ผู้เขียน: กวางน้อย
ท่ามกลางเสียงนกร้อง ส่งเสียงหลากหลายจากทุกทิศทาง แม้ทางทิศตะวันออกไกล ท้องฟ้าสีสดใส แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเมฆลอยอยู่เป็นก้อนใหญ่ ๆ มากมาย เหมือนจะปลอดโปร่งก็ไม่ จะสดใสก็ไม่เต็มที่
จาพยายามฟังเสียงของนกและเสียงอื่นๆ เพื่อรื่นรมย์กับมัน นั่งเป็นส่วนใหญ่ ลุกบ้างเป็นพักๆ เดินไปรอบในพื้นที่ของธรรมชาติ รื่นรมย์ดี สงบดี แม้ในบางครั้งใจจาก็ลอยไปกับภาพของอดีต ภาพของอดีตคนรักและหมา เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดไม่ไกล งานที่เพิ่งหมดสัญญาไป และภาพที่ดูไม่ชัดเจนของอนาคต ความรู้สึกกังวลต่อเรื่องของรายได้ที่ไม่ง่ายเลยที่จะหา
โลกภายในของจานั้นว้าวุ่น แต่ด้วยสภาพแวดล้อมกลับทำให้ใจสงบขึ้นมาก ๆ ดินชื้น ๆ ที่ไม่แห้งมากจากฝนที่เพิ่งตกไม่กี่วันที่ผ่านมา อากาศก็พัดพาความรู้สึกเย็นที่ผิวหนัง ตัดกับอุณหภูมิอุ่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากแสงแดด กลิ่นดิน กลิ่นไม้ และกลิ่นไม่พึงประสงค์จาง ๆ ของซากพืชซากสัตว์ที่ย่อยสลาย
ผ่านไปไม่นาน ฟ้าเริ่มส้ม ตะวันเริ่มคล้อย เสียงโทรเข้าจากโทรศัพท์ที่ไม่ดังมาทั้งวันก็ดังขึ้น
“วันนี้จะกลับบ้านรึยังลูก?” เสียงอีกฝั่งของสายโทรศัพท์ถามกับจา “กำลังกลับแม่ จะเอาอะไรไหม?” จาตอบ “แค่นี้ก่อนนะ”
เมื่อบทสนทนาทางโทรศัพท์จบลง จาลุกขึ้น ปัดเศษดิน เศษหญ้าออกจากกางเกง
“ไม่อยากกลับบ้านเลย’ เสียงที่มาจากข้างในของจา”
“เพราะอะไร เราถึงกลับมาอยู่กับบ้านอีกแล้ว” จาถามตัวเอง ขณะนั่งในรถ
ขณะเดินทางขึ้นรถรับจากกลับบ้าน จาคุยกับตัวเอง พยายามใคร่ครวญกับสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่จาไม่ได้เลือก แต่เกิดจากหลายปัจจัยที่เกินควบคุม จาเป็นคนปากกัดตีนถีบ ตั้งใจทำงาน เป็นคนหัวสมัยใหม่ เชื่อมั่นว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็อยู่ได้ จาต้องออกจากระบบการศึกษาในช่วงเศรษฐกิจซบเซา ตอนอายุเพียง 15 ปี เป็นช่วงที่จาและครอบครัวแตกกัน เพราะพ่อแม่และพี่ชายรู้ว่าจาเป็นคนรักเพศเดียวกัน
“ไปหาหมอมั้ย?” คำถามนี้ยังติดอยู่ในใจจา ความไม่เข้าใจนั้นนำพาชีวิตจาไปอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้
“เราไม่ได้บ้า ไม่ได้ป่วย เราอยู่ด้วยตนเองได้” นี่คือสิ่งที่จาตั้งมั่นตอนอายุ 15 ปี และตัดสินใจออกมาหางานทำ
ครอบครัวจาเป็นชนชั้นกลางระดับล่าง บางเวลาก็ถือว่าเป็นคนจน เป็นคนเหนือที่ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อแสวงหาโอกาส สร้างรายได้ให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พ่อแม่จึงให้พี่ชายของจาและจาได้มีโอกาสการศึกษาที่ดีกว่าตนเอง
ครอบครัวของจาให้คุณค่ากับคำว่า “ครอบครัว” บ้านของจาจึงเป็นที่พี่ ๆ น้อง ๆ เข้าออกอยู่เสมอ ตอนเด็ก ๆ จาเติบโตมากับป้าหลายคน ทั้งย่า ป้าดาวที่เป็นทอม และป้าผินที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ป้าทั้งสองเป็นหลักในการเลี้ยงดู เนื่องจากพ่อแม่ต้องทำงานและไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่เมื่อจาหรือญาติใกล้ชิดเจ็บป่วย เรามักอยู่ด้วยกันเสมอ จาเรียนรู้ความสำคัญของการดูแลและการสูญเสียมาตั้งแต่วัยเด็กผ่านการเฝ้ามอง ใคร่รู้ และสงสัย ไม่ว่าใครจะเข้าโรงพยาบาลก็ตาม ทั้งปู่กับย่าที่ย้ายมาอยู่กับครอบครัวในช่วงสุดท้าย วาระสุดท้ายของย่าที่โรงพยาบาล การยื้อชีวิตเพราะมะเร็งปอด ปู่ที่ความจำเริ่มเลอะเลือนหลังย่าจากไป และเสียชีวิตในที่สุด
ยายกับตาที่จากไปด้วยพิธีเผากลางป่าเหี้ยว (เชิงตะกอน) ตามพิธีกรรมของภาคเหนือ ลุงที่เสียไปเพราะโรคเอดส์ลูกพี่ลูกน้องที่ถูกพ่อแม่ของจาไล่ออกจากบ้านเพราะใช้สารเสพติด ป้าที่พิการทางแขนที่ชอบแวะมาเยี่ยมพร้อมลูกซึ่งมักขโมยของ รวมถึงอาที่ป่วยทางจิตเวช เดินไปทั่วบ้านยามค่ำคืน เข้าออกโรงพยาบาลศรีธัญญาตามศักยภาพการดูแลของครอบครัว ต้นทุนชีวิตของจาคือการอยู่ร่วม ดูแล และเกื้อกูล แม้จะยากลำบาก มันเป็นทั้งความรักและความทุกข์ที่เกิดจากชนชั้นและสถานะ
และสิ่งที่จาเรียนรู้จากพ่อที่เป็นคนอ่อนโยน ดูแลคนอื่นได้ แต่อย่าทำอะไรเกินตัวและทำแทนคนอื่นดูแลไปเสียหมด เขาดูแลตัวเองได้
“ความจริงของความเจ็บป่วยและความตาย สิทธิในการจัดการดูแล และกำหนดชีวิตความตายของตัวเอง คือสิ่งที่จาใฝ่หาและเลือกทำมาโดยตลอด”
จาย้ายกลับมาอยู่กับครอบครัว หลังจากอยู่กับแฟนเก่าที่เป็นเพศเดียวกันมา 10 กว่าปี แล้วเลิกรากันเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งตัวจาและพ่อแม่ลำบาก ทำให้จากลับมาอยู่กับครอบครัว ออกไปทำงานหาเงินมาช่วยจุนเจือครอบครัว
จาย้ายกลับมาอยู่กับครอบครัว หลังจากอยู่กับแฟนเก่าที่เป็นเพศเดียวกันมา 10 กว่าปี แล้วเลิกรากันเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งตัวจาและพ่อแม่ลำบาก ทำให้จากลับมาอยู่กับครอบครัว ออกไปทำงานหาเงินมาช่วยจุนเจือครอบครัว
เมื่อกลับถึงบ้าน จาวางของแล้วหันไปทักทายแม่ ช่วยแม่เก็บของ จัดของที่แม่ฝากซื้อ จายิ้มให้แม่ หยอกล้อกับแม่ แม้ใจยังหนักอึ้ง เพราะงานล่าสุดไม่สามารถต่อสัญญาได้ ในใจจาครุ่นคิดถึงอดีต ตั้งแต่อายุ 15 ปี เมื่อจาตัดสินใจออกจากระบบการศึกษาและเริ่มทำงานเลี้ยงตัวเอง จายังจำได้ถึงช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ก็ฝึกตัวเองให้เข้มแข็ง
หลายปีที่ผ่านมา แม่จาแทบไม่ออกไปไหน อาศัยอยู่แต่ในบ้าน พยายามให้ไปไหนก็ไม่ไป ไม่สบายก็ไปหาหมอ ซื้อยาเอง จารู้ดีว่านี่คือปัญหาทางจิตใจ ไม่ใช่ครั้งแรก ตอนพิษเศรษฐกิจตอนจาอายุ 20 ปี แม่ก็เป็นแบบนี้มาก่อน ไม่กล้าสู้หน้าคน กลัว อับอาย จนจาก็ต้องพาแม่ออกไปดูหนัง พาออกไปดูหนัง รักแห่งสยาม พาออกไปเจอโลก เพื่อเป็นการสานสัมพันธ์กับแม่ว่าแม่ยังมีจา และจาก็ยังอยากให้แม่เข้าใจเพศของจา เช่นกัน ตอนนั้นแม่ก็ฮึดขึ้นมาสู้อีกได้ แต่มาครั้งนี้กลับยากเหลือเกิน วิธีเดิมก็ไม่ใช่ได้ผล เมื่อมีโอกาสจาก็ชมแม่ แม่เครียดจาก็จะอยู่ข้าง ๆ แม่ให้ความเป็นธรรมกับแม่ ซื้อยาให้แม่ ซื้อของที่แม่อยากกินกลับมาให้กิน อยู่เป็นเพื่อน เมื่อไม่มีรายได้จาก็จะให้เงินแม่เล็ก ๆ น้อย ๆ ใช้อย่างไม่มีเงื่อนไขตามที่แม่จะใช้ พ่อเองก็ขับรถรับจ้างอย่างขยันขันแข็ง แต่ก็ไม่ได้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย หลายปัจจัยทั้งสังคมและสิ่งที่ทำกันมาในครอบครัว การขาดระบบสนับสนุนและสุขภาพที่ดีพอ รวมถึงญาติ ๆ เองก็ไม่ต่างกันมากนัก จากการให้เวลาดูแลกันกับแม่อย่างยาวนานหลายปี ปัจจุบันแม่ก็เริ่มดีขึ้นด้วยตัวเค้าเอง ออกบ้านได้บ้าง ยอมไปหาหมอ ไปหาอะไรทำ
เมื่อญาติโทรศัพท์มาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ จาก็ฟังด้วยความตั้งใจ ตอบสนองว่าตั้งใจฟัง พูดให้กำลังใจ เพื่อให้รู้ว่ามีใครอยู่ข้างๆ ถึงจะพูดแบบนั้น แต่จาก็รู้ว่าคนที่ดูแลคนทั้งครอบครัวมากที่สุดก็คือแม่ เวลาที่จาไม่มีใครก็แม่นี่แหละ คิดบวกและปลงที่สุดในบ้าน การดูแลกันคือการต่างตอบแทนของจาและแม่
ปีที่ผ่านมา ป้าดาวที่เป็นทอมและเลี้ยงดูจาก็ตายไปอย่างโดดเดี่ยว ป้าดาวของจาอาภัพ พี่น้องมองเป็นตัวปัญหา แฟนเก่าที่เป็นคนเพศเดียวกันก็เสียด้วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ค่าใช้จ่ายมากมายจนแทบไม่เหลืออะไรเลย ต้องเร่ร่อนไปอยู่ที่ต่าง ๆ บ้างก็มาขอเงินจา สุดท้ายถูกพี่น้องไล่ออกจากบ้าน ในช่วงโควิด พบป้าดาวอีกทีก็ล้มฟาดพื้นที่ชายแดน “…ดาวล้มเส้นเลือดในสมองแตก เสียชีวิตแล้วนะ” ญาติ ๆ คุยกัน และยังพูดถึงแง่ลบและความเจ้าปัญหาของป้าดาวอย่างไม่เข้าใจจนถึงปัจจุบันก็ตาม จากเหตุการณ์นี้ จารู้สึกผิด เสียดาย ค้างคา สงสัย และเสียใจ จายังไม่มีโอกาสตอบแทนคุณ หรือคุยกับป้าอย่างเปิดใจในหลายเรื่องที่ค้างคา
จายังไม่มีโอกาสถามป้าดาวว่า ตอนที่ป้าดาวถามจาสมัยก่อนว่า “เป็นเกย์เหรอ?” แล้วเงียบไป นั่นเป็นสิ่งที่จารู้สึกจริง ๆ ใช่ไหมว่าป้าดาวผิดหวัง จาถอนหายใจ ป้าได้จากไปแล้วสิ่งที่จาเลือกคือจารักป้า และมันเป็นโชคดีเหลือเกินที่จามีป้าดาวเป็นต้นทุนชีวิต เป็นคนดูแล และทำให้จายังยืนยันในความเป็นเพศของตัวเอง
จาเดินไปรอบบ้าน ออกลงไปเดินรอบ ๆ คอนโด ชั้นกลาง สูดอากาศเข้าปอด พิจารณาเรื่องราวของคนใกล้ชิดที่ต้องเผชิญทุกข์ จารู้ว่า การอยู่ด้วยกันเป็นสิ่งสำคัญ แม้จะเจ็บปวดหรือเหนื่อย
“ไม่มีรายได้ไปอีกหลายเดือน จะทำอย่างไรดี?” จาครุ่นคิด ก่ายหน้าผาก เมื่อวางตัวลงบนเตียง
เสียงไลน์ดังขึ้น จารับสาย เป็นป้าผิน ป้าอีกคนเลี้ยงดูจา ป้าาผิน เล่าสิ่งต่าง ๆ ในครอบครัวที่เกิดขึ้น เต็มไปด้วยความโกรธ เล่าถึงความโกรธและแค้นใจที่เกิดกับชีวิตของเธอ ทั้งจากสามีเก่า ลูก พ่อแม่ของจา บาดแผลที่ยังอยู่กับเธอแม้จะอายุมากขึ้นก็ยังจำขึ้นใจ จารับฟังเงียบ ๆ เพื่อให้ป้ารู้ว่า อย่างน้อยยังมีคนอยู่ข้าง ๆ เมื่อป้าหัวเราะออกมา ป้ามักพูดว่า “มีแต่จาและหลานอีกคนนี่แหละ ที่น่ารัก” บางครั้งก็ถามอย่างห่วงใยแต่ไม่เข้าใจ “เมื่อไหร่จะมีเมีย?” จาทำได้เพียงหัวเราะอ่อนแล้วตอบ “จำตี๋ไม่ได้เหรอ ตี๋ยังถามถึงป้ายินอยู่เลยนะ ว่าสบายดีไหม?” ป้าผินบอกจำได้ และบอกว่าพูดเล่น “เห็นไหมความจำยังดีอยู่นะเนี้ย” จาตอบ ซักพักจาก็วางสาย พร้อมถอนหายใจ ไม่ง่ายเลยที่จะรับฟังคนใกล้ชิด
แต่เรื่องการสู้คนนี่แหล่ะได้ป้าผินชัด ๆ จาหัวเราะในลำคอและยิ้มออกมา
จายกมือขึ้นลูบหัวตัวเอง ครุ่นคิดเรื่องความรัก การรับผิดชอบ และการรู้คุณ ขณะใจสงบลงบ้างแล้ว จาหลับตาและปล่อยให้ร่างกายได้พัก “นี่มันทุกข์ของเรา ทุกข์ร่วม หรือเราเลือกเพราะความรักและรู้คุณ?” จาสงสัย แต่ไม่ต้องหาคำตอบทันที
สิ่งที่จาเลือกไม่ใช่เพราะศีลธรรมกตัญญู แต่คือความรู้คุณ ไม่จำเป็นรับความคาดหวัง แต่เลือกได้ก็เลือก เลือกไม่ได้ก็ต้องปล่อยวางบ้าง รู้คุณตนเอง ถึงไม่อยากกลับบ้านก็ยังดีกว่าไม่มีให้กลับ ไม่ได้อยากดูแลก็ไม่จำเป็นต้องทำ แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น และจะไม่เหมือนเดิม
ช่วงชีวิตนี้คือต้นทุนชีวิตของจา ต้นทุนชีวิตของจา ไม่ใช่เพียงบาดแผล แต่คือบทเรียนเรื่องความรัก ความรับผิดชอบ และการรู้คุณ ที่จะอยู่กับตัวเอง และสิ่งที่รักให้เป็น
คิดได้แบบนั้น จาหลับลง ให้เวลากับการดูแลตัวเอง



