กว่าจะมีวันนี้ของชุมชนนางรองพึ่งพา – บ้านนี้มีรักและกุฏิชีวาภิบาลนางรอง
โดย ดร.ปทมพร อภัยจิตต์
จากประสบการณ์ในการดำเนินงานขับเคลื่อนการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง และระยะท้าย ในโรงพยาบาลและชุมชน ช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับรู้การเผชิญปัญหาอุปสรรคทั้งใน การปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ หรือการกลับไปดำเนินวิถีชีวิตของผู้ป่วยที่เป็นฆราวาส พระภิกษุอาพาธ ครอบครัว ผู้ดูแล และผู้อุปัฏฐากพระสงฆ์อาพาธ การผ่านเรื่องราววิกฤติต่าง ๆ มาด้วยกันทำให้ ชาวนางรองทุกภาคส่วน มีความร่วมแรงร่วมใจในการดำเนินงานหลาย ๆ ด้าน จนเกิดเป็นประเพณี วัฒนธรรมเกื้อกูลกัน เรียกว่า ชุมชนนางรองพึ่งพา… “บ้านนี้มีรัก” และกุฏิชีวาภิบาลนางรอง

โรงพยาบาลนางรอง เปิดให้บริการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 จากสถานีอนามัยชั้นหนึ่ง พัฒนายกระดับ จนมาถึงโรงพยาบาลขนาด 380 เตียง มีหอให้บริการเฉพาะพระสงฆ์อาพาธ เรียก ตึกสงฆ์อาพาธราษฎร์บำรุง โดยตึกสงฆ์อาพาธราษฎร์บำรุง (ส่วนใหญ่ตึกสงฆ์อาพาธ) ได้รับความเมตตางบประมาณก่อสร้างมาจากครูบาสร้อย ขันติสาโร วัดมงคลคีรีเขตร์ จังหวัดตาก พร้อมด้วยคณะสงฆ์อำเภอนางรอง และพ่อค้าประชาชนในอำเภอนางรอง ตึกสงฆ์อาพาธเปิดให้บริการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537
โดยตึกสงฆ์อาพาธชั้นบนเป็นเตียงสำหรับพระสงฆ์อาพาธ และผู้ป่วยปันสุข (ผู้ป่วยจากเรือนจำนางรอง) จำนวน 19 เตียง ตึกสงฆ์อาพาธชั้นล่างเป็นผู้ป่วยพิเศษรวมกลุ่มประกันสังคม ผู้ป่วยประคับประคอง และชีวาภิบาล จำนวน 19 เตียง จะพบว่า ผู้ป่วยตึกสงฆ์อาพาธ เป็นบุคคลกลุ่มที่มีความเปราะบางทางสังคม มีความหลากหลายที่แพทย์ พยาบาล และคณะเจ้าหน้าที่ ต้องใช้ความรู้ และทักษะที่เป็นสหวิทยาการมาบูรณาการเพื่อดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยทั้งเชิงวิชาชีพ กฎหมาย และจริยธรรม เพื่อให้ผู้ป่วยได้การรับดูแลที่ได้มาตรฐาน ครบองค์รวม 4 มิติ อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การเปิดบริการของตึกสงฆ์อาพาธที่สำคัญ คือ การดูแลผู้ป่วยประคับประคอง และชีวาภิบาล โดยมีการจัดบริการ ดังนี้ ผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก คลินิกเบาใจ การเยี่ยมบ้าน การสงเคราะห์ ให้บริการยืมเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องดันยาอัตโนมัติ การฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ อาสาสมัครสาธารณสุข และประชาชน ให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์ ไลน์กลุ่ม และ FACEBOOK อีกทั้งเป็นแหล่งฝึกงานของนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาเภสัชกร และนักศึกษาพยาบาลทางด้านการดูแลแบบประคับประคอง ตลอดจนการเขียนตำรา และงานวิจัย
ในการดำเนินงาน ได้มีคณะกรรมการระดับอำเภอเกิดขึ้น คือ คณะกรรมการดูแลสุขภาพพระภิกษุอำเภอนางรอง คณะกรรมการดำเนินงานดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง และชีวาภิบาลอำเภอนางรอง โดยคณะกรรมการมาจากทุกภาคส่วน จึงได้มีการดำเนินการจัดทำแผนยุทธศาสตร์อำเภอนางรองเกิดขึ้น เรียกว่า “แผนแม่บท 5 ดีเมืองนางรอง” โดยเริ่มประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2563 ดังภาพ

ดังนั้นการดำเนินงานของศูนย์ประคับประคอง โรงพยาบาลนางรองในการลงเยี่ยมบ้าน จึงเป็นไปด้วยความร่วมมือจากครอบครัว ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ร่วมลงเยี่ยม โดยมีการประสานงานล่วงหน้า และหากพบว่า ผู้ป่วยครอบครัวมีปัญหาด้านเศรษฐฐานะ ก็มีการดำเนินงานสงเคราะห์ปัจจัย 4 ประสานงานการออกบัตรสิทธิรายได้น้อย ผู้พิการ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว อีกทั้งสนับสนุนงบประมาณในการสร้างรายได้ในครัวเรือนขณะดูแลผู้ป่วย ได้แก่ ร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้าน ร้านน้ำแข็งไส และช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ชาวนางรองทุกภาคส่วนก็ร่วมด้วยช่วยกันจนผ่านมาได้ จากการร่วมทุกข์ร่วมสุข อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ดังกล่าว ทำให้ชาวนางรอง มีใจเอื้อเฟื้อกันจนเสมือนหนึ่งเป็นครอบครัวเดียวกัน คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ได้สื่อสารนโยบายชีวาภิบาล และดำเนินงานต่อยอดจากสถานการณ์โควิด-19 เพื่อให้มีการดูแลทุกข์สุขประชาชนต่อ โดยมีการจัดทำสัญญาความร่วมมือ (MOU) จากทุกภาคส่วนมีการทำให้การดำเนินงานชีวาภิบาลในชุมชน และวัดเป็นไปได้ไม่ยาก วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568อำเภอนางรอง ผ่านการประเมินชุมชนนางรองพึ่งพา.. “บ้านนี้มีรัก” จากกรมอนามัย ในระดับพื้นฐาน

โดยการออกแบบในการดำเนินงานชีวาภิบาลนั้น ได้ดำเนินงาน ดังนี้
- มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับอำเภอ และประชุมคณะกรรมการดำเนินงานประคับประคอง และชีวาภิบาลอำเภอนางรองครั้งที่ 1 / 2568 ในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ณ โรงพยาบาลนางรอง สรุปที่ประชุมให้มีคณะกรรมการที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมทั้งภาครัฐ และเอกชน จำนวน 40 คน ลงมติให้มีการ ดำเนินงานในทุกชุมชน หรือวัดที่พร้อมจัดตั้งศูนย์ชีวาภิบาล คณะกรรมการมีความเห็นเรื่อง การสื่อสาร นโยบายให้ประชาชน ทุกภาคส่วน และชุมชนรับทราบ และรับฟังเสียงสะท้อนจากชุมชน
- มีการประชุมสื่อสารนโยบายชีวาภิบาล และการจัดตั้งกุฏิชีวาภิบาลที่วัดสิงห์วงศ์ และรับฟังเสียงสะท้อนจากกับประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในตำบลหนองไทร ณ วัดสิงห์วงศ์ ตำบลหนองไทร อำเภอนางรองในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน 64 คน ประชาชนส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับการจัดตั้งกุฏิชีวาภิบาล แต่ยังมีความกังวลในเรื่อง การบริการจัดการ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งยังไม่เห็นความชัดเจนในการจ่ายค่าดำเนินการต่างๆ จากภาครัฐ
- มีการจัดทำ Focus group รับฟังแนวคิด ประสบการณ์การดูแล และการออกแบบบริการ จากผู้มีประสบการณ์ในการดูแล สงเคราะห์กลุ่มเปราะบาง จำนวน 20 คน ณ ห้องประชุมกลุ่มงานวิจัยพัฒนาทางการพยาบาล โรงพยาบาลนางรองได้แนวคิดในการจัดบริการ และกำหนดบทบาท รูปแบบการบริการ
- การดำเนินการ in-depth interviews จำนวน 20 คน จากหัวหน้าส่วนราชการที่เกษียณ จิตอาสา ผู้นำชุมชน และมูลนิธิ เพื่อรับฟังแนวคิดในการจัดบริการ และกำหนดบทบาท รูปแบบการบริการ
- การประชุมโครงการ โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “โครงการ การสื่อสารนโยบาย ส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดศูนย์ชีวาภิบาล และกุฏิชีวาภิบาลต้นแบบอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ปีงบประมาณ 2568” ณ ห้องประชุมกัญจนา โรงแรมโซคูล แกรนด์ โฮเทล มีผู้ร่วมประชุม จำนวน 260 คน ประชาชนส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับการจัดตั้งกุฏิชีวาภิบาล แต่ยังมีความกังวลในเรื่อง การบริการจัดการ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งยังไม่เห็นความชัดเจนในการจ่ายค่าดำเนินการต่างๆ จากภาครัฐ และได้ร่วมออกแบบการจัดบริการ ตลอดจนออกแบบกระบวนการดูแลผู้ป่วยในชุมชน และมีบางกลุ่มที่ยินดีสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ และเครื่องมือทางการแพทย์
- โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “โครงการ การสื่อสารนโยบายชีวาภิบาล เพื่อการออกแบบระบบกุฏิชีวาภิบาลต้นแบบ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ปีงบประมาณ 2568”ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ณ วัดบ้านถนน ตำบลหัวถนน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ มีผู้ร่วมประชุม จำนวน 139 คน ประชาชนส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับการจัดตั้งกุฏิชีวาภิบาล แต่ยังมีความกังวลในเรื่อง การบริการจัดการ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งยังไม่เห็นความชัดเจนในการจ่ายค่าดำเนินการต่างๆ จากภาครัฐ และได้ร่วมออกแบบการจัดบริการ ตลอดจนออกแบบกระบวนการดูแลผู้ป่วยในชุมชน และมีบางกลุ่มที่ยินดีสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ และเครื่องมือทางการแพทย์
- โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “โครงการ การสื่อสารนโยบาย ส่งเสริม สนับสนุน ออกแบบระบบ และรณรงค์สมทบทุนให้เกิดศูนย์ชีวาภิบาลและกุฏิชีวาภิบาลต้นแบบ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ปีงบประมาณ 2568” ในวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ณ วัดโพธาราม ตำบลถนนหัก อำเภอนางรอง มีผู้ร่วมประชุม จำนวน 140 คนประชาชนส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับการจัดตั้งกุฏิชีวาภิบาล แต่ยังมีความกังวลในเรื่อง การบริการจัดการ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งยังไม่เห็นความชัดเจนในการจ่ายค่าดำเนินการต่างๆ จากภาครัฐ และได้ร่วมออกแบบการจัดบริการ ตลอดจนออกแบบกระบวนการดูแลผู้ป่วยในชุมชน และมีบางกลุ่มที่ยินดีสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ และเครื่องมือทางการแพทย์
- การจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ….เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ชุมชนนางรองพึ่งพา “บ้านนี้มีรัก” ณ ห้องประชุมตึกอุบัติเหตุฉุกเฉิน ชั้น ๒ โรงพยาบาลนางรอง กลุ่มเป้าหมาย พระสงฆ์ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข และประชาชนที่สนใจ จำนวน 200 คน ทุกภาคส่วนเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการออกแบบระบบการดูแลผู้ป่วยเปราะบางในชุมชน เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเกื้อกูลกันทั้ง ในชุมชน บ้าน และวัด ในอำเภอนางรองที่เรียกว่า …ชุมชนนางรองพึ่งพา… “บ้านนี้มีรัก”และกุฏิ ชีวาภิบาลนางรอง ปัจจุบันกำลังการจัดตั้งกุฎิชีวาภิบาลในอำเภอนางรอง จำนวน 3 วัด ได้แก่ กุฏิชีวาภิบาลวัดสิงห์วงศ์ ขนาด 2 เตียง กุฏิชีวาภิบาลวัดบ้านถนน ขนาด 2 เตียง และกุฏิชีวาภิบาลวัดสวนป่ารักน้ำ 1 เตียง
- การจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ “การเตรียมตัวในวาระสุดท้ายของชีวิตสู่การตายดีด้วยการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุข หรือพินัยกรรมชีวิต อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ปีงบประมาณ 2568” ณ ห้องประชุมตึกอุบัติเหตุฉุกเฉิน ชั้น ๒ โรงพยาบาลนางรอง กลุ่มเป้าหมาย พระสงฆ์ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข และประชาชนที่สนใจ จำนวน 200 คน

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการ การเตรียมตัวในวาระสุดท้ายของชีวิตสู่การตายดีด้วยการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุข หรือพินัยกรรมชีวิต อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ปีงบประมาณ 2568” ณ ห้องประชุมวัดสิงห์วงศ์ ตำบลหนองไทร อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มเป้าหมายเป็นพระสงฆ์ จำนวน 150 รูป ในครั้งนี้ใช้กิจกรรมไพ่ไขชีวิตมาร่วมในการวางแผนล่วงหน้าสุขภาพล่วงหน้าและการทำพินัยกรรมชีวิต พระสงฆ์ ท่านได้เข้าใจว่า จุดเปราะบางของพระสงฆ์ที่มีข้อวัตรปฏิบัติที่ซับซ้อน ทำให้ผู้ดูแลเกิดความกังวลใจ บางรายอาจถูกสึกทำให้ไม่สามารถครองผ้าเหลืองได้เมื่อท่านละสังขาร บางรายอาจถูกยื้อชีวิตและละสังขารในหอผู้ป่วยหนัก บางรายมีบิดามารดาที่แก่ชรา ต้องสึกออกมาเพื่อปรนนิบัติพ่อแม่ และบางรายพระหรือโยมอุปัฏฐากไม่มีทักษะในการดูแล จึงให้ละสังขารในโรงพยาบาลการมีกุฏิชีวาภิบาล และพินัยกรรมชีวิต จะช่วยให้ท่านสามารถได้รับการดูแลตามพระธรรมวินัยได้ในระดับชุมชน ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข ยังยืนยันเรื่อง ทุกชุมชนมีความพร้อมในการดูแลพี่น้องประชาชน มีการให้ความร่วมมือ และพร้อมเมื่อมีผู้ป่วยกับสู่ชุมชน การให้ความรู้ และประชาชนออกแบบการดำเนินงานเอง ตามมติของชุมชน จะทำให้ระบบสุขภาพชุมชนมีความยั่งยืน เพราะประชาชน จะเข้าใจวิถีชีวิตของหมู่พวกตนมากกว่า ทีมสุขภาพหรือภาครัฐควรเข้าไปเพื่อส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ ออกเสียง เลือกทางของตนเอง ความยั่งยืน และความร่วมมือจะตามมาเอง ดังคำกล่าวของนายแพทย์สมควร ฉ่ำพึ่ง อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ที่ว่า ผมดีใจที่คนรุ่นใหม่ ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน อยากให้ ช้าลงสักนิดฟังความเข้าใจของประชาชน อีกหน่อย ถ้าเขาเข้าใจ ความร่วมมือจะมาอีกมาก
ขอกราบขอบพระคุณ …พระครูปริยัติภัทรคุณ เจ้าคณะอำเภอนางรอง คณะสงฆ์อำเภอนางรองพระคิลานุปัฏฐาก นายแพทย์พิเชษฐ์ พืดขุนทด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ นายโชคไชย สว่างรัตน์ นายอำเภอนางรอง แพทย์หญิงนภาพร เกียรติดำรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนางรอง นายชีวี เชื้อมาก สาธารณสุขอำเภอนางรอง คณะกรรมการบริหารกลุ่มการพยาบาลโรงพยาบาลนางรอง นายกเทศมนตรีเมืองนางรอง นายกเทศมนตรีทุ่งแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุกแห่ง บุคลากรสาธารณสุขทุกท่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขจิตอาสา มูลนิธิ และประชาชนชาวนางรองทุกท่าน




