ถอดบทเรียน ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ด้วยระบบชีวาภิบาล
ชุมชนนางรองพึ่งพา…บ้านนี้มีรัก”…และกุฏิชีวาภิบาลนางรอง
โดย ดร.ปทมพร อภัยจิตต์
เข้าปีที่ 2 ของชาวอำเภอนางรองที่ได้ดำเนินงานด้านชีวาภิบาลที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม โดยในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 ได้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ประสบการณ์ ชุมชนนางรองพึ่งพา … “บ้านนี้มีรัก” และกุฏิชีวาภิบาล ได้เชิญวิทยากรที่ผ่านประสบการณ์ตรง มาเล่าประสบการณ์ ข้อคิดเห็นจากการได้ดูแลผู้ป่วย ติดเตียง และผู้ป่วยระยะท้าย ด้วยการดำเนินงานตามนโยบายชีวาภิบาล
คำถาม : ประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงระยะท้ายร่วมกับทีมชีวาภิบาลเป็นอย่างไร ได้เรียนรู้อะไรบ้างในครั้งนั้น มีข้อคิดสำหรับผู้อื่นอย่างไร

พระครูศรีปริยัติวิบูลย์
รองเจ้าคณะอำเภอนางรอง
พระครูศรีปริยัติวิบูลย์ ท่านได้เล่าว่า “อาตมาได้ดูแลโยมพ่อ ที่แพทย์ได้ลงความเห็นว่า เป็นโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย อาจมีเวลาอยู่ได้ไม่นาน ได้พูดคุยกับครอบครัว และโยมพ่อ ตกลงกันว่า ขอกลับไปดูแลต่อ ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านที่อำเภอนางรอง โดยไปติดต่อกับทีมประคับประคอง โรงพยาบาลนางรอง รับยาและทีมได้ลงเยี่ยมดูแลต่อเนื่อง ทีมประคับประคองได้ประเมินอาการโยมพ่อ และสอนการใช้ยาจัดการอาการ การดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคล
การใช้เครื่องผลิตออกซิเจนที่ได้นำมาฝึกใช้ กิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยสุขสบายได้พูดคุยเรื่องพินัยกรรมชีวิต โยมพ่อขอเสียชีวิตใกล้ๆ ลูกหลานที่บ้าน เนื่องจากบ้านเกิดโยมพ่ออยู่ที่สกลนคร จึงได้พูดคุยกับโยมพ่อและครอบครัว สรุปขอไปพักที่กุฏิที่อาตมาจำพรรษาที่วัดกลางนางรอง และทีมประคับประคองจะได้ตามเยี่ยมอาการได้ โดยมีน้องสาวอาตมา กับน้องสาวโยมพ่อเป็นผู้ดูแลหลัก กุฏิที่พักก็ใกล้โบสถ์ โดยความปรารถนาในระยะสุดท้ายของโยมพ่อ คือ ขออยู่ได้ยินเสียงธรรมะทุกวัน โยมพ่ออยู่ได้ 9 เดือนได้รับการติดตามเยี่ยมจากทีมประคับประคองอย่างต่อเนื่อง ขณะดูแลอาตมาก็ได้พูดคุยกับทีมพยาบาลที่ออกเยี่ยมในการเตรียมตัวเมื่อโยมพ่อสิ้นชีวิต เตรียมเรื่องการจัดงาน เตรียมซองถวายพระ ปัจจัยอื่นๆ ได้ทำใจไปด้วยร่วมกับญาติพี่น้อง ได้เห็นสังขารที่ร่วงโรย ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น การเตรียมตัวรับมือกับความสูญเสีย
ประสบการณ์ในครั้งนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ที่ได้ดูแลผู้มีพระคุณในช่วงสุดท้ายของชีวิต ได้เห็นปรากฏการณ์ลมหายใจสุดท้ายของโยมพ่อซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่น่าอัศจรรย์
ท่านยังกล่าวอีกว่า “การมีคนมาบอกกล่าวเล่าความจริง เป็นเรื่องสำคัญ และมีทีมติดตามเยี่ยมสอนทักษะต่างๆ ที่ผู้ดูไม่เคยได้ทำ ทำให้ญาติรู้สึกมั่นใจ และมีที่ปรึกษาเวลาพบปัญหา ที่สำคัญผู้ป่วยและครอบครัวได้มีเวลาเตรียมตัว เตรียมใจ และมีโอกาสได้กตัญญูดูแลท่านอย่างใกล้ชิด นับว่าโชคดีจริงๆ”

เจ้าอธิการสำเริง ปัญญาทีโป
เจ้าอาวาสวัดหนองกง
เจ้าอธิการสำเริง ปัญญาทีโป ท่านได้เล่าว่า “อาตมาได้ดูแลพระลูกวัดที่บวชมา 21 พรรษา ท่านเป็นพระอายุมากที่มีความพากเพียรในการปฏิบัติกิจของสงฆ์เป็นแบบอย่างให้พระสงฆ์ในวัด และเป็นผู้ที่ศรัทธาของญาติโยมมาก ท่านป่วยเป็นโรคปอดติดเชื้อ ตอนมาโรงพยาบาลนางรองอาการของท่านหนักมาก คุณหมอต้องใส่ท่อช่วยหายใจและรักษาอยู่ในแผนกผู้ป่วยหนัก นานเป็นเดือน คุณหมอทีมประคับประคองบอกว่า หลวงพ่อท่านคงจะไม่ไหวแล้ว แต่จะปรึกษาทีมประคับประคองให้มาช่วยดูแลอีกทางหนึ่ง ต่อมาพยาบาลทีมประคับประคองก็เข้าเยี่ยมและพูดคุยกับญาติโยม แจ้งว่า หลวงพ่อน่าจะไม่อยากละขันธ์ในโรงพยาบาล ทีมหมอพยาบาล จะขอถอดท่อนำหลวงพ่อไปวัด แต่หากไปแล้วอาการท่านทรุดลงจะรับมานอนในโรงพยาบาลอีกครั้ง แต่ถ้าท่านอยู่ที่วัดอย่างสงบก็จะให้ท่านอยู่ต่อ หลังจากนั้นทีมประคับประคองก็นิมนต์อาตมา น้องชายหลวงพ่อ และพระคิลานุปัฏฐากมาพูดคุย เรียนรู้ทักษะการดูแล เป็นครั้งแรกที่อาตมาได้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ก็ตื่นเต้น แต่ก็อุ่นใจที่ทีมประคับประคองให้เบอร์ติดต่อทั้งทางโทรศัพท์ และไลน์และย้ำว่า “โทรได้ตลอดเวลานะคะ” จากนั้นคุณหมอ คุณพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาล ได้มาส่งหลวงพ่อที่วัด อาตมาและญาติโยมได้เตรียมสถานที่ไว้ที่ศาลาหอฉันท์ ทีมประคับประคองก็ประสานเตียง เครื่องผลิตออกซิเจนมาไว้ และทีมหมออนามัย ก็มาจัดสถานที่ไว้รอรับ ทั้งนายก อบต. อาสาสมัครสาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และญาติโยมก็มารอรับเต็มศาลา จนรถโรงพยาบาลไปส่งหลวงพ่อ ก็นำลงเตียงจัดออกซิเจนใส่ทางจมูก สอนการดูแล การให้ยาและอาหาร การทำความสะอาดแผล สายสวนปัสสาวะ การสังเกตอาการทรมาน และให้ท่านได้ทำวัตรเย็น ดูท่านสงบลง หลับได้สบาย”
เจ้าอธิการสำเริง ปัญญาทีโป ได้กล่าวขึ้นเพิ่มเติมว่า เช้าวันรุ่งขึ้น พยาบาลทีมประคับประคองก็ลงมาเยี่ยม มาให้คำแนะนำ ประเมินผู้ป่วย และพูดคุยทักษะการดูแลของทีม อสม. จากนั้นก็แนะนำให้กางมุ้งเพื่อป้องกันแมลงหวี่ แมลงวัน ยุง มารบกวนท่าน และบอกว่า คืนนี้ให้เฝ้าอย่างใกล้ชิด หลวงพ่อน่าจะไม่นาน และแนะนำให้ใช้ยาถ้ามีอาการหอบเหนื่อย หลังจากนั้นหลวงพ่อก็ทิ้งขันธ์ไปตอนห้าทุ่ม หลับไปเลย” อาตมาดีใจที่ช่วยให้หลวงตาท่านได้ครองผ้าเหลืองในขณะละขันธ์ เพราะหลวงตาเคยพูดกับอาตมาว่า “ถ้าจะตายขอตายในผ้าเหลือง” ขอบคุณทีมประคับประคอง และญาติโยมทุกคนที่ช่วยให้หลวงตาบรรลุตามเจตนาของท่าน” “การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายถือเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ การดูแลพระสงฆ์อาวุโสเปรียบเสมือนการดูแลพระพุทธเจ้า” อาตมาได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการเตรียมตัวรับมือกับความตาย มีความภูมิใจที่ได้ดูแลผู้ป่วย และได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดในชีวิต

คุณสาคร คตมรคา
น้องสาวที่ดูแลพี่สาวที่ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ระยะท้าย
คุณสาคร คตมรคา ได้เล่าว่า “ปกติพี่สาวเป็นคนแข็งแรงมาก เป็นคนรักพี่รักน้องมาก จนไม่ยอมมีครอบครัว และเป็นคนดูแลคุณแม่ที่ป่วยติดเตียงมานานกว่า 10 ปี ไม่ให้พี่น้องลำบากเลย พี่สาวจะห่วงคุณแม่มาก รักบ้านมาก ไม่ชอบไปที่อื่น ไปไกลแค่ไหนก็จะรีบกลับบ้าน ต่อมาพี่สาวที่เป็นผู้ดูแล เริ่มมีอาการป่วยเอง ญาติๆ ไม่ได้สงสัยว่าพี่สาวจะป่วยหนัก เนื่องจากพี่สาวดูแลแม่มาตลอด และดูแข็งแรงดี พี่สาวเริ่มมีอาการป่วยมาประมาณ 2 ปี สังเกตเห็นอาการผิดปกติของพี่สาว และพาไปโรงพยาบาลแพทย์วินิจฉัยว่า เป็นมะเร็งลำไส้ระยะแพร่กระจาย แพทย์ได้เชิญครอบครัวมาร่วมปรึกษา ดิฉันได้ตัดสินใจแทนพี่สาว เพราะเชื่อว่าพี่สาวขอไม่รักษาต่อแน่นอน จึงขอกลับไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน พี่สาวได้บอกว่า “ขอตายที่บ้านไม่ไปนอนรักษาที่ไหนนะ”
คุณสาคร คตมรคา ได้กล่าวอีกว่า ต่อมาดิฉันและพี่สาว จึงตัดสินใจดูแลแบบประคับประคอง เพราะว่ารู้นิสัยพี่สาว แล้วก็มีความเชื่อของครอบครัวว่า “ตายที่ไหนวิญญาณก็จะอยู่ที่นั่น” แล้วก็ทราบว่าพี่สาวของท่านรักบ้านมาก รักแม่มาก จึงพาพี่สาวกลับบ้าน ก่อนกลับบ้านทีมประคับประคองก็มาสอนการประเมินผู้ป่วย การใช้ยา การดูแลกิจวัตรประจำวัน ให้เบอร์ติดต่อและแจ้งว่าจะตามเยี่ยมอาการที่บ้าน หลังกับมาบ้านพี่สาวมีอาการอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จึงพาคุณแม่มาเยี่ยม ได้กล่าวขอบคุณ บอกลาและทำการขอขมากรรมในกลุ่มญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เพื่อนบ้านมาเยี่ยมเป็นระยะๆ ทีมประคับประคองมาเยี่ยมทุกวัน และรับยาใต้ผิวหนังเพื่อจัดการอาการหอบเหนื่อย ต่อมาอาการสงบลง ในครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้เรื่อง “ครอบครัวมีเวลาได้การวางแผนการดูแล เตรียมการจัดการหลังเสียชีวิต พูดคุยเตรียมตัว เตรียมใจคนใกล้ชิด และขอบคุณทีมประคับประคองที่เข้ามาดูแล ให้คำแนะนำต่างๆ อย่างใกล้ชิด โทรติดต่อได้ตลอดเวลาที่สงสัย หรือมีปัญหา ทำให้มั่นใจเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน ดิฉันและพี่ๆน้อง ภูมิใจที่ได้ทำตามเจตนาของพี่สาว เป็นโอกาสเดียวที่พี่น้องเราได้ตอบแทน บุญคุณพี่สาวคนนี้

พระครูปริยัติภัทรคุณ
เจ้าคณะอำเภอนางรองและเจ้าอาวาสวัดสิงห์วงศ์ อำเภอนางรอง
พระครูปริยัติภัทรคุณ ท่านได้เล่าว่า ช่วงอาตมาทำงานร่วมกับทีมชีวาภิบาลนางรองได้เห็น ความจริง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่เป็นธรรมดาความทุกข์ที่เผชิญทั้งฝั่งผู้ป่วย ฝั่งครอบครัว ฝั่งคณะเจ้าหน้าที่ และคนอื่นๆ ที่การดูแลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจผู้สูงอายุแต่ละคนมีสภาพร่างกายและจิตใจที่แตกต่างกัน บางคนอาจดูแลง่าย บางคนอาจดูแลยาก การดูแลผู้สูงอายุที่ควบคุมสติไม่ได้อาจเป็นเรื่องยาก แต่ควรระลึกถึงบุญคุณของท่านที่เลี้ยงดูเรามา ควรดูแลผู้สูงอายุด้วยจิตใจที่เมตตาและปรารถนาให้ท่านมีความสุข การดูแลผู้สูงอายุเป็น การทดสอบจิตใจของเรา ควรระลึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามาด้วยความยากลำบาก การดูแลสถานที่ก็เป็นสิ่งสำคัญต่อผู้สูงอายุบุญและกรรมการดูแลผู้สูงอายุอาจทำให้เรา ได้รับทั้งบุญและบาป บุญกรรมของแต่ละคนส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจในวัยชรา
พระครูปริยัติภัทรคุณ ท่านได้กล่าวอีกว่า “แนวคิดการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชุมชน ควรจัดหาสถานที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ไม่สามารถดูแลตนเองที่บ้านได้ เสนอทางเลือกในการใช้สถานที่กลางของชุมชน หรือวัด เป็นสถานที่ดูแลหาผู้ป่วยเป็นพระสงฆ์ ควรดูแลผู้ป่วยที่วัด โดยมีพระอาสาสมัครดูแลตามกระบวนการที่เหมาะสม และอาตมาเสนอในการปรับปรุงสถานที่ดูแลเฉพาะ พัฒนาสถานที่กลางของชุมชนให้เป็นสถานที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย อาจไปศึกษาดูชุมชนที่มีการทำอยู่แล้ว หรือวัดบางแห่งที่ดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนการสนับสนุนจากชุมชน ชุมชนควรมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย สนับสนุนให้วัดเป็นศูนย์กลางในการดูแลผู้ป่วยในชุมชน การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยสถานที่กลางนั้น ไปอยู่ได้ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือบุคคลทั่วไป หรือสถานที่ดูแลมีหลากหลาย ทั้งโรงพยาบาล วัด หรือสถานที่ ที่เหมาะสมอื่นๆ อีกทั้งการดูแลควรเป็นไปตามอัตภาพของผู้ป่วย การดูแลนั้นควรทำด้วยหน้าที่ต่อมนุษย์ด้วยความเมตตา ไม่ใช่ภาระ
สรุปการสนับสนุนจากชุมชน:
- วัดสามารถเป็นแหล่งสนับสนุนในการดูแลผู้ป่วยได้
- ชุมชนควรมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
- การดูแลผู้ป่วยในสถานที่ต่างๆ เช่น วัดหรือสถานที่พักฟื้นที่ทางชุมชน วัดร่วมกันจัดตั้งขึ้น

คุณบุญเลิศ เริ่มปลูก
ประธานชุมชนวัดหัวสะพาน
คุณบุญเลิศ เริ่มปลูก ประธานชุมชนวัดหัวสะพาน เป็นอีกท่านหนึ่งที่ได้ดำเนินงานชีวาภิบาลต้นแบบของอำเภอนางรอง โดยท่านได้กล่าวว่า “ดิฉันเป็นทั้งประธานชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขของชุมชน โดยดิฉันได้ตั้งใจไว้ว่า จะรับใช้ประชาชนคนชุมชนวัดหัวสะพานเอาไว้จนลมหายใจสุดท้าย มีโอกาสได้ร่วมงานกับทีมประคับประคองโรงพยาบาลนางรอง โดยดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยพิการหลายราย ขอเล่าเรื่องการได้ดูแล “น้องตั้ม” ผู้ป่วยยากไร้ที่อาศัยอยู่ในเพิงเล็กๆ ข้างบ้านพี่สาว น้องตั้มป่วยหนักด้วยโรคหลอดเลือดสมองแตก ไม่มีรายได้ และไม่ได้รับสวัสดิการจากรัฐ
ต้องขอข้าววัดกิน บางวันก็ได้กิน บางวันก็อด พี่ๆ น้องๆ ก็ฐานะยากลำบากจึงได้โทรขอปรึกษา ประสานงาน และขอความช่วยเหลือจากดร.ปทมพร อภัยจิตต์ พยาบาลจากศูนย์ชีวาภิบาลโรงพยาบาลนางรอง เพื่อหาทางช่วยเหลือให้น้องตั้ม
ต่อมา ได้รับความช่วยเหลือด้วยถุงปันสุข แพมเพิร์ส ลำดับแรก ไปประสานของบประมาณจากผู้ใหญ่ใจดีมาช่วยเทปูนพื้นบ้านให้ผู้ป่วยเดินสะดวก ดร.ปทมพร ได้ประสานนายอำเภอ พมจ. และคณะสงฆ์อำเภอนางรองงมาเยี่ยม ผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ทั้งสร้างส้วม บัตรผู้พิการ พัดลม และเงินจำนวนหนึ่ง ทำให้ผู้ป่วยอาศัยอยู่ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีการติดตามเยี่ยมเป็นระยะๆ จากทีมในชุมชน บุคลากรสาธารณสุข ผู้ป่วยอาศัยอยู่ได้ 3 เดือนก็เสียชีวิต
คุณบุญเลิศ เริ่มปลูก ได้เล่าเน้นการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชุมชนให้มีความสุข โดยไม่คำนึงถึงอดีตหรือพฤติกรรมที่ไม่ดี มีการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน การปรับปรุงที่พัก และการดูแลทางด้านจิตใจ ดิฉันภูมิใจ และดีใจที่ผู้ป่วยมีรอยยิ้ม อิ่มท้อง มีความสุขในการมีชีวิตอยู่ต่อค่ะ” “ดิฉันขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชุมชน ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลจากคนในชุมชน ไม่ควรมีใครถูกทิ้งให้อด หรือตายคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวค่ะ

ดร.ปทมพร อภัยจิตต์
หัวหน้าศูนย์ประคับประคองและชีวาภิบาล โรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
ผู้ดำเนินรายการ ดร.ปทมพร อภัยจิตต์ ได้กล่าวสรุปว่า สรุปบทเรียนจากการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากประสบการณ์ของ 5 ท่าน มีประเด็นสำคัญ ดังนี้
- จิตอาสา: การตั้งจิตอาสาในการดูแลพี่น้องในชุมชนเป็นสิ่งสำคัญการทำหน้าที่ด้วยจิตอาสาทำให้การดูแลเป็นไปอย่างเต็มที่
- การประสานงาน: การประสานงานและขอความช่วยเหลือจากเครือข่ายต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็น การมีเครือข่ายทำให้สามารถแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การบริหารจัดการ: การบริหารจัดการงบประมาณและความช่วยเหลือที่ได้รับเป็นสิ่งสำคัญ การจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสมทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดี
- ความร่วมแรงร่วมใจ: ความร่วมแรงร่วมใจจากคนในชุมชน หน่วยงานราชการ เอกชน และประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ การทำงานร่วมกันทำให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างครบวงจร
- การดูแลอย่างสมศักดิ์ศรี: การดูแลผู้ป่วยอย่างสมศักดิ์ศรี ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญการทำพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเหมาะสมเป็นการให้เกียรติแก่ผู้ป่วย
- ประสบการณ์จากผู้ดูแล: มีการยกตัวอย่างประสบการณ์จากผู้ดูแลต่างๆ เช่น พระอธิการสำเริง พระครูศรีปริยัติวิบูล คุณสาคร คุณบุญเลิศ และพระครูปริยัติภัทรคุณ เจ้าคณะอำเภอ ทุกท่านได้ร่วมมือร่วมใจกันในการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิต
- ความกังวลและการดูแล: พระครูปริยัติ ภัทรคุณ เจ้าคณะอำเภอ ได้เล่าถึงความกังวลในการดำเนินงาน และความตั้งใจที่จะดูแลทั้งพระและโยมในอำเภอนางรอง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและใส่ใจในการดูแลผู้ป่วยในชุมชน
สรุปหลักการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย:
- การบอกความจริง: ผู้ป่วยและครอบครัวควรได้รับทราบความจริงเกี่ยวกับสถานะสุขภาพ เพื่อเตรียมตัวและตั้งรับกับความเป็นจริงของชีวิต
- การวางแผนร่วมกัน: ผู้ป่วย, ครอบครัว, และบุคลากรทางการแพทย์ ควรมีส่วนร่วมในการวางแผนการดูแล เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดจากเวลาที่เหลืออยู่
- การฝึกทักษะและการเตรียมอุปกรณ์: เตรียมทักษะในการดูแลผู้ป่วย อุปกรณ์ และยาที่จำเป็นโดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยต้องการเสียชีวิตที่บ้านหรือวัด
- การดูแลต่อเนื่อง: การดูแลผู้ป่วย การใช้ยา และการเตรียมอุปกรณ์ ควรมาจากการร่วมมือกันของชุมชนและหน่วยงานภาครัฐ
- การจัดสภาพแวดล้อม: จัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม อาหาร และสิ่งของจำเป็น เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายที่สุด
- การดูแลอย่างมีศักดิ์ศรี: การดูแลผู้ป่วยอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จนถึงวาระสุดท้าย ต้องมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
- พลังจิตอาสา: การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายต้องอาศัยพลังจิตอาสาและจิตสาธารณะจากทุกคนในสังคม
ดังนั้น ทักษะการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองเหล่านี้ สามารถนำไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นในชุมชน สถานดูแลผู้สูงอายุ หรือเรือนจำ ทุกคนควรได้รับการดูแลอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ขอกราบขอบพระคุณ พระครูปริยัติภัทรคุณ เจ้าคณะอำเภอนางรอง คณะสงฆ์อำเภอนางรองพระคิลานุปัฏฐาก นายแพทย์พิเชษฐ์ พืดขุนทด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ นายโชคไชย สว่างรัตน์ นายอำเภอนางรอง แพทย์หญิงนภาพร เกียรติดำรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนางรอง นาย ชีวี เชื้อมาก สาธารณสุขอำเภอนางรอง คณะกรรมการบริหารกลุ่มการพยาบาลโรงพยาบาลนางรอง นายกเทศมนตรีเมืองนางรอง นายกเทศมนตรีทุ่งแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุกแห่ง บุคลากรสาธารณสุข กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข จิตอาสา มูลนิธิ ทีมด้วยรักฯ และชีวาภิบาล และชาวนางรองทุกท่าน




