ผู้เขียน: โย
อ้าว! ไม่อยู่บ้านอีกแล้วเหรอ วันนี้วันเสาร์นะทำไมออกแต่เช้าเลย ฉันกล่าวทักทายคนที่กำลังเดินสวนกันอยู่ข้างบ้านของพี่สาวคนโตของฉัน เธอไม่ตอบได้แต่พยักหน้าฉันจำได้ว่าไม่ว่าที่บ้านของเราจะมีกิจกรรมอะไรก็ตามที่ต้องทำร่วมกัน เช่น การจัดงานวันเกิดของคนในบ้าน การทำบุญบ้านหรือแม้แต่จะทำบุญให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้วของครอบครัวเ เธอก็ไม่เคยมาร่วมงานอย่างเป็นกิจลักษณะ แต่จะมานั่งสักครู่เมื่อเสร็จพิธีการเธอก็จะออกไป แต่ถ้าเป็นงานของเพื่อนๆ หรือคนรู้จักของเธอเธอก็จะออกไปร่วมงานตั้งแต่เช้ากลับมาจนมืดค่ำ หลายสิ่งหลายอย่างที่เธอแสดงออกหรือปฏิบัติกับครอบครัวของเราดูแล้วไม่เหมือนว่าเราเป็นพี่น้องกันเลย จนบางครั้งฉันรู้สึกว่าเธอเป็นคนอื่น
เช้านี้อากาศตอนตีห้าช่างสดชื่นชุ่มฉ่ำเสียเหลือเกินเพราะฝนโปรยปรายมาทั้งคืน เดือนตุลาคมปีนี้รู้สึกสบาย มีอิสระเสียเหลือเกินไม่ต้องรีบเร่งอะไรแล้ว ฉันมีเวลานั่งที่โต๊ะหน้าบ้านมองออกไปเห็นใบมะม่วงเขียวสดมีน้ำฝนหล่นมากระทบใบทำให้ดูเขียวสดยิ่งขึ้น ฉันนั่งคิดวาดแผนอนาคตของตัวเองพลางจิบกาแฟจากถ้วยมักใบโปรดที่ข้างถ้วยเขียนด้วยตัวหนังสือสีฟ้าว่า “นมแม่ดีที่สุด” ใช่ฉันเห็นด้วยเพราะฉันเองก็กินนมแม่มาจนโต “แม่ฉันดีที่สุด” คิดถึงที่ไรมีความสุขทุกทีฉันดึงความคิดกลับมาที่เดิมเพื่อวางแผนต่อตอนนี้มีเวลาที่เป็นของตัวเราเองแล้ว มีหลายอย่างที่อยากทำสิ่งแรกที่อยากทำที่สุดคือ นอนอ่านหนังสือที่กองดองไว้นานมากๆ อยากปลูกกล้วยไม้ อยากช่วยพี่สาวรดน้ำต้นมะม่วง ดายหญ้ารอบๆบ้าน จัดเรียงแสตมป์ที่เก็บสุ่มๆ ไว้โดยอ้างว่าไม่มีเวลาจัดเรียง โอ้ย! แค่คิดก็มีความสุขแล้วเรา รู้สึกขำตัวเองเหมือนกันไม่เคยมีเวลาว่างจนฟุ้งได้ขนาดนี้เลย กาแฟแก้วนี้เมื่อก่อนดื่มรวดเดียวหมด เพราะต้องรีบทำงานให้ทันเวลา ไม่เคยรู้รสชาติหรอก แต่วันนี้รู้สึกว่ากาแฟอร่อยจัง
ปลายเดือนพฤศจิกายน อากาศเริ่มหนาว ลมเหนือล่องมาพร้อมกับพัดพาความเย็นมาด้วย เช้ามืดเป็นช่วงที่อากาศเย็นสบายแต่ไม่หนาว และก็จะเริ่มร้อนเมื่อพระอาทิตย์เริ่มขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ เย็นนี้ฉันเดินผ่านบ้านเธอคนนั้นที่อยู่เยื้องไปด้านหลังบ้านของฉัน มองเข้าไปในบ้านเห็นเธอนั่งห้อยเท้าอยู่บนเก้าอี้ สายตาจับจ้องอยู่ที่โทรทัศน์ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสีหน้าเรียบเฉยไม่รู้ว่ากำลังดูอะไรอยู่ เลยตะโกนถามไปว่า กินข้าวหรือยัง เธอไม่ตอบได้แต่พยักหน้า ฉันรู้สึกแปลกๆ ในท่าทางของเธอเพราะปกติก็จะตอบทุกครั้งเมื่อถูกถามแต่วันนี้ไม่เหมือนเดิม วันหนึ่งจึงเอ่ยถามพี่สาวขณะนั่งกินข้าวเช้าด้วยกัน คำตอบคือ”ไม่รู้” แต่หลังจากนั้นก็เริ่มสังเกตเรื่อยมา เออเปลี่ยนไปจริงๆ ฉันไม่เห็นเธอออกไปไหนเลย และทุกวันก็จะปิดประตูบ้านเร็วบางที่ยังไม่ 5 โมงเย็นเลยก็ปิดแล้ว เคยถามว่าทำไมปิดบ้านไวจังคำตอบที่ได้คือ “ง่วงนอน” และวันหนึ่งมีงานทำบุญที่บ้านขณะที่พระที่นิมนต์มากำลังเดินเข้าบ้านก็ได้ยินเสียงพี่สาวคนโตของฉันถามว่า โกแดงมายัง เสียงหลานสาวซึ่งเป็นลูกสาวของคนที่ถามตอบมาว่า กำลังให้พลอยไปรับแล้วอี๊เขากลัวล้ม สิ้นเสียงก็เห็นภาพหลานสาวเดินประคองเธอมานั่งที่เก้าอี้ที่ตั้งอยู่ใกล้ที่ฉันนั่งอยู่ดูท่าทางเธอเปลี่ยนไป ใครถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบได้แต่พยักหน้าหรือส่ายหน้า สีหน้าดูเรียบเฉยไม่เหมือนคนเดิมที่ฉันเห็นที่คุยเก่งหัวเราะเสียงดังและไม่ค่อยเข้าพวกอยู่ใกล้กับพี่น้องแต่จะไปอยู่รวมกับเพื่อนๆ หรือคนรู้จักของเธอ
“อี๊ค่ะ วันนี้หนูจะไปคอนโดนะ หนูต้องไปสอนที่สวนสุนันทาคะ” เสียงหลานสาวบอก ขณะที่ฉันนั่งดื่มกาแฟในถ้วยมักใบโปรดพร้อมกับความคิดที่ทำให้มีความสุขคือวันนี้ฉันจะนอนอ่านหนังสือให้สบายใจเลย บ้านเล็กในป่าใหญ่ “อี๊ไปดูอี๊แดงด้วยนะ เดี๋ยวนี้ต้องช่วยเวฟข้าวกับข้าว เขาบอกว่าเขาทำไม่ไหว” หลานสาวพูดต่อ ฉันรู้สึกหงุดหงิดอย่างฉับพลัน พลางคิดในใจว่าเป็นอะไรทำเองไม่ได้เมื่อก่อนเห็นเก่งนักเลยถามไปว่าเขาเป็นอะไร “อี๊เขาไม่ค่อยมีแรงทำเองไม่ค่อยไหวหนูต้องช่วยเขามาเป็นปีแล้ว แต่ตอนนี้ต้องไปสอนที่สวนสุนันทา ถ้าหนูไปก็ไม่มีใครดูอี๊แดง เลยมาบอกอี๊ให้ทราบคะ”หลานสาวตอบ ความรู้สึกขณะนั้นบอกได้ยากมาก หงุดหงิด โมโห นี่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ฉันไม่ได้เกษียณมาเพื่อดูแลใคร ความคิดนี้พลุ่งพล่านอยู่นาน เมื่อหลานสาวไปแล้วฉันจำต้องไปช่วยดูแลแทน ก้าวแรกที่เดินเข้าบ้านพบเธอนั่งห้อยขาอยู่บนเก้าอี้ที่เคยเห็นเธอนั่งประจำ บริเวณ โต๊ะเก้าอี้ข้างตัวเธอมีแต่ฝุ่นและขี้จิ้งจกเต็มไปหมด พื้นบ้านที่ปูด้วยกระเบื้องสีขาว มีใบมะขามป้อมที่ปลิวเข้ามาทางหน้าต่างกลาดเกลื่อนอยู่บนพื้น ฉันคิดในขณะที่เดินผ่านเพื่อหยิบข้าวและกับข้าวในตู้เย็นไปอุ่นให้เธอขณะอุ่นของอยู่นั้นความรู้สึกหงุดหงิดก็มาอีกแล้วว่าแปลกนะนั่งอยู่ได้ ทำไมไม่เช็ดปัดกวาดบ้านบ้าง หลายวันที่ต้องทำแบบนี้ และได้สังเกตเห็นว่าเธอเดินช้าลง การก้าวเท้าดูไม่มั่นคงขาและตัวสั่นเล็กน้อยขณะเดินก็จะยื่นมือมือจับตู้จับโต๊ะเพื่อไม่ให้ล้ม เธอไม่พูดเวลาถูกฉันถามแต่ใช้การตอบด้วยส่ายหน้าพยักหน้า จนฉันรู้สึกหงุดหงิดเป็นที่สุดจนต้องบอกว่า “พูดพูดซิ ทำแบบนี้ไม่รู้เรื่องว่าแปลว่าอะไร เวลาถามก็ตอบด้วยไม่ชอบแบบนี้ไม่รู้เรื่อง” นั่นแหละถึงได้ยินเสียงเธอตอบมา ฟังน้ำเสียง ดูสั่นๆ เสียงเบาๆ และที่สำคัญคือเหมือนพูดไม่ชัดฉันค่อยๆประมวลอาการที่ผ่านมา เออเปลี่ยนไปเยอะเลย จากคนที่ช่างพูด หัวเราะเสียงดัง ชอบออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านบ่อยๆ แต่กลับเป็นว่าวันๆ หนึ่งไม่ออกไปไหนนั่งห้อยเท้าอยู่บนแต่บนเก้าอี้ดูโทรทัศน์ ไม่ค่อยพูด สีหน้าเรียบเฉยเดินช้าลงแถมดูสั่นๆ พิกล แถมยังไม่ค่อยยอมทำอะไรเองแม้แต่จะกินข้าวยังต้องให้คนอื่นมาจัดเตรียมให้
จากประสบการณ์ในการทำงานที่ผ่านมาฉันจึงตัดสินใจพาเธอไปตรวจกับแพทย์อายุรกรรมทางสมองหลายครั้งคุณหมอส่งตรวจMRI พบว่าเธอมีสมองฝ่อบริเวณสมองน้อย ทำอะไรไม่ได้ต้องดูแลตามอาการ แนะนำให้พยายามออกกำลังกาย ทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองให้มากที่สุดเพื่อชะลออาการไม่ให้เสื่อมไว เมื่อกลับมาบ้านฉันก็ได้ให้หลานชายช่วยทำราวจับสำหรับเดิน ข้างบ้านด้านนอกเพื่อให้เธอเดินออกกำลังกายตามที่หมอแนะนำ แต่เธอไม่ยอมทำเลยราวที่ทำไว้มีฝุ่นจับและขี้จิ้งจกเต็มไปหมด แม้ว่าฉันและพี่ชายจะช่วยกันพูดให้กำลังใจเท่าไรก็ไม่เป็นผล วันหนึ่งเธอบอกว่าไม่มีแรงเดินช่วยซื้อรถเข็นให้ที่ ฉันบอกให้รอนิดหนึ่งเดี๋ยวให้น้องดูแบบเบาๆ มาให้จะได้ไม่ต้องออกแรงหมุนล้อเยอะเธอพยักหน้ารับ แต่วันรุ่งขึ้นเธอให้หลานชายไปซื้อมาแล้วเป็นรถเข็นทั่วไปแบบที่ใช้เข็นคนไข้ในโรงพยาบาลเห็นแล้วอดหงุดหงิดไม่ได้ ทุกวันฉันต้องจัดหาอาหารไปให้เธอ 3 มื้อโดยพาไปจากบ้านพี่สาว ทุกวันที่ทำแบบนี้อดคิดไม่ได้ว่าตอนที่เธอปกติดีเธอไม่เคยสนใจช่วยเหลืออะไรพี่สาวเลย สนใจแต่เรื่องของตัวเอง ใครจะเจ็บป่วยยังไงก็ไม่เคยไปช่วยเหลือดูแล แล้วทำไมตอนนี้พวกเราต้องมาดูแลเธอ ความรู้สึกอึดอัด หงุดหงิดมีอยู่ตลอดเวลาที่ต้องทำให้เธอ ต่อมาเธอไม่ยอมอาบน้ำบอกว่าไม่มีแรงจะให้ฉันอาบให้แต่ฉันปฏิเสธ บอกให้เธอพยายามไปอาบเองเพราะอยากให้เธอได้ทำกิจวัตรประจำวันเองให้ได้มากที่สุด เธอใช้รถเข็นที่ซื้อมาได้ประมาณ 1 ปีก็เริ่มบ่นว่าเหนื่อยไม่มีแรงหมุนจึงขอให้ซื้อรถเข็นไฟฟ้าให้เพื่อไม่ต้องออกแรงมาก ฉันก็บอกให้รอก่อนจะให้น้องดูแบบดีๆ ทนๆ ให้และราคาไม่แพงมากนัก เนื่องจากเธอไม่มีรายได้เงินเก็บหลังจากที่สามีเสียไปแล้วมีเท่าไรไม่ทราบจะพอใช้ตลอดช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ไหม ฉันก็อยากให้เธอประหยัดเงินเพื่อเก็บไว้ใช้ดูแลตัวเองเพราะต่อไปค่าใช้จ่ายต่างๆ จะตามมาอีกแน่นอน เช่น ค่าแพมเพิสที่ต้องใช้แน่ๆ แต่เธอไม่ฟังฉันเธอให้หลานไปซื้อทันทีในวันรุ่งขึ้น ทุกวันนี้ฉันได้ยินเสียงรถเข็นไฟฟ้าของเธอทุกวันเสียงปี๊ดๆๆๆ สั้นบ้างยาวบ้าง ต่อมาเธอเริ่มควบคุมอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ อาบน้ำเองไม่ได้ฉันจึงต้องอาบน้ำให้ทุกวัน และเริ่มรับประทานอาหารลดลงเหลือ มื้อเช้ากับกลางวัน เธอบอกว่าไม่หิวมื้อเย็นดื่มนมกล่องเดียว และฉันสังเกตว่าเธอชอบกินของหวานมากขึ้น
ทุกวันนี้ฉันก็ยังต้องดูแลเธอทั้งการจัดหาอาหารขนมไปให้ อาบน้ำซักผ้า ล้างจานชามและอื่นๆ แต่ฉันก็ทำใจยอมรับเธอไม่ได้ทั้งหมดถึงแม้เราจะเป็นพี่น้องกัน บางครั้งก็สงสาร บางครั้งก็อึดอัดหงุดหงิดไม่อยากทำให้เมื่อคิดถึงสิ่งที่เธอเคยทำไว้ แต่ก็พยายามคิดว่าคนไข้เรายังทำให้ได้เลย นี่เขาก็เป็นคนไข้คนหนึ่งทำไมเราจะทำให้ไม่ได้ ความรู้สึกขัดแย้งนี้จะคงอยู่กับฉันตลอดไปใช่ไหม



