ผู้เขียน สุมาลี แซ่เตีย
แม่เป็นผู้หญิงจีนผิวขาวร่างท้วมที่เกิดในไทย แม้จะเรียนแค่ชั้นป. 4 แต่ฉันก็รู้ว่าแม่เป็นผู้หญิงที่ฉลาดและทันสมัยจากความคิดอ่านและวิธีการสอนลูก ๆ แม่อ่านออกเขียนได้ทั้งภาษาจีนและไทย นอกจากฉลาดแล้ว ฉันรู้ว่าแม่เป็นคนที่อดทนมากด้วย สมัยฉันเป็นเด็ก แม่ทำงานเย็บผ้าโหลและเป็นแม่บ้านดูแลลูก 4 คน ส่วนพ่อก็ทำงานเป็นช่างไม้ พ่อมาจากเมืองจีนและมีบุคลิกภาพของชายจีนร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นคือ ขยันทำงาน พูดเสียงดัง และไม่ค่อยแสดงความรู้สึก พ่อเป็นโรคชราและเสียชีวิตไป 10 ปีแล้ว ก่อนพ่อเสียไม่กี่ปีแม่ก็เริ่มอ่อนแรงและเดินไม่ได้ หมอบอกว่าแม่เป็นโรคกระดูกพรุน ต่อมากระดูกสันหลังคดจนต้องผ่าตัดเพื่อใส่เหล็กเข้าไปดามไว้ ระหว่างที่พักฟื้นหมอพบว่าแม่เป็นพาร์กินสันด้วย และปีนี้เองที่อาการของแม่เริ่มเสื่อมลงมาก แม่พูดน้อยมาก บางวันไม่พูด พูดเป็นคำ หรือแค่พยักหน้า แม่หลับมากขึ้น ขนาดตอนกินข้าวแม่ก็หลับได้ แถมยังมีอาการเกร็งมากขึ้น แม่กำหมัดเกร็งทั้งในขณะที่ตื่นและหลับ พอทานยาก็ดีขึ้นสักหนึ่งหรือสองชั่วโมง แล้วก็กลับมาเกร็งใหม่ ทุกวันนี้สิ่งที่แม่ยังทำได้ด้วยตนเองก็คือการเคี้ยวและกลืนอาหาร แม้จะช้ามากก็ตาม
ฉันผู้เป็นพี่สาวคนโตและน้องชายคนกลางเป็นผู้ดูแลหลักของแม่ เราทำงานประจำกันทั้งคู่ แต่ต้นปีนี้ฉันลาออกจากงานประจำทำให้มีเวลาอยู่บ้านมากขึ้น นอกจากดูแลแม่แล้ว ฉันทำวิทยานิพนธ์ และงานอื่น ๆ ไปด้วย แต่การทำกิจวัตรดูแลผู้ป่วยนาน ๆ อย่างการป้อนอาหาร ป้อนยา เช็ดตัว ทำความสะอาดร่างกาย พลิกตัว และทำกายภาพบำบัด ทำให้ฉันหงุดหงิดง่าย พูดเสียงดังกับแม่ ในขณะที่ใจรู้สึกผิด ฉันขอโทษแม่ แต่พอนานไปก็เผลอกลับไปทำอีก โดยเฉพาะในช่วงที่ตนเองมีภารกิจหลายอย่าง ทั้งที่แม่เป็นผู้สูงอายุที่ดูแลง่ายเมื่อเทียบกับพ่อแม่ของเพื่อน ๆ หลายคน เพราะแม่เป็นคนที่อดทนมากตามแบบฉบับผู้หญิงจีนยุคโบราณ แม่เลือกที่จะละเลยตนเองเพื่อให้ลูกหลานสบาย จนหลายครั้งฉันรู้สึกสงสารแม่และอยากให้แม่พูดออกมาบ้างว่าอยากได้อะไร
เมื่อฉันหงุดหงิดบ่อยขึ้นจึงคิดว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ ฉันจึงกลับมาให้ความสำคัญกับการดูแลใจตนเองมากขึ้น ฉันใส่ใจอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์มากขึ้น และอธิษฐานขอพระเจ้าช่วยเปลี่ยนให้ฉันเป็นผู้ดูแลที่รักแม่มากขึ้น หลังจากนั้นไม่นานน้องชายคนเล็กขอให้ฉันไปช่วยดูหลานวัยไม่ถึงขวบให้เนื่องจากเขาติดประชุมออนไลน์ที่สำคัญมาก เขากลัวว่าถ้าลูกตื่นอาจจะทำให้กระทบการประชุมได้ ฉันดีใจที่จะได้ไปเยี่ยมหลาน
เมื่อฉันไปถึงบ้านน้องชาย ฉันเห็นเขาเตรียมคอมพิวเตอร์และไอแพดที่มีภาพกล้องวงจรปิดในห้องนอนลูกวางไว้ที่โต๊ะทานข้าว เมื่อเตรียมอุปกรณ์เสร็จเขาก็แกะกล่องไก่ย่างเจ้าดัง ผัดเผ็ดปลาดุก และข้าวสวยที่ฉันซื้อไปฝากออกใส่จานเตรียมไว้ จากนั้นก็เริ่มนั่งกินข้าวกลางวันในขณะที่ดูฉันเล่นกับลูกสาวคนเดียววัย 10 เดือนของเขา เมื่อเขากินเสร็จลูกสาวเขาก็เริ่มเหนื่อยและง่วงพอดี พอเธอกางแขนออก พ่อก็รู้ทันทีว่าเธอพร้อมจะนอนแล้ว พ่อเดินอุ้มเจ้าหญิงน้อยเข้าห้องนอนที่มีฟูกขนาดใหญ่และย่อมวางต่อกันที่พื้นจนเกือบเต็มห้อง เขาปิดไฟและบรรจงวางลูกไว้บนฟูกนั้น แล้วเอาขวดนมให้ลูกดื่ม เมื่ออิ่มแล้วลูกพลิกตัวนอนในท่าคว่ำแต่หันหัวออกมาทางที่พ่อนั่งอยู่ พ่อเลื่อนม่านกรองแสงให้เข้าที่ เอามือตบก้นเด็กน้อยเบา ๆ เหมือนย้ำเตือนให้ลูกมั่นใจว่าพ่ออยู่ตรงนี้เสมอ ไม่ต้องกลัวอะไร เมื่อเจ้าหญิงของเขาหลับแล้ว เขาก็เอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มที่อยู่ข้าง ๆ มาคลุมมาถึงท้ายทอยลูกที่กำลังหลับผล็อย แล้วก็ค่อย ๆ เดินออกจากห้องเพื่อประชุมออนไลน์
ช่วงเวลาที่ฉันดูน้องชายตบก้นลูกเบา ๆ เหมือนช่วงเวลาอันแสนอัศจรรย์ที่พระเจ้ากำลังยืนยันให้ฉันรับรู้ว่าพระเจ้ารักฉันแค่ไหน พระองค์ทำให้ฉัน “รู้สึก” จริง ๆ ว่าพระองค์ก็รักและดูแลฉันแบบนี้ จริง ๆ ดีกว่านี้อีก เพราะพระองค์รักฉันตั้งแต่ฉันยังไม่รู้จักพระองค์ รักฉันทั้งที่ฉันเป็นคนบาปอยู่ รักฉันทั้งที่ฉันทำสิ่งไม่ดีมากมาย พระเจ้ารักฉันไม่ใช่เพราะฉันดี แต่เพราะพระเจ้าดี ในขณะที่ฉันดูแลแม่ พระเจ้าก็เป็นผู้ดูแลฉัน และยังดูแลแม่ของฉันด้วย พระเจ้าเป็นผู้ดูแลที่แสนดีเลิศ และฉันมอบภาระนี้ไว้กับพระองค์ได้ ฉันคิดถึงคำพูดของพระเยซูที่ว่า
“ใครบ้างในพวกท่านถ้าบุตรขอขนมปังจะให้ก้อนหิน หรือถ้าบุตรขอปลาจะให้งูแก่เขา ถ้าแม้ท่านเองซึ่งเป็นคนชั่วยังรู้จักให้สิ่งดี ๆ แก่บุตรของท่าน พระบิดาของท่านในสวรรค์จะประทานสิ่งดีแก่บรรดาผู้ที่ทูลขอต่อพระองค์ยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด! ฉะนั้นในทุกสิ่งจงทำต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านอยากให้เขาทำต่อท่าน เพราะนี่สรุปสาระของหนังสือบทบัญญัติและหนังสือผู้เผยพระวจนะ” (มัทธิว 7:9-12 – TNCV)
การยืนยันความรักของพระเจ้าทำให้ฉันมีสันติสุขในใจ และมีกำลังใจในการทำภารกิจต่าง ๆ มากขึ้น
ต่อมา ในระหว่างที่ฉันกำลังทำการบ้านงานเขียนเรื่องเล่าการดูแลอยู่ ก็มีข้อความปรากฏในเพจ 365promises ที่ฉันอ่านอยู่บ่อย ๆ ว่า “…I will carry you in My arms just like a father carries his child.” Deuteronomy 1:31 ซึ่งข้อความภาษาไทยฉบับเต็มคือ “และในถิ่นกันดาร ที่นั่นท่านได้เห็นพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านทรงโอบอุ้มท่านดั่งพ่อโอบอุ้มลูกตลอดทางมาจนถึงที่นี่” (เฉลยธรรมบัญญัติ 1:31-TNCV) ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงยืนยันความรักมั่นคงของพระองค์ และทรงย้ำว่าพระองค์เป็นคุณพ่อผู้แสนดีที่จะดูแลฉันและคนที่ฉันรักตลอดไปเป็นนิตย์โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ฉันต้องเดินผ่านความยากลำบากอย่างในถิ่นกันดาร ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว พระเจ้าอยู่กับฉันตลอด ขอบคุณพระเจ้าจริง ๆ
และไม่นานนี้เอง ฉันได้ตระหนักว่าแท้จริงฉันรักแม่อยู่แล้ว แต่ฉันไม่ได้รักในเนื้องานที่แสนเหนื่อยหน่ายนั้นต่างหาก โจทย์ของฉันคือทำอย่างไรที่ฉันจะรักภารกิจที่แสนน่าเบื่อนี้ได้ และพระเจ้าก็สอนให้ฉันได้เข้าใจว่า ภารกิจการดูแลผู้อื่นสำหรับฉันก็เหมือนกับการออกกำลังกาย ฉัน “รู้” ว่าออกกำลังกายนั้นดี แต่จริง ๆ ฉันแค่ “ไม่ชอบ” มัน แต่ที่ยังทำอยู่ก็เพราะไม่มีทางอื่นที่จะมาทดแทนการออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรงได้นั่นเอง อย่าให้ความชอบไม่ชอบมากำหนดว่าฉันจะทำหรือไม่ทำอะไร เพราะไม่มีใครทำสิ่งที่ตนเองชอบได้ตลอดเวลา ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันก็เป็นแค่เด็กที่เอาแต่ใจ ฉันจะเป็นคนที่พระเจ้าใช้การได้ได้อย่างไร พระเยซูเองก็ไม่ได้มาบนโลกนี้เพื่อทำตามใจตนเอง ตรงกันข้ามพระองค์เลือกจะทำตามใจพระเจ้าพระบิดาด้วยความเต็มใจต่างหาก และผลที่ตามมาจากการทำตามใจพระเจ้าล้วนเป็นสิ่งดีที่ยั่งยืนและไม่ทำให้พระองค์เสียใจภายหลังด้วย ดังนั้นฉันเองก็ควรจะ “ยอมรับ” และค่อย ๆ “ทำในสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า” ต่อไปด้วยการพึ่งพาพระองค์ทุกวัน แน่นอนจะมีวันที่เหนื่อยและท้อใจในปีเดือนที่จะมาถึง แต่ฉันก็มั่นใจว่าฉันจะผ่านถิ่นกันดารนั้นไปได้เพราะพระเจ้าทรงโอบอุ้มฉันดั่งพ่อที่โอบอุ้มลูกตลอดทางมาจนถึงที่ที่พระองค์จัดเตรียมไว้แน่นอน เพราะพระองค์คือผู้ดูแลที่แสนดีเลิศของฉัน



