นักบริบาลชุมชน…ดูแลดุจญาติมิตร : ชีวาภิบาล Sharing Practice ซีซั่น 2 ครั้งที่ 6
ผู้เขียน: ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ
ท่ามกลางสังคมสูงวัยและคนวัยทำงานออกไปทำงานต่างถิ่น คงเหลือแต่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และผู้ป่วยระยะท้ายอยู่ในชุมชน ขณะที่ระบบโรงพยาบาลไม่สามารถรองรับให้คนกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ทางเลือกคือการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะยาวและระยะท้ายในชุมชนแบบ “ไร้รอยต่อ” ระหว่างโรงพยาบาลและชุมชน กลุ่มคนที่จะช่วย “ปิดรอยต่อ” นี้คือ นักบริบาลชุมชน
รายการ “ชีวาภิบาล Sharing Practice” ซีซั่น 2 ครั้งที่ 6 เรื่อง “นักบริบาลชุมชน…เมื่อใจพร้อม การดูแลก็เริ่มต้น” ได้นำเสนอประสบการณ์การพัฒนาระบบนักบริบาลชุมชน “ต้นแบบ” ที่บ้านขุนด่าน ตำบลบ้านดง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ภายใต้การพัฒนาระบบโดยโรงพยาบาลอุบลรัตน์ ซึ่งได้เผยให้เห็นว่าการดูแลผู้ป่วยในชุมชนแบบ “ไร้รอยต่อ” เกิดขึ้นได้จริงและต่อเนื่อง ภายในการทำงานร่วมกันของ “สามเสาหลัก” คือ “โรงพยาบาล-วัด-ชุมชน”
“นักบริบาลของพ่อ” ระบบนักบริบาลชุมชนที่ดูแลด้วยใจ
นิภา ไทโส หัวหน้ากลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลอุบลรัตน์ เล่าว่าย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว โรงพยาบาลอุบลรัตน์ ร่วมกับวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ภายใต้การบริจาคเงินของบริษัทเอกชน ได้ร่วมกันพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและผู้ป่วยเรื้อรังแบบไร้รอยต่อผ่าน “โครงการนักบริบาลชุมชนของพ่อ” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่างโรงพยาบาล เครือข่ายพระสงฆ์ และนักบริบาลในชุมชน โดยปัจจุบันได้ผลิตนักบริบาลคุณภาพรวม 4 รุ่น จำนวน 20 คน
หัวใจความสำเร็จของระบบนี้อยู่ที่กระบวนการคัดเลือกและฝึกฝนด้านความรู้และทักษะการบริบาลที่เข้มข้น นอกจากผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานคืออ่านออกเขียนได้, เล่น LINE เป็น, ขี่รถจักรยานยนต์ได้ และมีจิตอาสา ยังต้องแสดงความมุ่งมั่นด้วยการลงมือปลูกกล้วย ไม้ยืนต้น ต้นไผ่ อย่างละ 100 ต้นในที่ดินตนเอง เพื่อเป็นหลักประกันว่าคนๆ นั้นจะอยู่ในชุมชนระยะยาวและมีรายได้เสริมดูแลตัวเอง
ผู้สมัครต้องผ่านการประชาคมที่จัดขึ้นเสมือนการเลือกตั้งทั่วไป สิ่งที่แตกต่างคือผู้สมัครต้องได้รับความเห็นชอบจากคนในชุมชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 (อย่างน้อย 100 หลังคาเรือน) รวมทั้งผ่านการเห็นชอบของกรรมการคัดเลือกจำนวน 16 คน ซึ่งเป็นคนในชุมชน (พระ, ครู, ผู้นำชุมชน, ประธานอสม., อสม.) โดยให้คณะกรรมการเหล่านี้กล่าวชื่นชมความดีงามของบุคคลนั้นต่อหน้ากรรมการด้วยกันเอง เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อผู้สมัครผ่านการคัดเลือก จะได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการผู้เลือกเข้ามาด้วยตัวเอง
จากนั้นผู้ผ่านการคัดเลือกจะผ่านต้องการฝึกอบรมมาตรฐานหลักสูตรการบริบาล แบ่งออกเป็นภาคทฤษฎี 520 ชั่วโมง ซึ่งสอนโดยคณาจารย์จากคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย และภาคปฏิบัติ โดยฝึกงานทุกแผนกของโรงพยาบาล เพื่อให้รู้จักเครือข่ายบุคลากร (หมอ, พยาบาล, นักกายภาพ) และสามารถประสานงานและส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ รวมระยะเวลา 6 เดือน นอกจากนี้หลังจากเป็นนักบริบาลแล้วจะมีการถอดบทเรียนการทำงานทุกสัปดาห์ โดยทีมพี่เลี้ยงของโรงพยาบาลอุบลรัตน์ และคณะอาจารย์จากวิทยาลัยบัณฑิตเอเชียยังลงพื้นที่มาเติมเต็มความรู้ด้านทฤษฎีให้กับนักบริบาลเป็นประจำทุกเดือนอีกด้วย
นักบริบาลชุมชนของพ่อจึงเป็นเป็นนักบริบาลที่มีใจมุ่งมั่นทำงานดูแลคนในชุมชน พร้อมทั้งมีองค์ความรู้และทักษะในการดูแลที่เข้มข้นและไม่เคยล้าสมัย
“หัวใจสำคัญของการไร้รอยต่อแบบยั่งยืน คือการเชื่อมโยงจากโรงพยาบาลเข้าสู่ชุมชน และจากชุมชนย้อนกลับมาที่โรงพยาบาลเพื่อรับคำปรึกษาได้ตลอดเวลา โดยโรงพยาบาลทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และการถอดบทเรียนร่วมกันทุกสัปดาห์ เพื่อเติมเต็มการทำงานของเครือข่ายพระสงฆ์และนักบริบาลให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการดูแลผู้ป่วยถึงที่บ้าน”
…นิภา ไทโส…
หนึ่งวันของนักบริบาลชุมชน
บัณพร ไชยวาสน์ หนึ่งในนักบริบาลชุมชน (CG) ที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกและฝึกอบรมอย่างเข้มข้น เล่าว่าในแต่ละวันเธอจะทำหน้าที่เยี่ยมบ้านและดูแลผู้ป่วยตามตารางงานที่โรงพยาบาลกำหนดวันละ 6-8 รายต่อวัน โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยเบาหวาน 3 ราย ความดันโลหิตสูง 3 ราย และผู้ป่วยติดเตียง 2 ราย โดยในช่วงเช้าการเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง เพื่อทำความสะอาดร่างกายและพูดคุยเป็นเพื่อน และดูแลกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวานและความดัน เพื่อควบคุมโรคไม่ให้ลุกลามจนกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงรายใหม่ ส่วนภาคบ่ายไปเยี่ยมบ้านผู้พิการ ผู้สูงอายุ และให้คำแนะนำพ่อแม่เรื่องเด็กที่มีภาวะติดจอ หลังบ่ายสามโมงไปดูแลสวนและปลูกผักของตนเอง นอกจากนี้ต้องรับโทรศัพท์ประสานงานตลอด 24 ชั่วโมง เหมือน “ร้านสะดวกซื้อชุมชน” เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการดูแลได้ทันทีเมื่อมีอาการเจ็บปวดหรือเกิดภาวะฉุกเฉิน
“จริงๆ แล้วเราทำมากกว่านั้น เราจะเยี่ยมไป 10 ถึง 20 คน ยิ่งอยู่ใกล้กันก็จะเยี่ยมไปเรื่อย ๆ ไม่อย่างนั้นเขาก็น้อยใจ เพราะเราเป็นที่พึ่งของเขาทั้งทางกายทั้งทางใจเลย…ถามว่าเหนื่อยมั้ย มันสนุกมากกว่าค่ะ มันสนุกเพราะว่าไม่จำเจ…มาทำงานตรงนี้ เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจมาก ที่ทางโรงพยาบาลและคนในชุมชนยังให้โอกาสเรา”

บัณพรได้เล่าเรื่องราวการลงพื้นที่ดูแลผู้ป่วยในชุมชนราวกับดูแลประดุจญาติมิตร เช่น กรณี “คุณตา” เคยเป็นวัณโรคแต่รักษาหายแล้ว ต่อมามีอาการเหนื่อยหอบจากโรคหัวใจ แต่ปฏิเสธการไปโรงพยาบาล เพราะกลัวการถูกใส่สายยางและไม่อยากไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เธอเข้าไปโน้มน้าวใจว่าหากไปโรงพยาบาล คุณหมอจะช่วยให้หายเหนื่อยและไม่ต้องเจ็บปวดเหมือนอยู่ที่บ้านที่ไม่มีเครื่องมือ เมื่อคุณตายอมไปรักษาและกลับมาพักฟื้นที่บ้านพร้อมถังออกซิเจน ปัจจุบันกลับมาแข็งแรงจนสามารถหุงข้าวและดูแลภรรยาที่เป็นอัลไซเมอร์ ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอรู้สึกภาคภูมิใจมาก
“ทำทุกอย่าง ตั้งแต่ตัดเล็บ สระผม อาบน้ำ ในช่วงปีใหม่ที่คนแก่ลูกหลานไม่ได้กลับบ้าน ก็จะซื้อนมไปฝากให้เขารู้สึกว่ายังมีคนดูแลและมีกำลังใจ คนที่มีปัญหาหนักๆ ไม่มีที่เล่า ไม่มีที่ระบาย ไม่มีที่พูดคุย เราไปนั่งปุ๊ ปล่อยให้เขาเล่าไป ไม่งั้นเขาจะเป็นโรคซึมเศร้าเพราะเขาอยู่คนเดียว
เราเป็นทุกอย่างให้เขา เป็นทั้งที่พึ่งพิง เป็นทั้งผู้ดูแล เป็นทั้งญาติ เป็นทั้งลูกหลานไปเยี่ยมเยียนเขา รับฟังทุกคน รับฟังทุกปัญหา ไม่มีข้อโต้แย้ง แล้วก็ให้กำลังใจ”
วัด “ข้อต่อ” และ “ศูนย์กลาง” สำคัญในงานบริบาลชุมชน
วัดอุตสาหะเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของเครือข่ายสุขภาพชุมชนอำเภออุบลรัตน์ โดยเป็นวัดที่ตั้งของ “กุฏิชีวาภิบาล” (สถานดูแลพระสงฆ์อาพาธระยะท้าย และยังเป็นที่ตั้งโรงเรียนนักธรรมประจำอำเภอ ขณะที่พระครูวิริยธรรมโสภณคือ “จุดเชื่อมต่อ” ในฐานะเจ้าอาวาสวัดอุตสาหะ เจ้าคณะตำบลบ้านดง และเลขานุการเจ้าคณะอำเภออุบลรัตน์ นอกจากนี้ยังเป็นประธานพระคิลานุปัฏฐาก (พระอาสาสมัครดูแลสุขภาพพระสงฆ์) ของจังหวัดขอนแก่นอีกด้วย
พระครูวิริยธรรมโสภณเล่าว่าก่อนหน้านี้ท่านเคยทำงานช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ HIV และได้ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลอุบลรัตน์ในการเยี่ยมดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในโรงพยาบาลมานานหลายปี ทั้งนี้เพราะงานดูแลสุขภาพของพระสงฆ์และคนในชุมชน เป็นหนึ่งในการปฏิบัติตามธรรมนูญพระสงฆ์ ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้าน คือ พระดูแลพระ (เมื่ออาพาธ), พระดูแลโยม (ในยามเจ็บป่วย), และโยมดูแลพระ ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย
ในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพของพระสงฆ์และคนในชุมชน พระสงฆ์จะต้องผ่านการอบรมพระคิลานุปัฏฐาก ที่ครอบคลุมความรู้พื้นฐานและทักษะการดูแลผู้ป่วยจำนวน 70 ชั่วโมง ประกอบด้วย การเจาะเลือดตรวจน้ำตาล วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก และการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และหลังจากผ่านการอบรมทฤษฎีแล้ว จะต้องไปฝึกปฏิบัติงานที่โรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อเรียนรู้เทคนิคเพิ่มเติมจากทีมสหวิชาชีพ
ภารกิจประจำด้านการบริบาลพระสงฆ์และฆราวาสในชุมชน ประกอบด้วยการตรวจคัดกรองสุขภาพพื้นฐาน (วัดความดัน/น้ำตาลในเลือด) พระสงฆ์ทุกรูปในอำเภออุบลรัตน์ จากวัด 60 แห่ง ที่มา “ลงอุโบสถ” ที่วัดอุตสาหะ ทุกวันพระ 15 ค่ำ การบริบาลพระอาพาธระยะท้ายในกุฏิชีวาภิบาลที่วัดอุตสาหะ และวัดต่างๆ ในอำเภอ และการเยี่ยมผู้ป่วยในชุมชนพร้อมนักบริบาลชุมชน รวมทั้งวัดความดันและช่างน้ำหนักญาติโยมที่มาวัด และจัดเตรียมอุปกรณ์ให้ “คนทุกคนที่มาวัดจะต้องรับการวัดความดันและชั่งน้ำหนัก โดยทางวัดได้จัดเตรียมเครื่องมือทางการแพทย์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้รองรับ และนักบริบาลจะนัดตรวจน้ำตาลเพื่อติดตามเพื่อติดตามอาการของกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานและกลุ่มเสี่ยงทุกเสาร์เว้นเสาร์ที่กุฏิชีวาภิบาล”
กุศโลบายสำคัญที่ใช้ในการทำงานคือการผสมผสานหลักธรรม องค์ความรู้ ความคุ้นเคย และการสื่อสารที่เป็นกันเอง เพื่อให้ “เข้าถึงใจ” และช่วยให้ผู้ป่วยและญาติยอมรับความจริงของชีวิตและเผชิญกับความตายอย่างสงบ จนเป็นที่มาของคำพูดติดตลกว่า “โอ๊ย พระรูปนี้มาเยี่ยม เยี่ยมทุกรายตายทุกคน” เนื่องจากผู้ป่วยที่พระสงฆ์ที่ไปเยี่ยมส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยระยะท้าย แต่มีหลายเคสที่ผู้ป่วยกลับมีอาการดีจนสามารถลุกขึ้นมานั่งหรือเดินได้ และมีกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อ
มิเพียงเท่านั้น วัดยังยกระดับการดูแลสุขภาพจากการรักษาสู่การการป้องกันโรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) หรือโรค “ทำตัวเอง” ด้วยการให้ความรู้เรื่องโภชนาการ แบบ “เทศน์อยู่เทศน์กิน” ก่อนการรับพรในทุกเช้า เพื่อรณรงค์เรื่องการลดหวาน มัน เค็ม, จัดอันดับอาหารหวานมันเค็ม 10 อันดับ (blacklist) และใช้เครื่องมือตรวจวัดความเค็มในอาหารที่โยมนำมาถวาย หากพบว่าเค็มเกินไปจะแจ้งให้โยมทราบเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน รวมทั้งรณรงค์ให้ทำกับข้าวกินเอง และปลูกผักเพื่อลดความค่าใช้จ่ายและปลอดภัย นอกจากนี้ยังทำกิจกรรมป้องกันภาวะสมองเสื่อมและกันล้มในผู้สูงอายุ ด้วยการ การเต้นประกอบดนตรี การเดินรอบวัด และการเล่นเกมฝึกสมอง เป็นต้น
“ทุกวันก่อนให้พรจะเทศน์ในเรื่องของโภชนาการ… บอกว่าอันไหนเป็นอาหารที่ขึ้น blacklist ถ้าโยมทำมาไม่ต้องใส่ให้เค็มมาก ฉันพระฉันแล้วเค็ม เราจะใช้เครื่องวัดความเค็มวัดให้ดู เราจะบอกว่าอาหารเนี่ยของใคร ของบ้านไหน แต่ก็รู้กันทั้งวัด (หัวเราะ)”
การณรงค์เชิงป้องกันโรค NCDs โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมน้ำตาลและโภชนาการ ประสบความสำเร็จอย่างมาก จากการสำรวจพบว่าผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน 20 ราย ที่เข้าร่วมการติดตามทุกสัปดาห์ ไม่กลายเป็นผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่เลย ส่วนกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน 80 ราย สามารถงดยาได้จำนวน 8 ราย และมีอีก 30 รายที่สามารถลดปริมาณการใช้ยาลงได้ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคไตในอนาคต

การดูแลแบบ “ไร้รอยต่อ” ทำอย่างไร?
จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์สรุปได้ว่า การดูแลแบบไร้รอยต่อ ของชุมชนบ้านขุนด่าน เริ่มต้นจากการเชื่อมโยงการรักษาจากโรงพยาบาลสู่บ้านอย่างเป็นระบบ กระบวนการนี้เริ่มตั้งแต่การประเมินความพร้อมของผู้ป่วยและญาติในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยระยะท้ายได้กลับไปจบชีวิตอย่างสงบที่บ้านตามความปรารถนา. ในกรณีที่ครอบครัวหรือชุมชนยังไม่พร้อม ทีมโรงพยาบาลจะไม่เร่งส่งตัว แต่จะประสานเครือข่ายลงไปเตรียมความพร้อมของสถานที่และสร้างความเข้าใจให้แก่คนในชุมชนก่อน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสถานที่รักษาเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความกังวลของญาติให้มากที่สุด
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบนี้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพคือการสร้างเครือข่ายบุคลากรที่เชื่อมโยงกันแบบ “ใจถึงใจ” นักบริบาลชุมชนจะได้รับการฝึกงานในโรงพยาบาลทุกแผนกเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับทีมสหวิชาชีพ ทำให้เมื่อกลับไปทำงานในพื้นที่ พวกเขาสามารถประสานงานกับหมอและพยาบาลได้โดยตรงตามปัญหาจริงของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังมีระบบสนับสนุนทางเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาผ่านระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และพยาบาลผู้จัดการดูแลสุขภาพประจำตำบลที่พร้อมให้คำแนะนำตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้ผู้ดูแลในชุมชนและพระสงฆ์สามารถจัดการความเจ็บปวดหรือปรับเปลี่ยนยาให้ผู้ป่วยที่บ้านได้อย่างมั่นใจโดยไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง
มีการจัดตั้ง “ธนาคารอุปกรณ์” ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่มีวันหยุด เพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่เร่งด่วน. อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น เครื่องออกซิเจน เตียงลม และเครื่องดูดเสมหะ จะถูกกระจายไปไว้ตามจุดต่าง ๆ ทั้งที่กุฏิชีวาภิบาลภายในวัดและที่ รพ.สต. เพื่อให้ชุมชนเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว ก่อนที่ผู้ป่วยจะเดินทางมาถึงบ้าน ทีมพระสงฆ์และนักบริบาลจะลงพื้นที่ทำความสะอาดและติดตั้งอุปกรณ์รอไว้ล่วงหน้า ทำให้การดูแลมีความต่อเนื่องและไร้รอยต่ออย่างแท้จริง ตั้งแต่ประตูโรงพยาบาลจนถึงเตียงนอนของผู้ป่วยในบ้าน.
ความท้าทายสำคัญ…นโยบายและงบประมาณ
คุณนิภาเล่าว่าความท้าทายในการสร้างความยั่งยืนของระบบบริบาลในชุมชนของโรงพยาบาลคือการคัดเลือกนักบริบาล “กระดุมเม็ดแรก” ที่ต้องเฟ้นหาคนที่มีจิตอาสาและเป็นที่ยอมรับของชุมชนอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันปัญหาการทิ้งงานในอนาคต นอกจากนี้ยังมีความท้าทายเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณที่มักเปลี่ยนแปลงตามนโยบายรัฐ เช่น นโยบายหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งนักบริบาลชุมชน หรือ “CG กระตุ้นเศรษฐกิจ” ที่กำหนดค่าตอบแทนประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าตอบแทนของนักบริบาลชุมชนในพื้นที่ ที่ได้รับผลตอบแทนประมาณ 9,000 บาทต่อเดือน (ค่าแรงขั้นต่ำ) ทำให้โรงพยาบาลต้องพยายามแสวงหาแหล่งทุนสนับสนุนอื่นหรือช่องทางกฎหมายเพื่อให้คนทำงานอยู่รอดได้ เช่น กฎหมายกำหนดให้บริษัทหรือห้างร้านที่มีพนักงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องจ้างงานคนพิการ แต่หากไม่จ้างโดยตรง สามารถใช้มาตรา 35 เพื่อจ้างงานผู้ดูแลคนพิการให้ทำหน้าที่ดูแลคนพิการในครัวเรือนหรือคนในชุมชนได้ ด้วยค่าจางค่าแรงขึ้นต่ำ
“การจ้างผู้ดูแลด้วยกฎหมายคนพิการ มาตรา 35 ที่อำเภออุบลรัตน์ มี 3 คนแล้ว ขอนแก่นค่าแรงขั้นต่ำ 357 บาท นักชีวาภิบาลจะได้ผลตอบแทนประมาณหนึ่งหมื่นบาทต่อเดือน ทำให้คนทำงานมีรายได้ที่มั่นคงและสามารถทำงานดูแลคนในบ้านเกิดของตนเองได้ต่อไป” คุณนิภากล่าว

ในส่วนวัดและเครือข่ายพระสงฆ์ ความท้าทายคือการกำหนดนโยบายและงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกัน เช่น นโยบายวัดชีวาภิบาล หรือหนึ่งตำบลหนึ่งพระคิลานุปัฏฐาก ดังนั้นส่วนการขับเคลื่อนงานจึงต้องอาศัยเงินบริจาค เงินทำบุญ รวมทั้งต้องบารมีและตำแหน่งทางปกครองสงฆ์ของเจ้าอาวาสในการประสานความร่วมมือระหว่างวัดต่าง ๆ
“การทำกุฏิชีวาภิบาลผ่านมาตรฐานช่วยให้วัดอุตสาหะสามารถรับเงินสนับสนุนตามมาตรา 3 จำนวน 10,442 บาท ต่อคนต่อปี แต่วัดอุตสาหะเป็นกุฏิชีวาภิบาลขนาด 1 เตียงเท่านั้น แม้วัดสามารถของสนับสนุนงบประมาณจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในการทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับการบริบาล แต่ยังไม่เพียงพอ”
ด้านคุณบัณพรเห็นว่าความท้าทายของนักบริบาลคือการรับมือกับสภาวะอารมณ์และภาระงานที่ไร้ขีดจำกัดด้านเวลา โดยต้องทำหน้าที่เป็นทุกอย่างให้ผู้ป่วย ตั้งแต่ผู้ดูแล ญาติ ไปจนถึงเพื่อนคู่คิด นอกจากนี้นักบริบาลต้องเผชิญกับความกดดันเมื่อผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือ หรือความเศร้าโศกเมื่อเห็นผู้ป่วยทรุดลง รวมทั้งความปลอดภัยจากการไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วย เช่น สุนัขดุ หรือในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น
วงกลมกัลยามิตร…ดูแลใจผู้ดูแล
คุณหมอก็บอกว่า “พระอาจารยทํางานให้มันจบสิ จบคืออย่าเอาไปคิดต่อ เราไม่ใช่เป็นผู้วิเศษที่จะทําให้ทุกคนหาย
จะการปรึกษาเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะทางโรงพยาบาลได้วางระบบ ให้ทีมงานในพื้นที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ผ่านกระบวนการฝึกอบรมและทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เมื่อเกิดปัญหาอุปสรรคในชุมชน นักบริบาลสามารถติดต่อสื่อสารกับแพทย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้พระสงฆ์และนักบริบาลมีความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยที่บ้านมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นระบบสุขภาพ “ไร้รอยต่อ” อย่างแท้จริง



