคัญ” พระวิชิตกล่าว
บทส่งท้าย…ระบบ ศรัทธา ชุมชน การจัดการองค์กร และการจัดการใจตัวเอง
แม้การเสวนาครั้งนี้มีตัวอย่างที่จับต้องได้ว่าการตายดีแบบไม่มีเงินมีอยู่จริง แต่กว่าจะเกิดเป็นชุมชนหรือสังคมแห่งการตายดีแบบไม่มีเงินได้ สมาชิกในชุมชนนั้นๆ ต้องทำงานอย่างหนัก เป็นการทำงานที่อาศัยศรัทธาของชุมชน ทำคนเดียวไม่ได้ มีการออกแบบระบบ และมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นงานที่ยากและละเอียดอ่อน ชุมชนบางแห่งจึงใช้เวลาทำงานอย่างต่อเนื่อง 10 – 20 ปีเลยทีเดียว
นอกเหนือจากระบบ ศรัทธา การจัดการองค์กร และชุมชน สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดการใจตัวเอง เตรียมไว้อย่างดี แต่สุดท้ายมันอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจ เช่น เกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าเราเตรียมใจไว้ดี แค่ 5 วินาทีก่อนจิตดับ เราสามารถใช้ช่วงเวลานั้นให้เกิดประโยชน์ ทำให้เกิดการตายดีได้ การตายดีที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา สุดท้ายไม่ใช่เรื่องข้างนอก ถึงเราจัดการทุกอย่างพร้อม แต่ใจยังวุ่นวายอยู่ การตายดีจะไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นสิ่งที่ทุกคนต้องทำคือการจัดการใจตัวเอง เตรียมพร้อมที่จะตายทุกขณะ ถ้าเราจะตายตอนนี้เราสามารถทำให้สงบ ปล่อยวางทุกอย่างได้ไหม พูดสั้นๆ ก็คือ “คิดถึงพระ ละทุกสิ่ง” คือคิดถึงความดีที่เราทำ และละแม้แต่ความดีนั้น ทำให้ได้ภายใน 5 วินาที ถ้าทำได้ตายดีแน่นอน” พระวิชิตกล่าวสรุป



