header
 

วาระสุดท้ายแห่งชีวิตของแม่

ผู้เขียน: วรรณิภา อัศวชัยสุวิกรม หมวด: ประสบการณ์ชีวิต


 

การจากไปของแม่อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นแรงบันดาลใจให้เขียนบทความขึ้น เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างในสองมิติ ได้แก่ มิติ “ความแก่” หรือ “ชราภาพ” กับ มิติ “ความตาย” โดยเขียนขึ้นจากประสบการณ์ตรงที่ผู้เขียนได้มีโอกาสทำหน้าที่ของ “ลูก” และ “พยาบาล” ดูแลแม่วัย ๘๙ ปีในช่วงเวลา ๒ ปีจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต และพยายามเรียงร้อยบทเรียนเรื่องราวชีวิตของแม่ การช่วยให้แม่เข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิตที่บ้านด้วยความรักและความสงบ โดยสะท้อนให้เห็นมิติต่างๆ ในเชิงรูปธรรมมากที่สุด เพื่อให้ผู้อ่านสามารถประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของผู้สูงอายุ และผู้ที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต

ประโยชน์ที่พึงจะเกิดจากบทความนี้ ขออุทิศแด่คุณแม่อุไร อัศวชัยสุวิกรม

ยังจำได้ดีถึงภาพที่แม่หกล้มเมื่อปี ๒๕๔๔ ซึ่งทำให้ข้อตะโพกเทียมเคลื่อนและต้องรักษาอยู่ในโรงพยาบาลเดือนเศษ แม่ออกจากโรงพยาบาลวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๔ และตัดสินใจมาอยู่คอนโดมิเนียมที่บางแสนกับผู้เขียนเป็นครั้งแรก หลังจากที่ได้ขอร้องแม่มาหลายครั้ง จึงรู้สึกดีใจมากที่จะได้ใช้ความเป็นพยาบาลวิชาชีพดูแลแม่ และตั้งปณิธานที่จะใช้วาระนี้เป็นโอกาสทองแห่งการบำเพ็ญบุญครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต

การปรับตัวและการรอคอย

แม่ต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่นานพอสมควรกับที่อยู่ใหม่ ด้วยอายุ ๘๘ ปีของแม่ ทำให้บางครั้งแม่สับสนเรื่องเวลา สถานที่ ลูกพยายามจัดสิ่งแวดล้อมให้แม่ได้เห็นท้องฟ้า ตะวัน เดือนเพ็ญ ทุกวันลูกจะต้องรีบกลับบ้านทันทีเมื่อเลิกงาน เพราะสงสารแม่ที่ต้องรอคอยการกลับบ้านของลูก ถ้ากลับช้าแม่จะวิตกกังวลไปต่างๆ นานา ทั้งแม่และผู้ดูแลจะไม่สงบเลย เพราะแม่ต้องการให้ผู้ดูแลไปรอรับลูก ซึ่งก็ไม่ผิดอะไรกับลูกที่รู้สึกเครียดมากทั้งจากหน้าที่ตำแหน่งงานและกังวลเกี่ยวกับแม่เช่นกัน แม่กลัวว่าถ้ามีสิ่งไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับลูกเวลาที่ขับรถไปติดตามงานหรือต้องเดินทางไปประชุมไกลๆ แม่และผู้ดูแลจะทำอย่างไร มีอยู่ครั้งหนึ่งที่แม่คะยั้นคะยอให้ผู้ดูแลหมุนโทรศัพท์ไปบอกว่าปวดท้องมาก แต่พอลูกมาถึงบ้าน นั่งพูดคุยกับแม่สักครู่หนึ่ง แม่ก็บอกว่าไม่เป็นอะไรมาก ให้กลับไปทำงาน ได้เล่าเรื่องนี้ให้พี่สาวฟัง ยังหัวเราะกันว่าแม่คงต้องการทดสอบการเดินทางของลูก เพราะลูกบอกแม่ว่า สบายมาก ที่ทำงานลูกอยู่ใกล้แค่นี้เอง ห้านาทีก็ถึงบ้านแล้ว กลางคืนแม่ก็ไม่ยอมนอน แม่จะเรียกเป็นระยะๆ เกือบทั้งคืน

เวลาผ่านไป ๓ เดือน อาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล และอาการซึมเศร้าของแม่ทวีความรุนแรงขึ้น แม่ร้องไห้เกือบทุกคืน บางคืนจะนั่งข่มตาหลับที่เก้าอี้ และจะมาหลับสนิทอีกครั้งในช่วงเช้ามืด คิดว่าแม่คงจะเหงามากจนอยู่ในโลกของตัวเอง คิดถึงเรื่องราวในชีวิตวนเวียนอยู่เช่นนั้น ลูกน่าจะมีเวลาให้แม่มากขึ้น ในที่สุดจึงตัดสินใจขอลาออกจากตำแหน่งบริหาร เพราะตั้งใจแน่วแน่ว่าจะขอทำสิ่งที่ตัวเองเรียกว่า “ปริญญาชีวิต” โดยการดูแลแม่ให้ได้รับความสุขที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะต้องให้เวลาแม่มากขึ้น คิดว่าเวลาที่ลูกจะได้ตอบแทนพระคุณแม่เหลือน้อยนัก เมื่อเทียบกับเวลาในเรื่องอื่นๆ

ความเหงาและว้าเหว่

การหลุดพ้นจากตำแหน่งบริหาร ช่วยให้ลูกไม่ต้องนั่งอยู่ในห้องประชุมจนดึกดื่น ในทางกลับกันทุกเย็นหลังจากอาบน้ำ ป้อนข้าวแม่แล้ว ลูกก็จะนั่งอยู่ข้างๆ แม่ ฟังแม่พูด คุยกับแม่ ยอมรับว่าหลายครั้งที่รู้สึกเบื่อเหมือนกันเพราะฟังซ้ำหลายรอบมาก บางครั้งเวลาเบื่อมากๆ ก็จะพูดอะไรไปที่สะเทือนใจแม่ ทำให้แม่คิดมาก เมื่อได้สติถึงรู้สึกเสียใจกับการกระทำเช่นนั้น ระยะหลังหากรู้ตัวว่าอารมณ์ไม่ดี ก็จะนั่งเงียบๆ อยู่กับแม่ อ่านหนังสือหรือดูทีวี แล้วปล่อยให้แม่พูดไปเรื่อยๆ การฝึกสติให้รู้เท่าทันอารมณ์เบื่อของตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการช่วยควบคุมตนเองไม่ให้พูดหรือแสดงกริยาเบื่อซึ่งกระทบความรู้สึกของแม่

การที่แม่ได้พูดคุยทุกเย็น แทบทุกเรื่องราวชีวิตของแม่ถูกถ่ายทอดออกมา มีทั้งทุกข์และสุข หลายเรื่องเป็นสิ่งที่ลูกหลานไม่เคยได้ยินได้ฟัง ทำให้ลูกฉุกคิดได้ว่าในชีวิตส่วนใหญ่ของแต่ละคน อาจจะลืมใส่ใจหรือให้โอกาสที่จะรับรู้เรื่องราวของกันและกัน เวลาผ่านไปแม่มีอารมณ์ดีขึ้นเป็นลำดับ เริ่มได้ยินเสียงหัวเราะของแม่อีกครั้ง ลูกรู้สึกมีความสุขมากที่ได้เห็นแม่มีพลังใจในการดำรงชีวิต แม่รับประทานอาหารเก่งขึ้น นอนหลับตอนกลางคืนได้ดีขึ้น ดูมีแรงมากขึ้น ลูกจึงฝึกให้แม่เดินโดยใช้เครื่องช่วยการเดิน (Walker) แรกๆ ให้ลุกยืนและนั่งก่อน วันละ ๕-๑๐ ครั้ง แล้วจึงค่อยๆ เดินโดยช่วยประคองอยู่ด้านหลัง ดูแม่จะอารมณ์ดีขึ้นเป็นลำดับ

การมีโอกาสดูแลแม่ทำให้ลูกได้เรียนรู้ชีวิตหลายแง่มุมซึ่งหาไม่ได้ในตำราเล่มใด รู้สึกดีที่ได้อยู่กับแม่ แม่จะพูดเสมอว่าแก่แล้ว เป็นภาระให้ลูกต้องเลี้ยงดู ก็จะคอยย้ำเตือนให้แม่รู้ว่า แม่ก็อยู่เป็นเพื่อนลูกเหมือนกัน หากไม่มีแม่ลูกคงจะเหงามาก การได้เห็นความทุกข์ของแม่ที่เกิดจากจากการรอคอยลูกหลานมาเยี่ยมในแต่ละอาทิตย์ อาจพูดได้ว่าลูกเกือบจะสามารถซึมซับความรู้สึกเหงาว้าเหว่ที่แม่มี ลูกได้เรียนรู้ว่า การเผชิญกับความเหงาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคน ลูกต้องฝึกตนและเตรียมตัวรับความรู้สึกนี้ให้ได้ ลูกบอกแม่ว่าเกิดเป็นคนไม่ว่าหญิงหรือชาย ต้องฝึกให้สามารถอยู่กับตัวเองได้ และต้องอยู่อย่างมีความสุขด้วย แม่ตอบว่า ใช่ ตั้งแต่เล็กจนโต ลูกจำได้ว่าไม่เคยได้ยินแม่พูดถึงความเหงาเลย ทุกคนที่มาเยี่ยมแม่ก็พยายามช่วยคิดว่าจะให้แม่ทำอะไร เพลินๆ แต่แม่ก็ไม่รู้สึกสนุกที่จะทำ อีกทั้งสังขารก็ไม่อำนวย สิ่งที่แม่ต้องการมากที่สุดคือ ลูกหลาน ญาติ และเพื่อนที่มาเยี่ยม

ภาพแห่งความทรงจำ

แม่จะเล่าเรื่องราวซ้ำๆ อยู่ไม่กี่เรื่อง แม่เล่าเรื่องราวชีวิตที่เมืองจีนบ่อยมาก ความยากจน ความอดอยากที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องตายลงอย่างไม่มี ศักดิ์ศรี ถูกหามไปทิ้งทับถมกันไว้ แม่เล่าไปก็ร้องไห้ไปและบอกว่ากลัว ดูเหมือนจะเป็นภาพที่ฝังอยู่ในความทรงจำจนยากที่จะลืมเลือน หลายครั้งที่ลูกต้องช่วยดึงความรู้สึกของแม่สู่สภาวะปัจจุบัน ลูกคิดว่าภาพเหล่านี้นี่เองเป็นสาเหตุให้แม่ไม่ยอมนอนตอนกลางคืน แต่จะมาหลับตอนใกล้รุ่ง จากการที่เคยพูดคุยกับแม่ ทำให้รู้ว่าแม่กลัวจะนอนหลับไปแล้ว หยุดหายใจ กลัวว่านอนอยู่คนเดียวไม่มีใครเฝ้า ทำให้แม่เลือกที่จะนั่งหลับบนเก้าอี้โซฟา และทุกครั้งที่แม่นอนเตียง แม่ก็จะเรียกชื่อผู้ดูแลเป็นระยะๆ ลูกและผู้ดูแลจึงต้องให้ความมั่นใจกับแม่ว่ามีคนอยู่ด้วยตลอดเวลา จึงทำให้แม่นอนหลับได้มากขึ้น

นั่งเป็นเพื่อน ฟังเรื่องราวชีวิต

ทุกครั้งที่แม่มีอารมณ์เศร้าหดหู่ ลูกจะนั่งอยู่กับแม่และฟังแม่พูดถึงเรื่องต่างๆ ที่แม่สามารถเล่าได้เหมือนกันทุกครั้ง หลายฉากชีวิตที่ดูเหมือนจะฝังอยู่ในความทรงจำจนยากจะเลือนหาย แม่เล่าแล้วเล่าอีก และถึงวันหนึ่งเหมือนกับแม่จะค้นหาคำตอบได้เอง หนึ่งปีผ่านไปลูกไม่เห็นแม่ร้องไห้อีกเลย เสมือนความทุกข์ ความเจ็บปวดจากหลายเรื่องราวในชีวิตของแม่ได้เลือนหายไป

อยู่กับธรรมชาติ หาสิ่งที่ชอบ ค้นหาความทรงจำดีๆ

ความที่แม่เป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ลูกเริ่มทยอยหาต้นไม้มาปลูกเพื่อให้แม่ได้เห็นความงอกงามของต้นไม้แต่ละต้น เรื่องต้นไม้ที่ปลูกจึงเป็นหัวข้อหนึ่งที่แม่ลูกได้สนทนากันเป็นประจำ เพื่อนสนิทคนหนึ่งได้มาเยี่ยมแม่และนำบทสวดคาถาทิเบตมาเปิดให้ฟัง ปรากฏว่าแม่ชอบมากและฟังทุกวันจนเทปเสีย จึงไม่ได้ให้ แม่ฟังอีก ผู้ดูแลชอบเปิดทีวีรายการเพลงลูกทุ่ง ซึ่งแม่ก็ชอบมากเช่นกัน แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งพบว่าแม่มีอาการกลัวและระแวงหลายๆ เรื่อง เช่นมีโจรผู้ร้ายเข้ามาในบ้าน ตอนแรกลูกคิดว่าเป็นอาการเลอะเลือนของผู้สูงอายุ แต่มาพบภายหลังว่า ทุกเรื่องล้วนมีเหตุมีปัจจัย ผู้ดูแลเปิดทีวีรายการละครน้ำเน่า ฉากการฆ่าฟันกัน ข่าวยาเสพติด ฯลฯ ล้วนแต่เป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับแม่ การไม่มีผู้คอยช่วยเหลืออธิบายหรือให้ความกระจ่างในแต่ละเรื่อง ทำให้คิดเข้าใจไปเองอยู่คนเดียว จึงต้องกำชับให้ผู้ดูแลเปิดเฉพาะรายการเพลงจังหวะสนุกครื้นเครง หรือรายการเกี่ยวกับธรรมชาติ ดูความน่ารักของสัตว์ รู้สึกแม่จะรักและผูกพันกับสุนัขมาก เพราะแม่เคยเลี้ยงหลายตัวที่บ้านพี่สาว แม่จำได้แม้กระทั่งชื่อสุนัขที่แม่เคยเลี้ยงเมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน แต่ที่คอนโดมิเนียมไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ แม่จึงได้เพียงแต่ดูรายการสารคดีและภาพยนตร์ที่มีสัตว์น่ารัก

ช่างมันเถอะ

จากการที่ได้มีเวลาพูดคุยกับแม่ทุกวัน ฟังแม่เล่าเกร็ดชีวิต นั่งเป็นเพื่อนแม่ทุกเย็น คอยบอกวันเวลาให้แม่รู้ รวมทั้งการจัดสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่นานนักทุกอย่างก็ดูดีขึ้นเป็นลำดับ แม่นอนหลับได้ดีตอนกลางคืน รับประทานอาหารได้มากขึ้น แต่ด้วยความชราภาพ และความผิดรูปทรงของกระดูกสะโพกทำให้แม่มีอาการปวดเวลาเดิน ระยะหลังแม่ไม่ยอมเดิน บอกว่าแก่แล้ว ช่างมันเถอะ และแม่ไม่ต้องการไปโรงพยาบาลอีกแล้ว เมื่อแม่ยืนยันเช่นนี้ ลูกจึงจำเป็นต้องเห็นพ้องด้วย ต่อมาแม่จะไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพฯ และบางแสน

เตรียมสู่วาระสุดท้ายของชีวิต

แม่กลับมาอยู่คอนโดมิเนียมที่บางแสนครั้งสุดท้ายได้ ๙ วันก็ขอให้พาไปบ้านพี่สาวคนโตซึ่งเป็นบ้านที่แม่ผูกพัน เพราะได้อยู่ใกล้ญาติพี่น้องและเพื่อนๆ ของแม่ อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นย่านที่แม่คุ้นเคยที่สุด แม่เริ่มรับประทานอาหารได้น้อยลงๆ โดยไม่มีอาการเจ็บป่วยแต่อย่างไร และไม่ยอมไปโรงพยาบาล ต่อมาเหลือเพียงขอจิบน้ำเต้าหู้และน้ำผลไม้ ลูกกลับไปดูแลแม่ ๓ คืนก่อนที่แม่จะละสังขาร สังเกตเห็นว่าแม่ปฏิเสธอาหารทุกอย่าง และพูดชัดถ้อยชัดคำว่า ขอน้ำเต้าหู้และลูกพลับเท่านั้น จำได้ว่าคืนนั้นเป็นวันพฤหัสที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๖ แม่นอนจับมือลูกไว้และนอนหลับได้ดีตลอดทั้งคืน วันศุกร์ลมหายใจของแม่มีกลิ่นผิดปกติ นอนเพ้อเป็นพักๆ เมื่อแม่รู้สึกตัว ลูกๆ พยายามพูดคุยกับแม่ เพื่อให้แม่หมดความกังวล และถามว่า “แม่ต้องการจะให้ทำอะไรอีกไหม” “แม่ไม่ต้องเป็นห่วงใครแล้วใช่ไหม” คำตอบของแม่คือ “ใช่” ณ นาทีนั้นรู้สึกว่าแม่หลุดพ้นจากความวิตกกังวลและความ กลัว ลูกสวดมนตร์ที่แม่คุ้นเคยให้ฟังจนแม่หลับไป และถามแม่ว่าจะฟังบทคาถาทิเบตที่แม่ชอบไหม แม่ตอบว่า “เอา”

คืนสู่ธรรมชาติอย่างสงบ

วันอาทิตย์เพื่อนนำเทปบทสวดทิเบตมาแต่เช้า แม่ชอบฟังมากและหลับได้เป็นพักๆ ลูกหลานและญาติพี่น้องทุกคนเวียนมาคุยกับแม่ จับมือคล้ายจะอำลากันเป็นครั้งสุดท้าย แม่ยังรับรู้ทุกอย่างและพยายามจะพูด เสียงของแม่ค่อยๆ แผ่วเบา ช่วงบ่ายทุกคนเห็นตรงกันว่า ควรให้แม่นอนอย่างสงบ บทสวด โอม มณี ปัทเม หุม ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ พวกลูกๆ นั่งสมาธิภาวนาให้แม่ละจากวัฏสงสาร ประมาณ ๕ โมงเย็น ลูกวัดความดันโลหิตให้แม่เป็นครั้งแรกได้ ๗๐/๔๐ แม่อยู่ในท่าที่หลับสบาย สงบ เป็นคืนสุดท้ายที่ลูกได้นอนกับแม่ ๖ โมงเช้าของวันใหม่ แม่ยังคงหลับสบายถึงแม้จะวัดความดันไม่ได้แล้ว หายใจเร็วขึ้นๆ และจากไปอย่างสงบเมื่อเวลา ๐๙.๒๐ น .

เสียงคาถา โอม มณี ปัทเม หุม ยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งร่างของแม่ถูกเคลื่อนจากบ้านไปสู่วัดเพื่อประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา

[seed_social]
25 เมษายน, 2561

ของแถมล้ำค่าจากความตาย

แม้ชีวิตจะเคยผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาถึง ๕ ครั้งติดๆ ในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ตั้งแต่ขับรถไปติดคาอยู่บนรางรถไฟจนเกือบจะถูกรถไฟชน พลัดตกลงมาจากที่สูง ขับรถแฉลบน้ำขังบนถนนจนไปชนกับรถคันอื่น
28 กันยายน, 2560

ท่องโลกกว้างกับสล็อต

ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยระยะสุดท้าย มีอารมณ์ฉุนเฉียว ขี้โมโห ถึงขั้นลงไม้ลงมือเวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ เป็นปัญหาที่น่าหนักใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี บางคนเคยอารมณ์ดี
22 เมษายน, 2561

วิถีแห่งจิตวิญญาณ

“ถามว่าทำอย่างไร ถ้าพี่ตอบเป็นข้อๆ เป็นขั้นเป็นตอนเลย ก็จะไม่เห็น How to ขอเล่าเรื่องการดูแลคนไข้ให้ฟังสักคนดีกว่า แล้วตอนท้ายเราอาจได้วิธีการประเมิน และเข้าถึงความต้องการของคนไข้ได้บ้างนะคะ”
วาระสุดท้ายแห่งชีวิตของแม่
"เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพประสบการณ์การใช้งานของคุณ"