ผู้เขียน อุมาพร ชุนฬหวานิช
“ฉันต้องหาเลี้ยงเองทั้งบ้านแหละ ฉันไม่พามาก็ไม่มีใครพามา” เป็นประโยคคุ้นเคยที่ฉัน ในฐานะนักสังคมสงเคราะห์ได้ยินจากคุณยายจวน วัยเกือบเก้าสิบปีเป็นประจำทุก ๆ สองสามเดือน ยายจวนคือผู้หญิงแกร่งที่ทำหน้าที่พาหลานสองคนมาหาหมออย่างต่อเนื่อง เพราะหลานทั้งสองคนป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาและรับยาอย่างต่อเนื่อง
ภาพที่เจ้าหน้าที่หลายแผนกคุ้นตาคือยายจวนที่เดินหลังโก่ง ตามหลังหลานทั้งสองคนที่เดินนำหน้าโดยไม่เคยรอเลยสักครั้ง จากห้องตรวจเด็กไปแผนกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผนกเจาะเลือด แผนกรับยา รวมถึงแผนกสังคมสงเคราะห์ด้วย จากภาพในวันนั้นที่เจ้าหน้าที่เห็นเป็นประจำคือจะเห็นหลานตัวน้อย ๆ วัยห้าหกขวบเดินนำอย่างสดใส มาถึงวันนี้ภาพที่เห็นคือยายจวนตัวเล็ก ๆ ค่อย ๆ เดินตามหลังหลานที่โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว แต่ยังเดินไม่รอยายเหมือนเคย
ยายจวนดูแลหลานทั้งสองคนมาตั้งแต่แบเบาะ เพราะหลาน ๆ ไม่มีพ่อแม่คอยดูแลเหมือนเด็กคนอื่น ๆ ด้วยความรักและความเป็นห่วงสุดหัวใจ ยายจวนจึงมีความหวังว่าการรักษาจะทำให้หลานหายดีและใช้ชีวิตได้เหมือนเด็กทั่วไป ทำให้หลานทั้งสองคนจึงไม่เคยขาดการรักษา อาจจะมีผิดนัดบ้าง แต่ก็น้อยครั้งมาก
จนกระทั่งช่วงต้นปี 2568 ฉันเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของครอบครัวยายจวน เนื่องจากหลาน ๆ ผิดนัดนานเป็นเดือนและขาดการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ไป ยายจวนที่มักจะพาหลานมาหาหมอประจำกลับเงียบหายไป ฉันจึงประสานงานกับแผนกตรวจของเด็กทั้งสองคน และพบว่าครั้งนี้เป็นการขาดนัดที่ยาวนานที่สุด สิ่งที่ทีมงานเป็นห่วงนอกเหนือจากเด็ก ๆ ก็คือสุขภาพของยายจวนเอง เพราะด้วยวัยที่ร่วงโรยมากแล้ว
ฉันจึงประสานงานไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพื่อขอให้ช่วยติดตาม เพราะเด็ก ๆ ขาดการรักษามาหลายเดือนและยาที่ได้รับไปน่าจะหมดแล้ว ไม่นานเราก็ได้ข้อมูลว่า ตาแบน สามีของยายจวนเสียชีวิต หลังจากนั้นครอบครัวเริ่มมีปัญหามากขึ้น จากเดิมที่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะตาแบนและยายจวนที่เป็นผู้สูงอายุต้องดูแลหลานในวัยเรียนหลายคน
ปัญหาหลักตอนนี้คือตาแบนที่เคยเป็นเสาหลักของบ้าน เป็นคนจัดการทุกอย่าง ทั้งรับจ้างทำงานและติดต่อเช่ารถเพื่อพาหลานมาโรงพยาบาลในแต่ละครั้งเสียชีวิต ทำให้ไม่มีคนติดต่อรถและพามาโรงพยาบาล ประกอบกับมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพราะยายจวนไม่มีรายได้หลักและต้องหยุดพักรักษาตัว รายได้ที่มีมาจากเบี้ยผู้สูงอายุเท่านั้น รวมถึงหลานทั้งสองที่โตเป็นหนุ่มสาวแล้วเริ่มไม่อยากมาโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการป่วยอีก
ยายจวนที่เพิ่งสูญเสียสามีที่อยู่ด้วยกันมาเกินกว่าหกสิบปีอยู่ในช่วงเสียใจ แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลชุมชนได้ลงพื้นที่ไปพูดคุย และนักสังคมสงเคราะห์ได้อยู่ในสายโทรศัพท์ด้วย ก็ได้ยินเสียงยายจวนพูดถึงความกังวลเรื่องที่หลานขาดการรักษา “พ่อบ้านไม่อยู่แล้ว ฉันก็ทำอะไรลำบาก เดินเหินไม่ค่อยสะดวก หลานสองคนมันก็ดื้อ ติดเพื่อน ไม่ค่อยอยู่บ้านกัน กลับมารอบนี้ ฉันเห็นมันกินยาแล้วอ้วก มันก็เลยไม่กิน” ยายจวนเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ปัญหาของตัวเอง และปัญหาที่หลานทั้งสองเริ่มไม่เชื่อฟัง เสียงของยายยังคงเป็นคุณยายที่คุยเก่ง เล่าเรื่องได้เยอะ และน้ำเสียงที่แสดงความห่วงหลานก็ยังชัดเจนเหมือนเดิม
เมื่อได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจเรื่องการรักษาของเด็ก ๆ แล้ว สิ่งที่ยายจวนบอกกับเจ้าหน้าที่คือ “ฉันจะพาทั้งสองคนไปโรงพยาบาลอีกให้ได้ ฉันต้องพาไป เดี๋ยวฉันนี่แหละจะพาไปเอง” น้ำเสียงที่สั่น ๆ ตามวัย แม้ร่างกายของยายจวนจะอ่อนแรงลงทุกวัน แต่หัวใจของยายจวนนั้นยังคงเต็มไปด้วยความรักและความหวัง ความรักที่ไม่ยอมแพ้ของยายจวนคือแสงสว่างที่ส่องนำทางให้หลานและครอบครัวได้เดินต่อไป ความมุ่งมั่นของยายจวนเป็นเครื่องยืนยันว่า ตราบใดที่ยังมีรักและความหวังอยู่เสมอ ชีวิตก็จะมีทางออกให้ก้าวเดินต่อไป



