เตรียมตัวส่งน้องกลับดาวแบบเข้าใจ : ชีวาภิบาล Sharing Practice ซีซั่น 2 ครั้งที่ 5
ผู้เขียน: ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ
เมื่อสัตว์เลี้ยงคือสมาชิกครอบครัว การดูแลเอาใจใส่จึงทอดยาวทั้งช่วงเวลาเจ็บป่วย ชรา และวาระสุดท้ายของชีวิต มิต่างอะไรกับสมาชิกครอบครัวที่เป็นมนุษย์ มองอีกมุม การดูแลน้องสี่ขาสุดรักในวาระสุดท้าย ก็เปรียบเสมือน “การซ้อม” หรือ “จำลอง” การดูแลบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัวนั่นเอง
เวทีเสวนา Sharing Practice ครั้งที่ 5 ในหัวข้อ “Pet Palliative Care เตรียมตัวส่งน้องกลับดาวแบบเข้าใจ” รวมประสบการณ์ตรงอันเข้มข้นและทรงคุณค่าจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ที่เปรียบเสมือนแผนที่แห่งความเข้าใจและเข็มทิศแห่งกำลังใจ ให้กับเจ้าของทุกคนที่กำลังดูแลสมาชิกสี่ขาอันเป็นที่รักในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต
เน้นคุณภาพชีวิตและการดูแลครบทุกมิติ
สพ.ญ.วิลาสินี ภุมรินทร์ หรือหมอซอ เป็นสัตวแพทย์ผู้บุกเบิกด้านการดูแลแบบประคับประคองในสัตว์เลี้ยงจาก Petterium Wellness Center หมอซอไม่ได้เพียงแค่ให้ยาเพื่อรักษาโรค แต่เธอมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “คุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด” ให้กับสมาชิกสี่ขาในวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อให้ทั้งสัตว์เลี้ยงและผู้ดูแลก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการสูญเสียไปได้อย่างสงบและงดงามที่สุด
หมอซอเคยเผชิญกับช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจในวาระสุดท้ายในสัตว์เลี้ยงของตัวเอง และเกิดคำถามในใจว่าสิ่งที่ทำไปตามหลักการแพทย์นั้น เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ “หัวใจ” ของสัตว์เลี้ยงและตัวเธอเองแล้วหรือไม่ แรงบันดาลใจนี้ทำให้เธอเข้าสู่โลกของการดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care ซึ่งมีนิยามเดียวกับการดูแลในคน คือการดูแลทั้ง ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสังคม
“การรักษาแบบประคับประคองไม่ใช่แค่เรื่องของชีวิต แต่เราเน้นที่คุณภาพชีวิต ทั้งกายและใจของเขาสิ่งสำคัญคือการทำให้เขามีความสุขที่สุดในวาระสุดท้าย”
…สพ.ญ. วิลาสินี…
หมอซอเน้นย้ำว่า การรักษาแบบประคับประคองไม่ใช่การ “ละทิ้ง” การรักษา แต่เป็นการเปลี่ยนจุดโฟกัส จากการมุ่งหวังให้โรคหายขาด มาเป็นการทำให้สัตว์เลี้ยงมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด การดูแลนี้สามารถทำควบคู่ไปกับการรักษาหลักได้ โดยไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่าต้องหยุดรักษาอย่างหนึ่งเพื่อเริ่มอีกอย่างหนึ่ง แต่เป็นการค่อยๆ ปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของน้องในขณะนั้น
ทั้งนี้การพิจารณาว่าสัตว์เลี้ยงป่วยในระยะสุดท้ายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลเลือดหรือการตรวจร่างกาย แต่บ่อยครั้งเจ้าของมักจะเห็นและรู้สึกได้ดีกว่าหมอ ผ่านแววตาและท่าทีที่แสดงออกว่า “ไม่สู้แล้ว” ซึ่งเป็นสัญญาณที่เครื่องมือใดๆ ก็ไม่อาจวัดได้
กระบวนการทำงานของหมอซอเริ่มต้นด้วยการประชุมครอบครัวของผู้เลี้ยง หรือ Family Meeting เธอเชื่อว่าผู้ดูแลคือส่วนหนึ่งของครอบครัวสัตว์เลี้ยง และความต้องการของผู้เลี้ยงก็มีความสำคัญเท่าๆ กับตัวสัตว์ หมอซอสนับสนุนให้สัตว์เลี้ยงได้กลับไปใช้ชีวิตช่วงท้ายที่บ้าน เพราะโรงพยาบาลอาจให้การดูแลทางกายได้ดีที่สุด แต่สังคมและจิตใจของสัตว์เลี้ยงจะได้รับการเติมเต็มเมื่อได้กลับไปอยู่ในที่ที่คุ้นเคย ได้ยินเสียงและได้รับสัมผัสจากคนที่รัก
บทบาทของหมอซอไม่ได้หยุดอยู่แค่การรักษาสัตว์เลี้ยง แต่ยังครอบคลุมไปถึงการดูแลใจเจ้าของ เธอสังเกตเห็นว่าในระยะวิกฤต เจ้าของมักจะทุ่มเทจนลืมดูแลตัวเอง อดนอน หรือมีความเครียดสะสม หมอซอจึงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา คอยเตือนสติ และช่วยให้เจ้าของยอมรับความจริงของชีวิตเพื่อให้ “ไม่ติดค้าง” ในใจภายหลัง
หมอซอฝากข้อความถึงผู้ดูแลสัตว์เลี้ยงทุกคนว่า “อยากให้ผู้ดูแลอยู่กับปัจจุบัน” เพราะสัตว์เลี้ยงใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันเสมอ อดีตที่ผิดพลาดคือบทเรียน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้วันนี้เขามีความสุขที่สุด ความสำเร็จของการดูแลในมุมมองของหมอซอ คือการที่ได้เห็นเจ้าของที่เคยสูญเสีย สามารถเปิดใจรับสมาชิกใหม่เข้ามาดูแลต่อได้ นั่นแสดงว่าเขาผ่านพ้นความโศกเศร้าและมีความภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ผู้ส่งสารอย่างเต็มภาคภูมิ
สำหรับประเด็นที่ยากที่สุดของสัตวแพทย์และเจ้าของอย่างการการุณยฆาต หรือการฉีดยาให้หลับอย่างสงบ หมอซอมองว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องรีบตัดสินใจ แต่เป็นทางเลือกสุดท้าย หากการดูแลประคับประคองทุกวิถีทางไม่สามารถควบคุมความเจ็บปวดได้แล้ว แต่เธอมักแนะนำให้พยายามประคับประคองจนถึงที่สุดก่อน เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นการตัดสินใจที่เจ้าของไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วและยอมรับได้ และปราศจากความรู้สึกติดค้าง จะได้ไม่รู้สึกผิดในภายหลัง
ทูนหัวของบ่าว…ชวนส่งน้องกลับดาวอย่างอ่อนโยน
คุณนัชญ์ ประสพสิน ผู้บุกเบิกบ้านพักพิงแมวจรแบบครบวงจรแคทสเตอร์ (Catster) และแอดมินเพจ ทูนหัวของบ่าว เป็นผู้ที่คลุกคลีอยู่กับชีวิตและความสูญเสียของสัตว์เลี้ยงมานับไม่ถ้วน ตลอดระยะเวลา 10 ปีในการดูแลแมวจรที่หาบ้านไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักมีโรคติดตัวหรือเข้าสู่วาระสุดท้ายด้วยโรคเสื่อมตามวัย เธอกลั่นกรองประสบการณ์เหล่านั้นจนกลายเป็นปรัชญาการดูแลแบบประคับประคองที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความเข้าใจ
คุณนัชญ์บอกว่าจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดจากการสูญเสียแมวที่รักในอดีต ซึ่งเธอพยายามรักษาอย่างเต็มที่ด้วยการเจาะน้ำในปอด แต่ผลที่ได้คือความเจ็บปวดและการจากไปอย่างกะทันหัน ประสบการณ์นั้นทำให้เธอหันมาศึกษาเรื่องการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ซึ่งเธอพบว่ามันคือทางเลือกที่ช่วย “เซฟทั้งใจคนและเซฟทั้งตัวแมว” โดยมุ่งเน้นการลดความเจ็บปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตแทนการยื้อชีวิตที่แลกมาด้วยความทุกข์ทรมาน
คุณนัชญ์เชื่อมั่นว่าหากเป็นไปได้ วาระสุดท้ายควรเกิดขึ้นที่บ้าน ไม่ใช่โรงพยาบาล เพื่อให้พวกเขาได้อยู่ในที่ที่คุ้นเคย ได้ตากแดดอุ่นๆ และมีเพื่อนแมวคอยเลียหัวปลอบโยน คุณนัทมักจะสื่อสารกับแมวเหมือนเขาเป็นคน คอยถามเขาว่า “สู้ไหม” และเฝ้าสังเกตสัญญาณต่างๆ เช่น “กลิ่นยูเรีย” หรือ “ภาวะฮึดสุดท้าย” เพื่อเตรียมใจส่งเขากลับดาวด้วยความสงบ
บทเรียนจากการดูแล “เสือขาว” แมวนักสู้ที่ผ่านการผ่าตัดนับครั้งไม่ถ้วนจนกระทั่งแก่ตาย สอนให้คุณเธอรู้ว่าในระยะท้าย “ความสุขจากการกิน” สำคัญกว่าอาหารทางการแพทย์ เธออนุญาตให้แมวที่ป่วยในระยะท้ายได้กินสิ่งที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นปลาทูนึ่ง หรือขนมแมวเลีย เพราะการทำให้เขามีแรงและมีความสุขเล็กๆ น้อยๆ คือสิ่งที่มีค่าที่สุด
“จงภูมิใจเถอะที่คุณเลี้ยงเขาจนแก่ วันหนึ่งทุกคนต้องตาย หากเราทำดีที่สุดตั้งแต่วันแรกที่อยู่ด้วยกัน เราจะไม่มีอะไรต้องติดค้างหรือโทษตัวเองเมื่อวันนั้นมาถึง…บางครั้งการที่เขาจากไปคือเรื่องน่ายินดี เพราะเขาไม่ต้องทนกับความเจ็บปวดอีกต่อไป มันคือการปิดสวิตช์ร่างกายเพื่อให้เขาไปสู่ความสงบจริงๆ”
คุณนัชญ์ยังสร้างคุณค่าให้กับการสูญเสียด้วยการส่งร่างของแมวที่จากไป โดยเฉพาะเคสโรคหายากหรือมะเร็ง ไปเป็น “อาจารย์ใหญ่” ให้นักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์ให้กับวงการแพทย์ แต่ยังเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เลี้ยงรู้สึกภาคภูมิใจว่า แม้ชีวิตจะดับลงแต่คุณค่าของเขายังคงอยู่สืบไป
ในฐานะผู้ก่อตั้งสถานดูแลแมวจร ในตอนท้าย คุณนัชญ์ให้กำลังใจคนรักสัตว์ทุกคนว่า การได้เป็นคนเปลี่ยนชีวิตสัตว์ตัวหนึ่ง จากสัตว์ที่ไม่มีใครรักสู่การมีบ้านที่อบอุ่นจนนาทีสุดท้าย คือสิ่งที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้แล้ว
พลังแห่งดอกไม้แบบบาค ประคองใจน้องสี่ขาและผู้ดูแล
ชวณัฏฐ์ ล้วนเส้ง ผู้ก่อตั้ง Art of Living พื้นที่เรียนรู้ศิลปะของการดำเนินชีวิต ได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการเยียวยาสัตว์ป่วยระยะท้ายด้วย “พลังงานธรรมชาติ” ผ่านศาสตร์การบำบัดด้วยดอกไม้ของบาค (Bach Flower Remedy) ซึ่งเป็นทางเลือกที่อ่อนโยนในการประคับประคองใจทั้งสัตว์เลี้ยงและผู้ดูแลในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน
คุณชวณัฏฐ์เป็นสถาปนิกที่ทำงานร่วมกับชุมชนชายขอบทั่วเอเชีย แต่ด้วยความสนใจส่วนตัวเรื่องธรรมชาติบำบัดจากการที่ตนเองเป็นคนแพ้ยาง่าย เขาจึงเริ่มศึกษาศาสตร์การแพทย์องค์รวมอย่างโยคะ การแพทย์โฮมีโอพาธี และสนใจลงลึกในเรื่องการบำบัดด้วยดอกไม้แบบ Bach Flower Remedy จนไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ เขาเชื่อว่าสภาวะสมดุลทางจิตใจและอารมณ์ที่สงบจะส่งผลโดยตรงต่อภูมิคุ้มกันและสุขภาวะทางร่างกาย ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับ นพ.เอ็ดเวิร์ด บาค ผู้คิดค้นศาสตร์นี้
คุณชวณัฏฐ์เคยนำศาสตร์นี้มาใช้กับแมวจรชื่อ “มุแง” จากแมวที่เคยขี้กลัวและผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจ เขาใช้ Bach Flower Remedy ปรับสมดุลอารมณ์จนเห็นผลชัดเจน และเมื่อถึงช่วงที่มุแงป่วยหนักจนเกือบจะจากไป เขาก็ได้ใช้ศาสตร์นี้ร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ จนมุแงสามารถกลับมาแข็งแรงและใช้ชีวิตต่อไปได้อีกครั้ง ประสบการณ์นี้ทำให้เขามั่นใจในพลังของธรรมชาติที่ช่วยประคองดวงจิตให้มั่นคง
คุณชวณัฏฐ์อธิบายว่า Bach Flower Remedy คือการใช้พลังงานแรงสั่นสะเทือนจากดอกไม้ป่า 38 ชนิดมาปรับสมดุลอารมณ์ โดยไม่มีผลข้างเคียงและปลอดภัยสำหรับสัตว์ที่ป่วยหนักหรือใกล้เสียชีวิต สำหรับสัตว์เลี้ยงที่ป่วยระยะท้าย เขาแนะนำตำรับที่สำคัญ เช่น
- วอลนัท ช่วยในการ “เปลี่ยนผ่าน” จากการมีชีวิตไปสู่การจากลา เพื่อให้เขาเปิดรับการเดินทางครั้งใหม่ได้อย่างสงบ
- เกาลัดยุโรป (Sweet Chestnut) สำหรับสภาวะที่ทุกข์ทรมานหรือสิ้นหวังถึงขีดสุด ช่วยให้เข้าถึงความสงบภายในจิตวิญญาณ
- มะกอก (Olive) ช่วยเยียวยาสัตว์ที่เหนื่อยล้า หมดแรงจากการต่อสู้กับโรคมานาน
- ปีบฝรั่งหรือดวงดาวแห่งเบธเลเฮม (Star of Bethlehem) ช่วยรักษาบาดแผลทางใจ (Trauma) จากการรักษาที่ยาวนาน
ศาสตร์การบำบัดด้วยดอกไม้ของบาค ทำหน้าที่ “เยียวยาทั้งสองฝั่ง” คือสัตว์เลี้ยงและผู้ดูแล คุณชวณัฏฐ์อธิบายว่าสัตว์เลี้ยงมีความสามารถในการรับรู้และเชื่อมโยงอารมณ์กับผู้เลี้ยงสูงมาก หากเจ้าของเศร้าหรือกังวล สัตว์จะรับพลังงานนั้นไป เขาจึงแนะนำให้ผู้ดูแลใช้ Bach Flower Remedy เช่น ดอกเชสต์นัทแดง (Red Chestnut) เพื่อลดความวิตกกังวลในตัวสัตว์เลี้ยงมากเกินไป เมื่อผู้ดูแลสงบ สัตว์เลี้ยงก็จะรู้สึกปลอดภัยและสงบตามไปด้วย
“อารมณ์ของสัตว์เลี้ยงขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงเสมอ ถ้าเราเศร้าเขาก็เศร้าด้วย การเยียวยาด้วยดอกไม้จึงเป็นการดูแลใจทั้งคนและสัตว์ไปพร้อมกัน” คุณชวณัฏฐ์กล่าว
คุณชวณัฏฐ์กล่าวว่า การดูแลสัตว์เลี้ยงในวาระสุดท้ายคือบทเรียนทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ เขาเชื่อว่าคนเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้เรื่องความรักผ่านการใช้ชีวิตและการเลี้ยงสัตว์ แม้ปลายทางคือความตายที่เป็นความจริงของธรรมชาติ แต่การใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ การแสดงออกซึ่งความรักและความกรุณาต่อกันในปัจจุบัน จะช่วยให้เราสามารถเผชิญกับการจากลาได้โดยไม่ต้องมีสิ่งติดค้างในใจ
“เราเกิดมาเพื่อเรียนรู้เรื่องความรักผ่านการเลี้ยงสัตว์ ปลายทางคือความตายที่รออยู่ แต่สิ่งที่มีตอนนี้คือการใช้ความรักแสดงออกต่อกันโดยไม่ต้องเสียใจภายหลัง”
เขาเน้นย้ำว่าการเยียวยานี้คือ “ศิลปะ” ที่ต้องอาศัยการเฝ้าสังเกตและใช้หัวใจในการนำพาพลังงานแห่งธรรมชาติไปสู่เพื่อนรักสี่ขาของเราในนาทีสุดท้ายของชีวิต
บทส่งท้าย การดูแลประคับประคอง คือการแสดงความรักครั้งสุดท้ายต่อเพื่อนสี่ขา
จากเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์จะเห็นว่า การดูแลสัตว์เลี้ยงแบบประคับประคองไม่ได้ส่งผลดีต่อตัวสัตว์เท่านั้น แต่ส่งผลเชิงบวกต่อจิตใจของผู้เลี้ยงในหลายมิติ เช่น
- การลดความรู้สึกผิดและติดค้างในใจ การดูแลอย่างเต็มที่ตามกำลังและด้วยความเข้าใจช่วยให้ผู้เลี้ยง “ไม่ติดค้าง” เมื่อสัตว์จากไป ผู้เลี้ยงจะมีความภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย
- การตระหนักถึงการดูแลตนเอง กระบวนการนี้ช่วยเตือนสติให้ผู้ดูแลกลับมาสำรวจจิตใจของตนเอง ไม่ให้ถลำลึกไปกับความทุกข์จนลืมดูแลสุขภาพกายและใจของตน ซึ่งศาสตร์อย่าง Bach Flower Remedy ก็ถูกนำมาใช้เพื่อปรับสมดุลอารมณ์ของผู้เลี้ยงที่ต้องเผชิญกับความกังวลและความเศร้าโศกไปพร้อมกับสัตว์เลี้ยง
- ความเข้มแข็งและการเติบโตทางจิตวิญญาณ ประสบการณ์การสูญเสียที่ผ่านการเตรียมตัวมาอย่างดีช่วยให้ผู้เลี้ยงมีความแข็งแกร่งขึ้น และมองเห็นคุณค่าของชีวิตผ่านการเรียนรู้เรื่องความรักและความกรุณาผ่านการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ
- ความพร้อมในการส่งต่อความรัก ความสำเร็จของการดูแลสัตว์เลี้ยงในมุมมองของสัตวแพทย์คือ ผู้เลี้ยงสามารถก้าวข้ามความเศร้าและพร้อมที่จะรับสมาชิกใหม่มาดูแลต่อได้ โดยไม่ปล่อยให้ความสูญเสียครั้งก่อนกลายเป็นบาดแผลที่ปิดกั้นการเริ่มต้นใหม่
- “ห้องเรียนจำลอง” สู่การดูแล “คนในครอบครัว” แท้จริงแล้วการดูแลแบบประคับประคองของสัตว์เลี้ยงและคนอันเป็นที่รักอยู่บนหลักการและวิถีปฏิบัติเดียวกัน กล่าวคือ การเน้นที่คุณภาพชีวิต และการดูแลแบบองค์รวม ทั้งทางกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสังคม การดูแลสัตว์เลี้ยงในวาระสุดท้ายจึงเปรียบเสมือน “ห้องเรียนจำลอง” ที่ฝึกให้ผู้เลี้ยงเข้าใจสัจธรรมของชีวิต เตรียมใจรับมือกับการสูญเสีย และเรียนรู้วิธีการประคับประคองหัวใจของตนเองและคนรอบข้างด้วยความรักและความเข้าใจ
ช่องทางการติดต่อและแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
- คุณนัชญ์ ประสพสิน ติดตามเรื่องราวของน้องแมว และสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดูแลผ่านการอุดหนุนสินค้าเพื่อสังคม ได้ที่เพจ Catster by Kingdomoftigers (Facebook, IG, TikTok, X)
- คุณชวณัฏฐ์ ล้วนเส้ง ติดตามข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับ Bach Flower Remedies และกิจกรรม Workshop ต่างๆ ได้ที่ Facebook เพจ Art of Living
- สพ.ญ. วิลาสินี ภุมรินทร์ (หมอซอ) ติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาหรือนัดหมายด้านการดูแลแบบประคับประคองได้ที่ Petterium Wellness Center



