ชีวาภิบาล Sharing Practice การให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ เพื่อดูแลผู้ป่วยระยะท้าย
ผู้เขียน: ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ
“เราเห็นความตายเกือบทุกวัน แต่ไม่เห็นความทรมานเลยสักเคส”
คำบอกเล่าของผู้ให้ปรึกษาทางโทรศัพท์เพื่อการตายดี…ที่บ้าน
งานวิจัยพบว่าคนส่วนใหญ่อยากเสียชีวิตที่บ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ที่คุ้นเคย แต่ในความเป็นจริงกลับเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอย่างโดดเดี่ยวและทุกข์ทรมาน เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องความเข้าใจและการเข้าถึงข้อมูลและการรักษาที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตในช่วงระยะท้ายให้มีความสุขสบายทั้งกายและใจ
ชีวาภิบาล Sharing Practice ในครั้งนี้ได้นำเสนอเรื่อง “การให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์เพื่อดูแลผู้ป่วยระยะท้าย” ผ่านประสบการณ์และเรื่องราวอันทรงคุณค่าของ คุณณิชศมนญ์ โกมารทัต ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทเยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัดซึ่งก่อตั้งและดำเนินงานมาเป็นปีที่ 8 แล้ว และดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่ต้องการเสียชีวิตที่บ้านมามากกว่า 2,000 ราย โดยผู้ป่วยทุกรายได้รับการดูแลและช่วยเหลือด้านข้อมูลและการดูแลรักษาทางโทรศัพท์และเทคโนโลยีอื่นๆ “24 ชั่วโมง” เสมือนมี “เข็มทิศ” คอยนำทางผู้ป่วยและครอบครัวให้ก้าวข้ามผ่านความกลัวและความลังเลใจในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่บ้าน จนนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างสงบ

คุณณิชศมนญ์ เล่าว่าเธอเริ่มต้นการทำงานให้คำปรึกษาผู้ป่วยระยะท้ายพร้อมกับการก่อตั้ง “เยือนเย็น” ที่มาจากคำว่า “เยี่ยมเยือนยามเย็น” ซึ่งให้ความรู้สึกอบอุ่นและเอื้ออาทรเสมือนญาติมิตร เธอเริ่มต้นจาก “ไม่รู้อะไรเลย” เนื่องจากเธอเคยทำงานบริหารในภาคธุรกิจมาก่อนและไม่ได้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ แต่ด้วยใจรักในการดูแลผู้อื่น เธอเริ่มต้นด้วยการลงไปเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้านกับนายแพทย์อิศรางค์ นุชประยูร ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ และศึกษาองค์ความรู้จากเอกสาร คลิป และรุ่นพี่ รวมทั้งศึกษาเพิ่มเติมด้านการพยาบาล (Nursing Assistant: NA)
นับจากสัปดาห์แรกของการทำงาน เธอก็ทำงานให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยและญาติทางโทรศัพท์มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยสนับสนุน จนปัจจุบันเธอคือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาผู้ป่วยระยะท้ายทางโทรศัพท์ที่มีอยู่ไม่กี่คนในเมืองไทย
เธอบอกว่าหลักการสำคัญที่เยือนเย็นยึดถือคือ “การดูแลแบบองค์รวม” ที่เน้นความสุขสบายทั้งร่างกายและจิตใจ ภายใต้แนวคิด “การมีคุณภาพชีวิตที่ดี” กล่าวคือ “แม้ตัวโรคจะไม่หายขาดแต่ คุณภาพชีวิตในระยะเวลาที่เหลืออยู่ต้องไม่ขาดหาย” โดยการดูแลนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพการตัดสินใจของเจ้าของชีวิต เพื่อให้ผู้ป่วยได้เลือกแนวทางที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง
เยือนเย็นใช้การสื่อสารเป็นหัวใจหลัก โดยเริ่มต้นจากการรับฟังอย่างลึกซึ้ง การดูแลของเยือนเย็นครอบคลุมตั้งแต่การ ประเมินและวางแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) ผ่านการจัดประชุมครอบครัว (Family Meeting) ไปจนถึงการสนับสนุนด้านหัตถการทางการแพทย์เล็กน้อยที่บ้าน เพื่อลดความจำเป็นในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เช่น การใส่สายให้อาหารทางจมูก (NG) การดูแลสายปัสสาวะ การสวนอุจจาระ และการแนะนำวิธีดูแลแผลกดทับ ที่สำคัญคือเยือนเย็นใช้ไลน์กลุ่ม เพื่อให้ผู้แลรายงานอาการของผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง และให้คำแนะนำที่จำเป็นทำให้เกิดความมั่นใจว่าผู้ป่วยระยะท้ายจะสามารถจากไปอย่างมีความสุขและสงบได้
“ตลอด 8 ปีของการทำงาน เยือนเย็นได้ดูแลผู้ป่วยมาแล้วกว่า 2,000 คน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จากไปอย่างสงบ เราไม่เห็นความทรมานสักวันสักเคส” คุณณิชศมนญ์เล่า ซึ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จของแนวทางการดูแลที่เน้นความสุขสบายในวาระสุดท้ายมากกว่าการจัดการตัวโรค ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของเยือนเย็นที่ว่า “ตัวโรคไม่หายขาด แต่คุณภาพชีวิตต้องไม่ขาดหาย”
อย่างไรก็ตามเธอเน้นย้ำผ่านประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยกว่า 2,000 รายว่า การให้คำปรึกษาการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายไม่มีสูตรสำเร็จ เนื่องจากผู้ป่วยมีความหลากหลายด้านตัวโรคและประสบการณ์เฉพาะราย ดังนั้นงานให้คำปรึกษาจึงต้องใช้ใจและความรักนำทางโดยไม่มีแนวทางที่ตายตัว “เราไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีใครมีสูตรสำเร็จ แต่ละเคส 100 คน 100 เคส ไม่เหมือนกันเลย”
อนึ่งในช่วง 3 ปีแรกเยือนเย็นเน้นการดูแลกลุ่มผู้ป่วยที่ตัดสินใจเลือกการดูแลแบบประคับประคองและต้องการการดูแลที่บ้าน ในโรคที่รักษาให้หายได้ยาก เช่น มะเร็งและโรคไต รวมถึงผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่ลำบากในการเคลื่อนย้าย ต่อมาในปีที่ 4 ได้ขยายบริการไปสู่ Long-Term Care หรือผู้ป่วยในภาวะพึ่งพิง ซึ่งเป็นการดูแลตั้งแต่อาการยังไม่หนัก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต

3 กรณีประทับใจและท้าทาย
คุณณิชศมนญ์เล่าถึงกรณีที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตัดสินใจร่วมกันของครอบครัว ทั้งผู้ป่วยและญาติ การให้คำปรึกษา และการเติมเต็มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะท้าย ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในช่วงสุดท้ายของผู้ป่วยดังนี้
กรณีศึกษาที่ 1 การตัดสินใจกลับบ้านของผู้ป่วยมะเร็งปอด
เป็นเคสที่ลูกชายโทรมาปรึกษาด้วยความไม่มั่นใจว่าควรพาคุณพ่อซึ่งเป็นมะเร็งปอดและมีภาวะติดเชื้อที่โรงพยาบาลกลับบ้านหรือไม่ เพราะคุณพ่อไม่ต้องการให้มีการ “เจาะจิ้มทิ่มแทง” อีกต่อไป คุณณิชศมนญ์ได้ให้คำปรึกษาโดยเน้นย้ำถึงความรักและความเคารพในการตัดสินใจของเจ้าของชีวิต ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการดูแลแบบประคับประคอง หลังจากลูกชายตัดสินใจพาคุณพ่อกลับบ้าน เขาพบว่าคุณพ่อมีความสุขมากและได้เห็นรอยยิ้มอย่างอบอุ่น ลูกชายรู้สึกดีใจที่ได้ทำตามความประสงค์ของคุณพ่อ และการได้อยู่เคียงข้างจนถึงวาระสุดท้ายถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง “ผมดีใจมากเลยที่คุณแม่โทรมาทัน และผมได้เห็นลมหายใจออกสุดท้ายของพ่อ”
กรณีศึกษาที่ 2 อากงกับความสุขในการจิบกาแฟ
อากงท่านหนึ่งถูกใส่สายให้อาหารทางจมูก เนื่องจากลูก ๆ กลัวว่าอากงจะสำลักอาหารจากการกินอาหารทางปาก อากงไม่มีความสุขเลยเพราะไม่ได้รับอนุญาตให้กินกาแฟซึ่งเป็นของโปรด ภายหลังจากการพูดคุยปรึกษาและได้รับการสนับสนุนจากคุณหมอ ครอบครัวจึงทดลองให้กาแฟอากงทางปากเล็กน้อยผ่านหลอด ซึ่งอากงสามารถกลืนได้และเบิกตาโตด้วยความดีใจ การก้าวข้ามความกลัวเล็กน้อยนี้ทำให้ครอบครัวตัดสินใจนำสายให้อาหารออก และอากงสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ได้ไปในสถานที่ที่ชอบและศรัทธา และอยู่ได้นานเกินความคาดหมายถึง 6 เดือน ถือเป็นเคสที่เน้นการเติมเต็มคุณภาพชีวิต แม้ผู้ป่วยจะอยู่ในระยะท้ายก็ตาม
กรณีศึกษาที่ 3 การไม่ร่วมประชุมครอบครัวของลูกชายคนเล็ก
ผู้ป่วย (ป๊า) อยู่ในช่วงท้ายและได้รับดูแลอย่างดีโดยลูกสาวและลูกชาย ป๊ามีลูก 4 คน ในการประชุมครอบครัว (Family Meeting) บุตรชายคนเล็กไม่ได้เข้าร่วมตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่เข้าใจและไม่ยอมรับแนวทางการดูแลแบบประคับประคอง เมื่อทีมเยือนเย็นเข้าไปให้การสนับสนุนในช่วงวาระสุดท้าย โดยบอกว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะร่างกายเปลี่ยนแปลงแล้ว ลูกชายคนเล็กได้เข้ามาต่อว่าทีมงานว่า “แช่ง” ผู้ป่วย ไล่ให้ทีมงานกลับไป ส่วนเขาผลุนผันออกจากบ้านไป คุณณิชศมนญ์และทีมงานต้องจัดการกับอารมณ์ที่ยากลำบากนี้ด้วยการ “นิ่ง” และเข้าใจว่าผู้ที่กำลังประสบภาวะสูญเสียอาจมีอารมณ์รุนแรงได้ ถึงแม้ว่าจะเกิดความขัดแย้ง ทีมงานก็ยังคงดูแลและให้กำลังใจลูกคนอื่นที่อยู่ในการดูแลป๊าอย่างดีที่สุด กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเสียชีวิตที่บ้านนั้นขึ้นกับปัจจัยหลายประการ และไม่ใช่ทุกกรณีที่จะเป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ กรณีนี้จบไม่สวยนัก เนื่องจากเกิดความไม่เข้าใจหลักการดูแลแบบประคับประคองและไม่ได้รับรู้เป้าหมายการดูแลตั้งแต่ต้นของบุตรชายคนเล็ก
บทส่งท้าย…บทบาทนี้มี “ใจรัก” และ “ใจกรุณา” เป็นพื้นฐาน
ตลอด 8 ปีของการทำงานด้านการให้คำปรึกษาผู้ป่วยระยะท้ายทั้งทางโทรศัพท์และที่บ้านของคุณณิชศมนญ์สามารถสรุปได้ว่า การเป็นที่ปรึกษาผู้ป่วยระยะท้ายทางโทรศัพท์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเป็นคน “เก่งที่สุด” แต่ต้องเริ่มจากการเป็นคนที่ “มีหัวใจกรุณา” สิ่งที่สำคัญกว่าทักษะคือทัศนคติของการใช้ใจรับฟัง เคารพความต้องการของผู้ป่วยในแนวทางการดูแลแบบประคับประคอง และรู้จักนิ่งพอที่จะไม่ถูกอารมณ์กดทับเวลาเจอสถานการณ์ความสูญเสียของครอบครัว
ส่วนทักษะและความรู้เป็นเรื่องที่เรียนรู้และฝึกกันได้ ทั้งการเป็นผู้ฟังที่ดี “ฟังปัญหาอย่างตั้งใจ จนกระทั่งเข้าใจว่าอะไรคือความกังวลของญาติในขณะนั้น” การสื่อสารอย่างชัดเจน การให้กำลังใจแบบไม่ตัดสิน การจัดการอารมณ์ของตนเองเมื่อพบสถานการณ์กดดันและการสูญเสีย การอธิบายอาการและการวางแผนการดูแลล่วงหน้าผ่านการประชุมครอบครัว รวมถึงการประสานทีมแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและปฏิบัติการแบบทันสถานการณ์
“คุณสมบัติ” ผู้ให้คำปรึกษาเพื่อการตายดีทางโทรศัพท์
ด้านมุมมอง ทัศนคติ จิตใจ
- การใช้หัวใจและความรักนำทาง ผู้ให้คำปรึกษาต้องใช้หัวใจในการทำงานและให้ความรักนำทางในการทำงานทุกสิ่งอัน โดยไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว เพราะแต่ละเคสไม่เหมือนกัน
- การเคารพการตัดสินใจของเจ้าของชีวิต ต้องยึดหลักการของ การดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งเน้นการเคารพความประสงค์และความต้องการของตัวผู้ป่วยเอง (เจ้าของชีวิต)
- การจัดการอารมณ์ตนเองและความนิ่ง เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบากหรือถูกต่อว่าจากญาติผู้ป่วย (เช่น เคสลูกชายคนเล็ก) ผู้ให้คำปรึกษาจำเป็นต้องนิ่ง และเข้าใจว่าผู้ที่อยู่ในภาวะสูญเสียอาจมีอารมณ์รุนแรงได้
ด้านทักษะการสื่อสาร
- การเป็นผู้รับฟังที่ดี หัวใจสำคัญคือการรับฟังปัญหาอย่างตั้งใจ โดยต้องรับฟังให้มากจนกระทั่งเข้าใจว่าอะไรคือความกังวลของญาติในขณะนั้น
- การให้ความมั่นใจและเสริมกำลังใจ ต้องคอยให้กำลังใจแก่ญาติและผู้ดูแลตลอดเวลา เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองทำดีที่สุดแล้ว และก้าวข้ามผ่านความกลัวและความลังเลต่าง ๆ
- การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ความรู้ ต้องมีการสื่อสารอย่างชัดเจน และอธิบายอาการที่ผู้ป่วยจะเผชิญในระยะท้ายอย่างละเอียด เพื่อให้ญาติทราบและตั้งรับได้ และไม่รู้สึกกังวลเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
- การทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิด ทำหน้าที่เหมือนเป็นคนคอยคัดท้าย หรือปรับทิศทางการดูแลให้มีความพอดี ไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป และเป็นเหมือน “เพื่อนคู่คิด” ในการดูแลสภาพจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัว
ด้านความรู้และทีมสนับสนุน
- ความรู้ในการวางแผนการดูแล ต้องมีความสามารถในการพูดคุยและนำไปสู่การ “ประชุมครอบครัว” เพื่อทำความเข้าใจความต้องการและวางแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning)
- ความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพ ต้องมีองค์ความรู้ด้านการดูแลผู้ป่วย และการทำงานของเยือนเย็นมีพื้นฐานจากวิชาการทางแพทย์
- การมีทีมผู้เชี่ยวชาญสนับสนุน ผู้ให้คำปรึกษาไม่ได้ทำงานคนเดียว แต่มีทีมแพทย์และพยาบาลคอยสนับสนุนตลอดการให้คำปรึกษา เพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการจัดการยาและการทำหัตถการทางการแพทย์เล็กน้อยที่บ้าน (เช่น การใส่สายให้อาหาร การดูแลแผลกดทับ) และพร้อมสนับสนุนตลอด 24 ชั่วโมง




