ผู้เขียน ประภาภรณ์ เพชรมาก
กริ๊ง…กริ๊ง…กริ๊ง….เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ฉันกำลังให้นมลูกสาวตัวน้อยวัย 3 เดือน ฉันรีบรับสาย “คุณหมอคะคนไข้ที่ฝากพิเศษกับคุณหมอจะคลอดแล้วค่ะ” ฉันบอกลูกว่า “ลูกจ๋าแม่ไปทำคลอดก่อนนะเดี๋ยวแม่กลับมาให้นมใหม่” ฉันดึงคางลูกให้อ้าปากแล้วรีบเอานมออกจากปากลูกโดยไม่ได้รอว่าลูกจะตอบสนองยังไง แล้วจึงอุ้มลูกไปฝากกับพี่เลี้ยงให้ชงนมให้ทานต่อ ลูกสาวตัวน้อยที่น่าสงสารร้องไห้เสียงดัง ฉันรีบแต่งตัวแล้วรีบวิ่งออกจากบ้าน เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียวหรือ 2 ครั้ง มันเกิดซ้ำ ๆ จนฉันนับไม่ได้ สุดท้ายฉันให้นมลูกได้เพียง 4 เดือนน้ำนมก็หายไป
ฉันเป็นหมอสูติทำงานในโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี รับผิดชอบอยู่เวรครึ่งเดือนสลับกันกับน้องหมอสูติอีกคนหนึ่ง ฉันเปิดคลินิกรับฝากครรภ์ทำคลอดเพื่อหารายได้เพิ่มเติม มีรายได้เดือนละเป็นแสนแลกกับเวลาที่ต้องให้ไปกับสิ่งเหล่านี้ฉันว่ามันคุ้มอยู่ ฉันคิดเสมอว่า “ยอมลำบากคนเดียวเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวสบาย” บางวันเช้ามาลูกยังไม่ตื่น ฉันก็ถูกตามไปดูคนไข้แล้ว เจอลูกอีกทีก็ตอนเย็นแป๊บเดียวก่อนไปคลินิก กลับมาอีกทีลูกก็นอนกันแล้ว โชคดีที่ฉันมีพี่เลี้ยงเด็กที่ไว้ใจได้ เธอคือป้าบัว ผู้หญิงวัยกลางคนตัวเล็ก ผิวคล้ำ ตาโต พูดจาห้วน ๆ เสียงดังฟังชัด เธอก็ทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้ฉันตั้งแต่มีลูกสาวคนแรก จนลูกสาวคนที่ 2 เธอก็ยังดูแลลูก ๆ ให้ด้วยความรัก คอยช่วยดูเด็ก ๆในวันที่ฉันวุ่นวายกับงานที่โรงพยาบาลและคลินิก อีก 2 ปีต่อมาฉันก็คลอดลูกคนที่ 3 เป็นลูกชาย ป้าบัวก็รับดูแลให้อีกทั้ง 3 คน ฉันรู้ว่ามันเป็นงานที่หนัก แต่ฉันก็ให้ค่าตอบแทนที่สูงพอที่จะทำให้ป้าบัวมีกำลังใจในการทำงานในฐานะพี่เลี้ยงและแม่บ้านให้กับครอบครัวเรา
เช้าตรู่วันหนึ่งหลังจากเมื่อคืนฉันอยู่เวรจนแทบไม่ได้นอนมาทั้งคืน มีเสียงร้องไห้กระจองอแงอยู่ข้างล่าง ฉันเดินลงมาดู “ฮือ ฮือ ฮือ แม่ค้าบพี่บาติกตีผม” เสียงลูกชายคนเล็กตะโกนฟ้องแม่ “แม่ ไอ้ภูมิมันขโมยกินขนมในตู้เย็นของหนู ฮือ ฮือ ฮือ หนูไม่ยอมด้วย” พี่บาติกว่าให้น้อง “ก็ผมไม่รู้ว่าเป็นของพี่ผมก็เลยกิน” ลูกชายสวนกลับ “หยุดร้องได้แล้ว แม่ไม่ได้นอนทั้งคืน แล้วลูกก็มาทะเลาะกันอีก พี่บาติกน้องไม่รู้ก็เลยกิน หยุดร้องได้แล้ว ตอนเย็นแม่ซื้อมาให้ใหม่” ฉันพูดเสร็จก็ไปอาบน้ำเตรียมตัวไปทำงาน ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือสอบถามรายละเอียดมากนัก ปล่อยให้ป้าบัวจัดการปัญหาของเด็กต่อ
เด็ก ๆ ทะเลาะกันแทบทุกวัน พี่บาติกมักหวงของ ไม่ยอมให้ใครมาวุ่นวายกับของ ๆ เธอ เธอมักจะลงมือตีน้องชายบ่อย ๆ ถ้าเธอโกรธไม่พอใจจะกระทืบเท้าโวยวาย ปาข้าวของ ชอบหยิกและชอบตีคนอื่น น้องภูมิเป็นเด็กชายตัวเล็ก ขี้แยไม่สู้คน มักจะถูกพี่สาวรังแกบ่อย ๆ ด้วยความซนของน้องชายจึงไปวุ่นวายกับของ ๆ พี่ตลอด ส่วนพี่แพรวา เด็กหญิงตัวเล็ก พี่สาวคนโตเป็นคนคุยเก่ง เข้ากับคนง่าย ใจเย็น เธอจะคอยห้ามทัพเวลาที่พี่บาติกกับน้องภูมิทะเลาะกัน
เย็นวันหนึ่งฉันกลับจากที่ทำงาน ขณะผลักประตูเข้าไปในบ้าน เหลือบไปเห็นลูกคนกลางพี่บาติก นั่งเล่นตุ๊กตาอยู่เก้าอี้ริมหน้าต่าง ฉันเดินเข้าบ้านไป เธอหันมามองและพูดขึ้นว่า “แม่ผู้ให้กำเนิดกลับมาแล้วหรือคะ” ฉันหยุดเดินและหันไปมองลูกด้วยความแปลกใจ จึงถามลูกไปว่า “มีอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมลูกพูดแบบนั้นล่ะ” เธอตอบว่า “ก็แม่แค่คลอดหนูมา แต่คนที่เลี้ยงหนูคือแม่บัว” ฉันตกใจ ระคนกับเสียใจและผิดหวัง ไม่ได้พูดอะไรต่อ ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาฉันรีบเดินขึ้นไปห้องนอนชั้นบน ในใจสับสน คิดไม่ออกว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง ฉันอยู่กับความรู้สึกแย่พักใหญ่ เมื่อได้สติจึงได้กลับมานั่งคุยกับสามี “พ่อ พี่บาติกบอกว่าแม่เป็นผู้ให้กำเนิด แต่แม่บัวคือคนที่เลี้ยงหนูมา แม่ว่าลูกน่าจะรู้สึกน้อยใจที่แม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก พ่อจำได้ไหมที่เราบอกว่าเราจะทำทุกอย่างเพื่อลูก เราจะอดทนทำงานหนักหาเงินให้ได้มากที่สุดเพื่อความมั่นคงในครอบครัวและเพื่ออนาคตของลูก แม่ว่าตอนนี้ลูกต้องการเวลาจากเรามากกว่าเงินนะ เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหาเงินเพื่ออนาคต จนลืมว่าตอนนี้ลูกต้องการเวลาจากเรา แม่จะเปิดคลินิกลดลง รับฝากพิเศษทำคลอดลดลง จะได้มีเวลาให้ลูกมากขึ้น พ่อว่ายังไง” สามีตอบว่า “ก็ดีนะแม่ ไม่มีความสำเร็จอะไรมาชดเชยความล้มเหลวจากการเลี้ยงลูกได้หรอก พ่อเห็นด้วย” นับจากวันนั้นเราพ่อแม่และลูก ๆ มีเวลาทานข้าวด้วยกันทุกเช้า-เย็น วันอาทิตย์เป็นวันครอบครัวที่เราจะได้มีกิจกรรมร่วมกัน เวลาอยู่ด้วยกันเด็ก ๆ จะชวนกันเล่นสนุกสนาน กิจกรรมมากมายที่เด็ก ๆ คิดกันเองแล้วให้พ่อแม่เล่นด้วย ตำรวจจับผู้ร้าย เกมเศรษฐี เล่านิทาน วาดรูป ระบายสี ขุดดิน ปลูกต้นไม้ กิจกรรมที่ทำให้ทุกคนได้สนุกด้วยกันในวันหยุด
วันหนึ่งช่วงเย็นฉันนั่งเล่นกับลูก ทานข้าว ทานขนมด้วยกัน สักพักใหญ่พอถึงเวลาหกโมงเย็นฉันต้องไปคลินิก “ลูก ๆ ถึงเวลาแม่ต้องไปคลินิกแล้วนะคะ” พี่บาติกพูดขึ้นว่า “แม่อย่าไปเลยนะหนูคิดถึงแม่ หนูอยากอยู่กับแม่” ฉันตอบว่า “ไม่ได้หรอกลูกแม่ต้องไปหาเงินมาซื้อขนมให้ลูก พี่บาติกจะได้มีขนมเยอะ ๆ ไงลูก” แต่พี่ บาติกกลับบอกว่า “แม่ไม่ต้องซื้อขนมหรอกหนูไม่อยากกินขนมแล้ว หนูอยากอยู่กับแม่มากกว่า” แล้วเธอก็ร้องไห้จะตามแม่ไปคลินิก ป้าบัวมาช่วยปลอบให้เธอหยุดร้องจนสำเร็จ
ฉันได้ปรับเปลี่ยนตารางชีวิตเพื่อมีเวลาให้ลูกมากขึ้น ฉันรู้สึกมีความสุขมากขึ้นแม้รายได้จะลดลงไปเกือบครึ่งก็ตาม วันหนึ่งพี่บาติกไข้ขึ้นสูง วันนั้นฉันกลับจากที่ทำงานมาเจอลูกไข้สูงจนสั่น ฉันเอายาให้ลูกทาน เฝ้าลูก เช็ดตัวจนไข้ลง ต้องดูแลลูกใกล้ชิดจึงปิดคลินิกในวันนั้น วันต่อมาก็ได้ลางานเพื่อมาดูแลลูก พี่บาติกไข้ขึ้นแต่เธอก็ไม่งอแง ทานยาแล้วมานอนข้างแม่ ฉันอยู่ดูแลลูกสาวจนหายป่วย ฉันสังเกตว่าหลังจากที่พ่อแม่มีเวลาให้ลูกมากขึ้น พี่บาติกอารมณ์ดีขึ้น ไม่ค่อยก้าวร้าวเหมือนเดิม ทะเลาะกับน้องภูมิน้อยลงมาก บ้านดูไม่วุ่นวายเหมือนเดิม เวลาผ่านไปเกือบปี วันหนึ่งฉันนั่งทานข้าวกับลูก พี่บาติกพูดขึ้นว่า “แม่ หนูรู้แล้วว่าแม่รักหนู” ฉันถามว่า “ลูกรู้ได้ยังไงคะว่าแม่รักหนู” เธอบอกว่า “ก็เวลาหนูป่วยแม่ดูแลหนูดีมาก ขนาดคลินิกกับโรงพยาบาลแม่ยังไม่ไปเลยค่ะ” ฉันดึงลูกมากอดและหอมแก้มเธอ “ใช่แล้วลูก แม่รักหนู”



