ผู้เขียน: สุพัฒน์ สมจิตรสกุล
บนเก้าอี้ยาวหน้าห้องตรวจโรคของโรงพยาบาลประจำอำเภอ ร่างของลุงแย้มเอนพิงผนังอย่างอ่อนแรง ดวงตาฝ้าฟางมองผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาอย่างเลื่อนลอย ข้างกายมีป้ายิ้มนั่งอยู่ไม่ห่าง มือเหี่ยวย่นของป้าค่อย ๆ บรรจงใช้พัดสานพัดวีให้ลุงอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าแรงลมจะทำให้ร่างกายที่บอบช้ำของชายชราเจ็บปวด
ภาพนี้เป็นภาพที่คุ้นตาของบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา
แต่สำหรับคนทั้งสอง มันคือโลกทั้งใบของกันและกันที่เปลี่ยนไปตลอดกาล
สิบปีก่อน ชีวิตของลุงแย้มพังทลายเมื่อภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากจากไปด้วยโรคร้าย ทิ้งให้ลุงเคว้งคว้างอยู่กับลูกสาวสองคนที่เริ่มแยกย้ายไปมีครอบครัวของตัวเอง บ้านที่เคยอบอุ่นพลันเงียบเหงาและว่างเปล่า
สองปีเต็มที่ลุงแย้มใช้ชีวิตอย่างเดียวดาย มีเพียงยาเบาหวานเป็นเพื่อนปลอบใจในแต่ละวัน
จนกระทั่งวันหนึ่งที่ตลาดสด ลุงแย้มได้พบกับ ‘ยิ้ม’ เพื่อนหญิงสมัยประถมโดยบังเอิญ ทั้งสองต่างตกอยู่ในสถานะเดียวกัน คือหม้ายที่คู่ชีวิตล่วงลับไปแล้ว บทสนทนาที่เริ่มต้นด้วยการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบในวันนั้น ได้ถักทอสายใยแห่งความเห็นอกเห็นใจขึ้นมาใหม่
ป้ายิ้มเองก็ตัวคนเดียว ไม่มีลูกหลานหรือญาติสนิทที่ไหน
ในที่สุด ลุงแย้มจึงเอ่ยปากชวนป้ายิ้มมาอยู่เป็นเพื่อนกันที่บ้าน
แปดปีที่ผ่านมา บ้านของลุงแย้มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ป้ายิ้มเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหาย คอยจัดยาเบาหวานให้ลุงทุกเช้าเย็น ทำกับข้าวที่ต้องควบคุมน้ำตาลให้กิน
ชวนคุยในวันที่ลุงเหงา และเป็นเพื่อนคู่คิดในยามที่ลูกสาวมาเยี่ยมเยียน ทุกครั้งที่ลุงต้องมาโรงพยาบาลเพื่อรับยาเบาหวาน จะมีป้ายิ้มเดินจูงมือมาด้วยเสมอ
แต่แล้วเมื่อหกเดือนก่อน โชคชะตาก็เล่นตลกอย่างโหดร้าย ลุงแย้มล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ผลตรวจที่ออกมาคือ “มะเร็งตับระยะสุดท้าย” หมอบอกว่าลุงมีเวลาเหลืออีกไม่นาน
ข่าวร้ายไม่ได้ทำให้ลุงแย้มกลัวความตายมากเท่ากับความกังวลที่กัดกินหัวใจ
ยามค่ำคืนที่นอนไม่หลับ สายตาของลุงจะมองไปยังป้ายิ้มที่หลับอยู่ข้าง ๆ เสมอ ภาพของป้าที่คอยดูแลลุงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งที่ตัวเองก็อายุมากแล้ว ยิ่งทำให้หัวใจของลุงบีบคั้น
“ถ้าเราไม่อยู่แล้ว…ใครจะดูแลยิ้ม” นี่คือคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวของลุงแย้ม
ป้ายิ้มไม่มีใครเลยจริง ๆ ลูกสาวทั้งสองของลุงก็มีภาระครอบครัวของตัวเอง
พวกเขาดีกับป้ายิ้มในฐานะ “ป้า” คนหนึ่ง แต่ลุงแย้มไม่แน่ใจเลยว่า เมื่อแกสิ้นลมไปแล้ว พวกเขาจะยังคงดูแลป้ายิ้มเหมือนที่แกดูแลหรือไม่ ความกลัวที่ว่าป้ายิ้มจะต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างเดียวดายในบั้นปลายอีกครั้ง มันทรมานลุงยิ่งกว่าความเจ็บปวดจากโรคมะเร็งเสียอีก
วันหนึ่งขณะที่ลูกสาวคนโตมาเยี่ยม ลุงแย้มจึงรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มียกมือขึ้นกุมมือลูกสาวไว้
“น้อยเอ๊ย…พ่อมีเรื่องจะขอเป็นเรื่องสุดท้าย” ลุงพูดเสียงแผ่วเบา
“พ่ออยากได้อะไรบอกหนูเลยนะ” ลูกสาวตอบทั้งน้ำตา
ลุงแย้มส่ายหน้าช้า ๆ “พ่อไม่ได้อยากได้อะไรเพื่อตัวเอง…แต่พ่อเป็นห่วงป้ายิ้ม” สายตาของลุงละจากหน้าลูกสาวไปมองป้ายิ้มที่กำลังเตรียมยาให้ที่ปลายเตียง
“ตลอดแปดปีที่ผ่านมา เขาดูแลพ่อดียิ่งกว่าพยาบาลเสียอีก ถ้าไม่มีเขา พ่อคงอยู่ไม่ถึงวันนี้”
“วันที่พ่อไม่อยู่แล้ว…ฝากดูแลป้ายิ้มแทนพ่อได้ไหมลูก อย่าทิ้งให้เขาอยู่คนเดียว พ่อขอแค่นี้แหละ”
น้ำตาของลูกสาวไหลพราก เธอพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
“พ่อไม่ต้องห่วงนะ หนูสัญญา หนูจะดูแลป้ายิ้มเหมือนแม่คนที่สองของหนูเอง”
วินาทีนั้นเอง เหมือนภาระหนักอึ้งที่ลุงแย้มแบกไว้ในใจมาตลอดหกเดือนได้ถูกยกออกไปจนหมดสิ้น ลุงหลับตาลงช้า ๆ มีรอยยิ้มจาง ๆ ประดับบนใบหน้าที่ซีดเซียว
วันนี้ที่หน้าห้องตรวจ ลุงแย้มอาจจะดูอ่อนแรงกว่าทุกวัน แต่แววตาของแกกลับดูสงบอย่างประหลาด เมื่อถึงคิวตรวจ ป้ายิ้มค่อย ๆ ประคองลุงให้ลุกขึ้น ลุงแย้มหันมายิ้มให้ป้า แล้วใช้มือที่ไร้เรี่ยวแรงกุมมือของป้าเอาไว้แน่น
สำหรับลุงแย้มแล้ว การเดินทางของชีวิตกำลังจะสิ้นสุดลง แต่แกไม่ได้กลัวอีกต่อไป เพราะดวงใจดวงสุดท้ายที่แกเป็นห่วง…มีคนรอรับช่วงดูแลต่อแล้ว ความรักในบั้นปลายของชีวิต ไม่ใช่การอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าเสมอไป แต่คือการดูแลและวางแผนให้อีกคนได้อยู่อย่างดี…แม้ในวันที่ไม่มีเราแล้ว



