ธนาคารอุปกรณ์ : ชีวาภิบาล Sharing Practice ซีซั่น 2 ครั้งที่ 4
ผู้เขียน: ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ
ธนาคารอุปกรณ์การแพทย์…มากกว่าให้ยืม “อุปกรณ์” คือ “ดูแลใจ” ผู้ป่วยและผู้ดูแล
การดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่บ้านจำเป็นต้องพึ่งพาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เหมาะสม ทั้งเพื่อฟื้นฟู รักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ เช่น เตียงผู้ป่วย เครื่องผลิตออกซิเจน หรือรถเข็นวีลแชร์ ยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับหลายครอบครัว เนื่องจากมีราคาสูง ด้วยเหตุนี้ “ธนาคารอุปกรณ์” หรือโครงการให้ยืม-คืนอุปกรณ์ทางการแพทย์จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อลดภาระของผู้ป่วยและครอบครัว และสร้างระบบเกื้อหนุนในชุมชน
การเสวนา “ชีวาภิบาล Sharing Practice” ซีซั่น 2 ครั้งที่ 4 เรื่อง “ธนาคารอุปกรณ์” เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ได้นำเสนอภาพการทำงานจาก 3 องค์กร 3 บริบท ที่เป็น “ตัวจริง” ด้านการทำธนาคารอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลทับมา จังหวัดระยอง, ศูนย์นครภูเก็ต ปันน้ำใจสร้างสุข โดย กองการแพทย์ เทศบาลนครภูเก็ต และ โครงการ “ป่วยให้ยืม” โดยมูลนิธิกระจกเงา
เทศบาลตำบลทับมา จ.ระยอง…การดูแลครบวงจรโดยท้องถิ่น
เทศบาลตำบลทับมาได้พัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุอย่าง “เต็มรูปแบบและไร้รอยต่อ” หมายถึงดูแลทุกช่วงวัย ทุกสภาวะสุขภาพ มีศูนย์บริการที่หลากหลาย มีทีมสหวิชาชีพ และใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI วิเคราะห์ข้อมูลคนในชุมชนเพื่อให้บริการที่ทันเต่อเหตุการณ์และลดความเสี่ยงรุนแรงต่อความเจ็บป่วยในอนาคต
นายสุทิน แก้วปฐม นายกเทศมนตรีตำบลทับมา เล่าว่าธนาคารอุปกรณ์การแพทย์เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long-Term Care) ที่ครอบคลุมตั้งแต่ผู้สูงอายุติดสังคม ติดบ้าน ไปจนถึงติดเตียง โดยมีทีมนักสหวิชาชีพและเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่เป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก มีบริการหลากหลายเพื่อรองรับผู้สูงอายุทุกกลุ่ม เช่น ศูนย์นันทนาการ, ศูนย์ดูแลช่วงกลางวัน (เดย์แคร์เซนเตอร์) , ศูนย์ฟื้นฟูกายภาพ และระบบการดูแลระยะยาว
ส่วน “ศูนย์ยืมคืนอุปกรณ์ทางการแพทย์” จัดตั้งขึ้นภายใต้ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เริ่มต้นดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการรับบริจาค อุปกรณ์ยอดนิยม คือเตียงผู้ป่วย, ถังออกซิเจน และรถเข็นวีลแชร์
รำไพ จันทโพธิ์ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม เทศบาลตำบลทับมา เล่ากระบวนการทำงานว่า เมื่อได้รับแจ้งเคสจากเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่ (อสม. และอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ/ผู้พิการ – CG) ทีมสหวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วยพยาบาล นักกายภาพบำบัด และนักสังคมสงเคราะห์ จะลงพื้นที่เพื่อประเมินความต้องการและเตรียมบ้านผู้ป่วย จากนั้นทีมงานจะนำส่งอุปกรณ์ที่จำเป็น พร้อมให้ความรู้และสาธิตวิธีการใช้งานที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล หลังจากนั้นจะมีการติดตามผลโดยลงเยี่ยมบ้านทุกสัปดาห์ และมีการประชุมติดตามเคสโดยกลุ่มอาสาสมัคร (CG) เป็นประจำทุกเดือน เพื่อประเมินอาการและความต้องการเพิ่มเติม
จุดเด่นของเทศบาลทับมาคือการการมีนโยบายและผู้นำให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างจริงจัง, การมีทีมสหวิชาชีพที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการประเมินและดูแลผู้ป่วย, การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนในพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม (เช่น บริษัท IRPC) และภาครัฐ (เช่น กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัด) เพื่อขอรับการสนับสนุนทั้งในรูปแบบอุปกรณ์และงบประมาณเพิ่มเติมในกรณีที่อุปกรณ์ไม่เพียงพอต่อความต้องการเร่งด่วน และการมีฐานข้อมูลที่ทันสมัยเพื่อใช้ในการประเมินสุขภาพผู้ป่วยในชุมชนได้
ศูนย์นครภูเก็ต ปันน้ำใจสร้างสุข…พลังเครือข่ายจิตอาสาขับเคลื่อนชุมชน
“ศูนย์นครภูเก็ต ปันน้ำใจ สร้างสุข” มีจุดเริ่มต้นจากกิจกรรมเยี่ยมบ้านแล้วพบเตียงที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากบ้านผู้ป่วยที่เสียชีวิต จึงเริ่มรับบริจาคและจัดตั้งเป็นศูนย์ในปี พ.ศ. 2560 โดยความร่วมมือระหว่างเทศบาลนครภูเก็ตและชมรมจิตสงบจันทร์สว่าง มีจุดเด่นคือการสร้างภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ที่มีเครือข่ายถึง 29 องค์กร และขับเคลื่อนโดย “จิตอาสา” จากทุกภาคส่วนและหลากหลาย ซึ่งถือเป็น “หัวใจ” ในการดำเนินงาน
ศูนย์นครภูเก็ตฯ ได้สร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความรู้สึกเป็น “เจ้าของร่วมกัน” ผ่านกิจกรรมอาสาต่างๆ เช่น กิจกรรมระดมทุน มี “ต้นกล้าจิตอาสา” ร้องเพลงเปิดหมวกที่ถนนคนเดิน “หลาดใหญ่” ทุกวันอาทิตย์ เพื่อหาเงินซื้ออะไหล่ซ่อมอุปกรณ์, กิจกรรมติดตามเยี่ยมบ้านเยียวยาใจ มีทีมสหวิชาชีพร่วมกับจิตอาสาลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจผู้ป่วยและผู้ดูแล, กิจกรรม “จากใจถึงใจ ประดิษฐ์อุปกรณ์” มีจิตอาสาร่วมกันประดิษฐ์อุปกรณ์เสริมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น หมอนหลอดกาแฟ, “ช้างน้อย” ป้องกันข้อนิ้วติดแข็ง และกิจกรรม “อาสามาซ่อม” มีช่างจิตอาสาจากหน่วยงานต่างๆ (เช่น วิทยาลัยเทคนิคภูเก็ต) และภาคประชาชน มาช่วยซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ชำรุด เป็นต้น
รังสิยา เชาว์เฉียบ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ เล่าว่าทางศูนย์ฯ มีระบบบริการออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของเทศบาลนครภูเก็ตฯ เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยืมอุปกรณ์ ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ง่าย โดยนับตั้งแต่ก่อตั้ง ได้ให้บริการยืม-คืนอุปกรณ์มูลค่ารวมกว่า 7 ล้านบาท, ช่วยเหลือผู้ป่วยรวม 1,704 คน, ประหยัดค่าใช้จ่ายให้ครอบครัวผู้ป่วยได้ถึง 5 ล้านบาท และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นถึง 75%
อย่างไรก็ตามยังมีความท้าทายเรื่องอุปกรณ์ไม่เพียงพอ และไม่สามารถให้บริการครอบคลุมทั่วจังหวัดภูเก็ตได้ เนื่องจากเดิมให้บริการครอบคลุมทั้งจังหวัดภูเก็ต แต่ประสบปัญหาในการติดตามอุปกรณ์และกำลังคนไม่เพียงพอ ปัจจุบันจึงปรับมาให้บริการเน้นในเขตเทศบาล (ตำบลตลาดเหนือและตลาดใหญ่) เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
มูลนิธิกระจกเงา โครงการ “ป่วยให้ยืม”…ผู้เชี่ยวชาญ “ซ่อมบำรุง” และผลักดันเชิงนโยบาย
โครงการ “ป่วยให้ยืม” เริ่มต้นจากการรับบริจาคอุปกรณ์และส่งต่อของมูลนิธิกระจกเงา โครงการนี้ได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จนกลายเป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการบริหารจัดการและซ่อมบำรุงอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยมีพื้นที่ดำเนินการหลักในกรุงเทพและปริมณฑล แต่ในบางกรณีสามารถให้บริการในพื้นที่ใกล้เคียงและทั่วประเทศได้ โดยมูลนิธิฯ พยายามกำหนดระยะทางไม่เกิน 250 กิโลเมตร เพื่อให้สามารถติดตามผลได้
จุดเด่นของโครงการ “ป่วยให้ยืม” คือการบริหารจัดการและซ่อมบำรุง ทั้งนี้จะมีการทำระบบการลงทะเบียนและการติดตามที่ชัดเจน เช่น การขอใบรับรองแพทย์ในกรณีการยืมเครื่องผลิตออกซิเจน เพื่อให้การใช้อุปกรณ์เป็นไปอย่างถูกต้องตามมาตรฐานการรักษา ส่วนการซ่อมบำรุงมีจุดเริ่มต้นจากการพบว่าอุปกรณ์ที่ได้รับบริจาคมามีไม่เพียงพอ และการจัดซื้อใหม่มีต้นทุนสูง โครงการจึงศึกษาแนวทางจากต่างประเทศและพบว่า เครื่องผลิตออกซิเจนสามารถซ่อมได้ โดยได้รับความรู้จากทีมงานสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และพัฒนาจนสามารถซ่อมเองได้ ปัจจุบันยังขยายผลไปให้บริการซ่อมเครื่องผลิตออกซิเจนให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ
ปัจจุบันมูลนิธิกระจกเงายังเปิดให้หน่วยงานท้องถิ่นหรือผู้ที่สนใจนำเครื่องผลิตออกซิเจนที่ชำรุดมาเรียนรู้วิธีการซ่อมที่มูลนิธิได้ เนื่องจากมูลนิธิมีนวัตกรรมการฟื้นฟูสารซีโอไลต์ที่ช่วยให้เครื่องที่ถูกคัดทิ้งกลับมาใช้งานได้ใหม่ ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารอุปกรณ์ในพื้นที่ทำงานได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่ตลอดเวลา
ในฐานะองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานกับกลุ่มเปราะบางหลากหลายมิติ มูลนิธิกระจกเงามีเป้าหมายเชิงนโยบายที่ต้องการให้การจัดการอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นหน้าที่หลักของท้องถิ่น โดยเสนอโมเดลความร่วมมือ เช่น การมอบอุปกรณ์ให้ท้องถิ่น (เช่น อบจ. หรือเทศบาล) เพื่อนำไปตั้งต้นก่อตั้งและถ่ายทอดการบริหารจัดการ และพิสูจน์ว่าระบบบริหารจัดการภายในพื้นที่สามารถทำได้จริง
“เรายินดีสนับสนุนอุปกรณ์ให้กับชุมชนหรือท้องถิ่นที่ต้องการจัดตั้งศูนย์ยืม-คืน เป็นอุปกรณ์จำพวกไม้ค้ำยัน, วอล์คเกอร์ , ไม้เท้า 3 ขา และ 4 ขา ให้ได้ในจำนวนที่เหมาะสม เพราะเราไม่ควรเก็บอุปกรณ์ไว้ที่มูลนิธิเพียงอย่างเดียว แต่ควรกระจายออกไปให้ถึงมือผู้ที่มีความต้องการ ในพื้นที่ต่างๆ” คุณธนพล ทรงพุฒิ ผู้จัดการโครงการป่วยให้ยืมกล่าว




